พลวัฒน์ชุมสุข[1]

เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ

หลักการสร้างฐานะเพื่อความสุขในปัจจุบันและภายภาคหน้า

บทคัดย่อ

เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ คือ จุดประสานแนวคิดระหว่างเศรษฐศาสตร์กระแสหลักกับวิถีชาวพุทธ ที่เน้นระบบคุณค่าให้ควบคู่ไปกับความคุ้มค่า เช่น การไม่เบียดเบียนกันทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อสรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เพื่อสร้างสังคมอุดมคติและเป็นหลักการสร้างฐานะเพื่อความสุขในปัจจุบันและอนาคตต้องยืดความยินดีตามที่ตนได้มาตามกำลังและยินตามสมควรแก้ฐานะของตน ถึงพร้อมด้วยความหมั่นในการ ประกอบกิจ เครื่องเลี้ยงชีวิตก็ดี ในการศึกษาเล่าเรียนก็ดี ในการทำธุระหน้าที่ของตนก็ดีถึงพร้อมด้วยการรักษา คือ รักษาทรัพย์ที่แสวงหาได้ด้วยความหมั่นไม่ให้เป็นอันตรายก็ดี รักษาการ งานของตน ไม่ให้เสื่อมเสียไปก็ดีความมีเพื่อนเป็นคนดีไม่คบคนชั่วความเลี้ยงชีวิต ตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หาได้ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ไม่ให้ฟูมฟายนักในอนาคตเราต้องถึงพร้อมด้วยศรัทธาถึงพร้อมด้วยศีลถึงพร้อมด้วยการบริจาคและต้องมีปัญญาในการต่างๆ

Abstract

Buddhist economics is the concept of co-ordination between mainstream economics and Buddhist culture. It oriented the value system with value, such as a persecuted both directly and indirectly of both the living and non-living to build the social ideals and principles to create a position for one happiness in the present and future as he could do as appropriate. To be engaged in the business with a good living and his study. We have to preserve our wealth that we earned. We have to preserve our duties and accompany with good friends. We could live our life depend on our funds. In the future we should have faith along whit the perception, donation and must have wisdom in the different ways.

ความนำ

ปัญหาความยากจน ปัญหาความเจ็บป่วยปัญหาการใช้จ่ายชัดหน้าไม่ถึงหลัง เป็นปัญหาที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก การจะมีความสุขอยู่ในโลกนี้ได้ในแต่ละวัน ก็ต้องเอาชนะปัญหาเหล่านี้ให้ผ่านพ้นไปให้ได้ในแต่ละวัน นั่นก็หมายความว่า เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ชีวิตจะพบความสุขขั้นต้นได้ ต้องสร้างฐานะทางเศรษฐกิจให้สำเร็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงให้วิธีการสร้างฐานะทางเศรษฐกิจสำหรับชาวพุทธไว้แล้ว เป็นสิ่งที่พระองค์ได้จากการสั่งสมบุญสร้างบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน เป็นความรู้จากปัญญาบริสุทธิ์ของพระองค์ ซึ่งนอกจากไม่เป็นการสร้างบาปให้แก่ตนเองแล้ว ยังเพิ่มพูนความสุขให้ตนเองและผู้อื่นด้วย ชาวพุทธต้องศึกษาให้ดีในหลักการบริหารทรัพย์ของตนให้ดีมีประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคตทำอย่างไรจะรักษาทรัพย์ที่หามาได้พระพุทธองค์ได้ชี้แนวทางไว้ดังต่อไปนี้ เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ หมายถึง ความรู้ที่ว่าด้วยหลักการและวิธีการแสวงหาทรัพย์เพื่อเลี้ยงชีพตนเองและผู้อื่นให้มีความสุขในชาตินี้และชาติหน้า โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคม และยังเป็นการเพิ่มพูนศีลธรรมอันดีงามในตนเองและสังคมให้สูงส่งยิ่งๆ ขึ้นไปด้วย

พระพุทธองค์ทรงเน้นให้พุทธบริษัทมีชีวิตมุ่งตรงต่อกิจกรรมแห่งคุณธรรม คือ กิจกรรมทาง เศรษฐศาสตร์สร้างสรรค์การพัฒนาคุณภาพชีวิต และพัฒนาศักยภาพเพื่อชีวิตที่ดีงาม มีความสันโดษและเรียบง่าย ตลอดจนควบคุมตนเอง จึงเป็นแนวคิดที่ไม่ใช่เพียงเป็นการสร้างคุณค่าพื้นฐานแห่งความเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่มีเหตุผลลึกซึ้งเมื่อพิจารณาถึงระดับสังคม เช่น เรื่องหลักศีลธรรม ทางสายกลาง และความเรียบง่าย ที่เป็นไปเพื่อลดความตระหนี่และเกื้อกูลการผลิตปัจจัยสี่ในสังคมเป็นพื้นฐาน จะช่วยให้มีโภคทรัพย์ ในสังคมได้อย่างไม่ขาดแคลน และผ่อนคลายปัญหาการเสียสมดุลทางนิเวศวิทยาด้วย ความไม่ขวนขวายดิ้นรนไม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพัฒนา ซึ่งเป็นเหตุทำให้ชีวิตตกต่ำ สังคมและประเทศชาติไม่ได้รับการพัฒนา เช่น หลักคำสอนเรื่องความสันโดษทำให้คนงอมืองอเท้าเกียจคร้าน ไม่มีความกระตือรือร้นในการทำงานในการประกอบอาชีพ ถือว่าเป็นความเข้าใจผิด เพราะว่าหลักสันโดษนั้นเป็นแนวทางในการปฏิบัติในการที่ไม่เห็นแก่ตนคือมีความยินดีพอใจตามมีตามได้ตามกำลังและความจำเป็นของตนหรือเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง

ความสันโดษ ความยินดีพอใจตามมีตามได้ตามกำลังและความจำเป็นของตน การดำรงชีวิตอยู่ของประชาชนในปัจจุบัน ถูกเหตุปัจจัยต่างๆ หลากหลายมากระทบกระทั่ง เบียดเบียนอยู่ทุกเมื่อ ซึ่งล้วนแต่ทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปด้วยความยากลำบาก ไม่สามารถดำเนินชีวิตตามสมควรแก่อัตภาพที่ควรจะเป็นให้อยู่ดีมีสุขได้เมื่อเป็นเช่นนี้ ควรที่ทุกคนจะต้องหันกลับมาทบทวนถึงแนวทางแห่งการประพฤติปฏิบัติของตน เพื่อประคับประคองตนให้รอดพ้นจากภัยพิบัติทั้งปวง มีความอยู่ดีมีสุขตามสมควร ด้วยการปฏิบัติตามหลักธรรม คือ ความสันโดษ ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำชาวโลกให้หาความสุขโดยการถือ สันโดษ คำว่า "สันโดษ" แปลว่า ความยินดี คือความพอใจ ความยินดีด้วยของ ของตนซึ่งได้มาด้วยความเพียร ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และโดยชอบธรรมในการหาทรัพย์ได้โดยไม่ไปเบียนเบียดผู้อื่นหรือสัตว์อื่นเป็นต้น

หลักของความสันโดษมีอยู่ 3 ประการ ประกอบด้วย

1 ยถาลาภสันโดษ หมายถึง ความยินดีตามที่ตนได้มา คือตนได้สิ่งใดมาหรือเพียรหาสิ่งใดมาได้ ไม่ว่าจะหยาบหรือประณีตแค่ไหนก็ยินดีพอใจด้วยสิ่งนั้น ไม่ติดใจอยากได้สิ่งอื่น ไม่เดือดร้อนกระวนกระวายเพราะสิ่งที่ตนไม่ได้มา ไม่ปรารถนาสิ่งที่ตนไม่พึงได้ หรือเกินไปกว่าที่ตนจะพึงได้โดยถูกต้องชอบธรรม ไม่เพ่งเล็งปรารถนาสิ่งของที่คนอื่นได้จนเกิดความริษยา
2 ยถาพลสันโดษ หมายถึง ความยินดีตามกำลัง คือ ยินดีแต่พอแก่กำลังร่างกายสุขภาพและวิสัยของตน มีความพอใจในการจัดสรรหน้าที่การงาน จัดสรรการศึกษาศิลปวิทยา และจัดสรรคุณธรรมเพื่อปฏิบัติให้สมกับกำลังสติปัญญาของตนเอง เลือกทำในสิ่งที่ตนเองถนัดแล้วตั้งใจปฏิบัติให้ก้าวหน้าไปตามกำลังแต่ละ อย่างด้วยความขยันหมั่นเพียร
3 ยถาสารุปปสันโดษ หมายถึง ความยินดีตามสมควร หรือยินดีตามที่เหมาะสมกับภาวะ ฐานะ แนวทางชีวิต และจุดหมายแห่งการบำเพ็ญกิจของตน ไม่นึกคิดอยากได้ทรัพย์สมบัติที่ล้ำค่าเกินฐานะของตนเอง บางครั้งแม้จะได้สิ่งที่เกินฐานะของตนเองมาก็ไม่ลุ่มหลงว่าเป็นสิทธิ์ที่ควร จะได้ กลับเห็นว่าสิ่งที่ได้มานั้นล้ำค่า ควรให้คนอื่นได้มีส่วนร่วมดูแลรักษาหรือบริโภคใช้สอยด้วย โดยการทำให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและแก่สังคมรอบข้างจะเห็นว่า ความสันโดษ เป็นทรัพย์อย่างยิ่ง เป็นการสร้างความสุขให้แก่ชีวิต การรับและการได้มาหากไม่มีสติก็อาจลุ่มหลงไปตามอำนาจของโลภะอย่างไม่มีขอบเขต "ความรู้จักพอก่อสุขทุกสถาน" จึงเป็นคำเตือนสติให้ตนรู้จักความสุขที่แท้จริง ดังคำพูดที่ว่า คนที่รวยที่สุดคือ คนรู้จักพอใจในสิ่งที่ตนมี และ คนที่จนที่สุดคือ คนที่ไม่รู้จักพอ ถ้าทุกคนต่างมี ความสันโดษ พอใจยินดีใช้สอยวัตถุสิ่งของต่างๆ อย่างมีสติ ไม่สุรุ่ยสุร่าย ดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีความอดทน มีความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบเพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรอง รับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคม ก็จะสามารถสร้างความอยู่ดีกินดีเป็นเหตุให้เกิดความสุขขึ้นได้ดังนั้น ความสันโดษ ความยินดีพอใจตามมีตามได้ตามกำลังและความจำเป็นของตน พร้อมทั้งมีขยันหมั่นเพียรหาเลี้ยงชีพด้วยความสุจริตไม่เป็นภัยต่อตนเองหรือ สังคม เมื่อหาทรัพย์มาได้แล้วต้องรู้จักเก็บออมระมัดระวังในการใช้จ่ายไม่ก่อให้ เกิดหนี้สินก็จะนำมาซึ่งความอยู่ดีมีสุข ความสันโดษ จึงเป็นคุณธรรมที่ทุกคนควรพินิจพิจารณา น้อมนำมาประพฤติปฏิบัติให้เกิดเป็นนิสัยติดตัวโดยแท้[2] เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องเข้าใจรากฐานของชีวิตให้ชัดเจนเสียก่อน

การรู้จักประมาณในการบริโภค (โภชเนมัตตัญญุตา)

ความเป็นผู้รู้จักประมาณตน (มัตตัญญุตา) เป็นองค์ธรรมที่สำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิต ของมนุษย์อย่างมีสันติสุขและยั่งยืนมีความหมายถึงความเป็นผู้รู้จักประมาณ คือ ความพอเหมาะพอดี เช่น รู้จักประมาณในการแสวงหาโภคทรัพย์ รู้จักประมาณในการใช้จ่ายโภคทรัพย์ ให้พอเหมาะพอควรเป็นต้น ซึ่งเกี่ยวเนื่องหรือสัมพันธ์กับ "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่เป็นเรื่องของจิตใจและการยับยั้งใจมิให้ตกเป็นทาสของวัตถุสิ่งของ และสิ่งยั่วยุความกระหายและความต้องการต่างๆ ซึ่งเศรษฐกิจระบบการตลาด (Marketing economy) ปัจจุบันสามารถแพร่กระจายไปสู่ครัวเรือนของเกษตรกรได้ทุกครัวเรือนไม่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย เมื่อวิเคราะห์เข้ากับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา จะเห็นว่าทุกเรื่องมีจุดเริ่มต้นที่ตัวบุคคลว่าจะต้องรู้จักประมาณตนก่อน หรือการรู้จักพอดีทางพุทธศาสนาเรียกว่า "มัตตัญญุตา" หรือ หากเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร ก็เป็นโภชเนมัตตัญญุตา เป็นต้น

การเปรียบเทียบลักษณะสันโดษ

ลักษณะของผู้สันโดษ

ลักษณะของผู้ขาดสันโดษ

1. ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยความเพียรและปัญญาเท่าที่เหมาะสมกับ ภาวะของตน และเป็นการชอบธรรม

1. การเบียดเบียนกันเพราะอยากได้ของผู้อื่น

2. ไม่อยากได้ของผู้อื่น หรือของที่ไม่ชอบธรรม ไม่ทำการ ทุจริตเพราะปากท้องและผลประโยชน์ส่วนตัว

2. การทุจริต เพราะอยากได้ แต่ไม่อยากทำ หรืออยากได้ทางลัด

3. เมื่อทำมาหาเลี้ยงชีพได้สิ่งของมา ก็ไม่ติด ไม่หมกมุ่นมัวเมา ไม่กลายเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้น

3. ความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย แต่ไม่ชอบทำการงาน

4. เมื่อไม่ได้ พยายามจนสุดวิสัยแล้วไม่สำเร็จ ก็ไม่เดือดร้อนรนไม่ถูกความผิดหวังครอบงำ

4. ความทอดทิ้งละเลย ไม่เอาใจใส่หน้าที่การงาน ทุจริตต่อหน้าที่

5. ไม่ถือเอาสิ่งที่ตนหาได้ สมบัติของตน หรือ ผลสำเร็จของตน มาเป็นเหตุยกตนข่มผู้อื่น

5. ความเกียจคร้าน เฉื่อยชา

6. หาความสุขได้จากสิ่งที่เป็นของตน หรือเป็นสิทธิของตน สามารถดำรงชีวิตที่มีความสุขได้

6. ความเดือดร้อนใจ กระวนกระวาย หาความสุขไม่ได้ เพราะไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ มีความไม่พอใจอยู่ตลอดเวลา

7. มีความภาคภูมิใจในผลสำเร็จที่เกิดจากตน มีความอดทน สามารถรอคอยผลสำเร็จได้

7. ไม่มีสิ่งให้ภูมิใจ อดทนน้อย รอคอยไม่ไหว

8. มีความรักและภักดีในหน้าที่ของตน

8. ไม่มีความรับผิดชอบ

ที่มา : พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) พุทธศาสนากับสังคมไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2532), 154.

ทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา)

ธัมมานุธัมมปฏิปทา คือ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม หรือสมเหตุสมผล นั้นก็คือหลักแห่งทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ซึ่งว่าด้วยชีวิตควรอยู่อย่างไร พระพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นกลางๆ ตามธรรมชาติ คือ ตามสภาวะของสิ่งทั้งหลายมันเป็นของมันเองตามเหตุปัจจัย ไม่ติดข้างในทิฏฐิคือทฤษฎีหรือแนวคิดเอียงสุด นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมโยงหลักมัชฌิมาปฏิปทา กับหลักปฏิจจสมุปบาทได้ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน อันเป็นกระบวนธรรมแห่งการเกิดขึ้นพร้อมโดยอาศัยกันและกันของสิ่งทั้งหลาย เป็นเรื่องจริงสำหรับชีวิตมนุษย์และธรรมชาติ เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สามารถขยายหรือกระจายออกไปและจัดวางใหม่เป็นระบบ มีรูปแบบ ขั้นตอน และลำดับต่างๆ กันมากมาย โดยสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ บุคคลสถานการณ์ เงื่อนไขและระดับความพร้อมจำเพาะที่แตกต่างกันออกไป

เศรษฐกิจพอเพียงมีความเกี่ยวข้องกับหลักมัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งหลักมัชฌิมาปฏิปทาเป็นรากฐานของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาหรือเรื่องของนักคิดที่กำลังคิดค้นหาความจริงมัชฌิมาปฏิปทา เป็นเรื่องของพฤติกรรมหรือเป็นการปฏิบัติของผู้ทรงปัญญาซึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาชีวิตและความเป็นอยู่จริงของมนุษย์ เพื่อให้เกิดดุลยภาพทั้ง 3 ด้าน คือ 1) การปรุงแต่งทางวัตถุของโลกสมัยใหม่ 2) การปรุงแต่งจากหลักธรรม และ 3) การปรุงแต่งทางความคิดหรืออุดมคติ ดังนั้นความพอเพียงก็ดี หลักมัชฌิมาปฏิปทาก็ดี จึงเป็นหลักพื้นฐานเพื่อให้เกิดดุลยภาพแห่งชีวิต

ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ คือประโยชน์ในปัจจุบัน

ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ หมายถึงหลักธรรมที่เป็นไปเพื่อความเกื้อกูลและความสุขในปัจจุบัน กล่าวคือ หลักธรรมสำหรับปฏิบัติเพื่อประโยชน์ในชาตินี้ ในแง่ของการทำงาน การดูแลทรัพย์สิน การเลือกคบเพื่อนและการเลี้ยงชีวิต สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่อำนวยประโยชน์ในชาตินี้ หลักปฏิบัติ มี 4 ประการคือ

1.อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่นเพียร ได้แก่ความขยันประกอบกิจกรรมเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิตในการปฏิบัติธุระหน้าที่การงานของตน โดยประกอบอาชีพสุจริต มีความชำนาญ รู้จักใช้ปัญญาสอดส่องหาอุบายวิธี สามารถจัดดำเนินการให้ได้ผลดี

ความขยันหมั่นเพียรนั้นมิใช่การทำโดยไม่หยุดหรือไม่พัก หากแต่หมายถึงการทำอย่างต่อเนื่องไม่ปล่อยให้การงานหมักหมมไม่อ้างเหตุต่างๆเช่นมักให้อ้างว่าหนาวนัก แล้วไม่ทำการงาน มักให้อ้างว่าร้อนนัก แล้วไม่ทำการงาน มักให้อ้างว่าเวลาเย็นแล้ว แล้วไม่ทำการงาน มักให้อ้างว่ายังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำการงาน[3]
ในการประกอบกิจจนสำเร็จผล ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคมุ่งมั่นแต่จะให้การงานนั้นสำเร็จเป็นสำคัญ เมื่อมีความขยันหมั่นเพียรเช่นนี้ย่อมเจริญก้าวหน้าประสบความสำเร็จ สมดังพระพุทธภาษิตที่ว่า "ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฺฐาตา วินฺทเตธนํ"ผู้หมั่นเอาธุระเป็นผู้ทำกิจเหมาะสมแก่กาลเทศะ มีความขยัน ย่อมหาทรัพย์ได้

2.อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือการรักษาทรัพย์ที่แสวงหามาได้ด้วยความเพียร ไม่ให้เสียหาย รู้จักคุ้มครองเก็บรักษาโดยชอบธรรมตามกำลังของตน ไม่ให้เสียหายโดยใช่เหตุ

ในการรักษาทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความหมั่นเพียรนั้น ต้องรู้จักการใช้จ่าย โดยไม่ใช้จ่ายในทางที่เป็นอบายมุข เช่น ใช้ทรัพย์เล่นการพนัน ซื้อสุราดื่ม ใช้ทรัพย์เที่ยวเตร่หาความสำราญ เป็นต้น พฤติกรรมที่ไม่ดีเหล่านี้เป็นทางรั่วไหลหรือหายนะไปแห่งทรัพย์ ทรัพย์ย่อมไม่พอกพูนขึ้น มีแต่จะร่อยหรอไปในที่สุด ดังนั้น ผู้ที่แสวงหาทรัพย์มาได้เมื่อประสงค์จะรักษาทรัพย์ให้คงอยู่ ต้องงดเว้นพฤติกรรมดังกล่าวเสียให้เด็ดขาด และรู้จักใช้จ่ายทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ เช่น ใช้ในการบำรุงเลี้ยงมารดาบิดาและครอบครัวให้เป็นสุข สงเคราะห์ญาติมิตรตามสมควร อุปถัมภ์บำรุงพระศาสนาตามกำลังศรัทธาความสามารถ ช่วยเหลือกิจการบ้านเมืองตามหน้าที่พลเมืองที่ดี เมื่อปฏิบัติได้อย่างนี้จึง จะเกิดความปลื้มใจอันเกิดแต่การจ่ายทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันนั้น เมื่อรู้จักการแสวงหาและรู้จักรักษาการใช้จ่ายดังนี้แล้ว ทรัพย์นั้นก็จะมีมากขึ้นตามลำดับทำให้เป็นรากฐานมั่นคง สามารถตั้งตัวได้ เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญาเมื่อขยันหมั่นทำการงานเก็บออมทรัพย์ดังผึ้งเก็บรวมน้ำหวานของเกสรดอกไม้ จนทรัพย์นั้นเกิดก่อขึ้นดังจอมปลวก ควรรู้จักใช้จ่ายทรัพย์โดยกำหนดแผนการใช้จ่ายเป็นสี่ส่วน หรือโภควิภาค 4 โดยปฏิบัติตามหลักการใช้จ่ายทรัพย์ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในสิงคาลกสูตร "หนึ่งส่วน ใช้เลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัว ดูแลคนเกี่ยวข้อง และทำประโยชน์ สองส่วนใช้เป็นทุนประกอบกิจการอาชีพ อีกหนึ่งส่วน เก็บเอาไว้เป็นหลักประกันชีวิตและกิจการในคราวจำเป็น"

3.กัลยาณมิตตตา ความมีเพื่อนดี หมายถึงการคบคนดีเป็นมิตร การรู้จักคบหาสมาคมกับคนดีที่มีคุณธรรมนำความรู้หรือมีความรู้ดีและความประพฤติดี หรือการรู้จักเสวนาคบหาคน ไม่คบไม่เอาอย่างผู้ประพฤติชั่วที่จะชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย โดยเลือกเสวนาศึกษาเยี่ยงอย่างที่ผู้เป็นบัณฑิต ผู้ทรงคุณวุฒิ มีความสามารถ เป็นที่รักเคารพนับถือของคนทั่วไป การเลือกคบคนเป็นสิ่งที่สำคัญสมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า "ยํเวเสวติตาทิ โส : คบคนเช่นใดก็ย่อมเป็นคนเช่นนั้น" ดังนั้นผู้มีปัญญา เมื่อหาทรัพย์และเก็บรักษาทรัพย์ไว้ได้จึงควรหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลจากการคบหาคนพาลที่เป็นมิตรชั่ว เลือกคบหาสนิทชิดใกล้แต่บัณฑิตที่เป็นกัลยาณมิตร ดังที่ท่านโบราณาจารย์กล่าวเป็นคติเตือนใจให้รู้จักคบคนไว้ว่า "ห่างสุนัขให้ห่างศอก ห่างวอกให้ห่างวา ห่างพาลาให้ห่างหมื่นโยชน์แสนโยชน์"

4.สมชีวิตา ความมีชีวิตเหมาะสม คือการเลี้ยงชีพตามความเหมาะสมแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ไม่ให้ฟุ่มเฟือย หมายถึงการเลี้ยงชีวิตตามความเหมาะสมให้มีความเป็นอยู่อย่างเหมาะสม คือรู้จักกำหนดรายได้และรายจ่ายเลี้ยงชีวิตแต่พอดี ไม่ให้ฝืดเคืองหรือฟุ่มเฟือย ให้รายได้เหนือรายจ่ายโดยใช้จ่ายทรัพย์ตามควรแก่ฐานะ เหมือนกับนกน้อยที่ทำรังแต่พอตัว เช่น เห็นเศรษฐีเขามีรถยนต์ ตนเองยังยากจนอยู่ ก็อยากมีเหมือนเขา ถึงกับไปกู้หนี้ยืมสินเขามาซื้อหรือต้องผ่อนส่งเป็นเวลายาวนาน ซึ่งตรงกับคำพังเพยที่ว่า "เห็นช้างขี้ ก็ขี้ตามช้าง"

หลักสมชีวิตานี้ มีลักษณะแนวทางความประพฤติที่ตรงกับหลักสันโดษ คือ พอใจในสิ่งที่มียินดีในสิ่งที่ได้ที่ตนแสวงหามาโดยสุจริต คือเมื่อพยายามอย่างเต็มที่แล้วได้แค่นั้น มีแค่นั้น ก็ควรยินดี ไม่ต้องแสวงหาจนเกินความสามารถของตนเอง

หลักธรรมที่ใช้ในการแสวงหาทรัพย์ มีหลักธรรมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตในหนังสือ "ธรรมมาธิบายหลักธรรม ในพระไตรปิฎก" ได้อธิบายทิฏฐธัมมิกัตถ คือ ธรรมที่เป็นประโยชน์ในปัจจุบัน หรือหัวใจเศรษฐี = อุ อา กะ สะ

1. อุย่อมาจาก อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น คือ มีความขยัน และต่อสู้ไม่ท้อแท้ในการทำงานหาเลี้ยงชีพ ในการปฏิบัติหน้าที่

หมายถึงความขยันหมั่นเพียร บันไดขั้นแรกของความเป็นเศรษฐี คือ ต้องหมั่นเพียรในการทำกิจการงาน ขยันวันนี้ชีวีมีค่า ยาจกหรือพระราชา มีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน ถ้าอดีตไม่ขยันปัจจุบันต้องอด อนาคตต้องตาย ไร้แก่นสารในชีวิต บางท่านก็ขยันอยู่แต่ทำไมไม่ร่ำรวย ก็ต้องปฏิบัติตามหัวใจเศรษฐีข้อที่ 2 ต่อไป

2. อาย่อมาจาก อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษาคือรู้จักรักษาทรัพย์สิ่งของที่มีอยู่หรือที่ได้มาให้อยู่คงทน และใช้งานให้คุ้มค่าไม่ทิ้งๆ ขว้างๆ

หมายถึงการเก็บรักษา เมื่อขยันทำจนมีทรัพย์สินแล้วก็จะต้องมีระบบการจัดเก็บรักษาที่ดี รู้ว่าของจะต้องเสียหายด้วยเหตุใดก็ป้องกันเหตุนั้น เมื่อขยันทำงานและมีการเก็บรักษาที่ดีแล้วยังไม่รวย อาจมีสาเหตุมาจากไม่ได้ปฏิบัติตามหัวใจเศรษฐีข้อที่ 3

3. กะ ย่อมาจาก กัลยาณมิตตตา ความมีเพื่อนดี คือรู้จักเลือกคบเพื่อน

หมายถึงการมีกัลยาณมิตร (มิตรผู้ดีงาม) มนุษย์เป็นสัตว์สังคมซึ่งจำเป็นต้องมีชีวิตเกี่ยวข้องกับคนรอบข้าง แต่หากผู้ที่ท่านคบหาสมาคมนั้นมิใช่กัลยาณมิตร เขาอาจดึงชีวิตของท่านให้ตกต่ำด้วยการชักนำไปมั่วสุมกับอบายมุข ทรัพย์สินที่หามาและเก็บรักษาไว้อย่างดี อาจหมดสิ้นไปได้เพราะเพื่อนประเภทนี้ แต่ถ้าขยันทำ เก็บงำดี มีเพื่อนยอดแล้ว แต่ยังเป็นคนจน อาจเป็นเพราะว่าขาดหัวใจเศรษฐีข้อที่ 4

4. สะ ย่อมาจาก สมชีวิตา ความมีชีวิตเหมาะสม คือรู้จักใช้สอยทรัพย์สมบัติ กินอยู่พอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือยเกินไป ไม่ฝืดเคืองเกินไป

หมายถึงการดำเนินชีวิตไปในแนวทางที่ถูกต้อง ดำเนินชีวิตให้พอเหมาะพอควรกับฐานะ รู้จักวางแผนชีวิต ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ทำไปแล้วเดือดร้อนตนเองเดือดร้อนผู้อื่น พิจารณาให้ถี่ถ้วนรอบคอบ

คำว่า เศรษฐี ในภาษาไทยแปลว่าผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีมีความมั่งคังในครอบครัวแต่ตามความหมายเดิมในภาษาบาลีแปลว่า "ผู้ประเสริฐ" ถ้าปฏิบัติตามหัวใจเศรษฐีทั้งสี่ข้อนี้แล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ร่ำรวย แต่สามารถเป็นเศรษฐีได้ในความหมายที่ว่า "เป็นผู้ประเสริฐ"[4] เราได้รู้จักรกับการแสวงหาทรัพย์ในปัจจุบันและการใช้ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์ในทางที่เหมาะสมกับการปฏิบัติและประโยชน์ในภายหน้า คือ

สัมปรายิกัตถะ ประโยชน์ภายหน้า

ได้แก่ ประโยชน์ในโลกหน้านั่นเอง นั่นก็คือ ความสุข อันเนื่องมาจากการได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หลังจากที่กายแตกทำลายตายไปแล้ว หรือ ได้เป็นมนุษย์นี้แหละอีก ซึ่งเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยโคภทรัพย์ เป็นต้น พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า

"อิเมสํ โข คหปติ จตุนฺนํ ธมฺมานํ อิฎฺฐานํ ฯ เป ฯ กตเม จตฺตาโร สทฺธาสมฺปทา สีลสมฺปทา จาคสมฺปทา ปัญฺญาสมฺปทา แปลว่า ดูก่อน ท่านคฤหบดี ธรรม ๔ อย่าง ย่อมเป็นไปพร้อม เพื่อการได้มาซึ่งธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ คือ โภคทรัพย์ ๑ ยศ ๑ ความเป็นผู้มีอายุยืน ๑ ความได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ๑ ซึ่งน่าปรารถนา น่าพอใจ น่าชอบใจ ธรรม ๔ อย่าง อะไรบ้าง ? ได้แก่ สัทธาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา ๑ สีลสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล ๑ จาคสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยจาคะ ๑ ปัญญาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยปัญญา ๑"[5]

ก็สิ่งที่สัตว์โลกปรารถนา เพราะเล็งเห็นว่า เป็นความสุข ๔ อย่างเหล่านี้ ๓ อย่างกล่าวข้างต้น คือ โภคทรัพย์ ยศ และ ความเป็นผู้มีอายุยืน แม้จัดว่าเป็นประโยชน์ในโลกนี้ เพราะบุคคลสามารถขวนขวาย โดยการกระทำเป็นเหตุ แล้วได้มาในเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่นี้แหละ ตามนัยที่กล่าวมาแล้ว แต่ก็เป็นสิ่งที่สัตว์ผู้ยังไม่ประสบในโลกนี้ ปรารถนาจะประสบในโลกหน้า และสัตว์ผู้ประสบแล้วในโลกนี้ ปรารถนาจะประสบอีกในโลกหน้า จึงจัดว่า เป็นประโยชน์ในโลกหน้าอีกด้วย เนื้อความของพระสูตรที่ยกมา พระพุทธองค์ตรัสไว้โดยความเป็นประโยชน์ในโลกหน้าเป็นสำคัญ ซึ่งท่านทั้งหลายจะได้ทราบเอง เมื่อถึงวาระอรรถาธิบายเหตุแห่งประโยชน์เหล่านี้ ส่วนการเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เป็นเรื่องของประโยชน์ในโลกหน้าแน่นอน เพราะจะเป็นไปได้ ก็ต่อเมื่อ ได้ตายไปจากโลกนี้เสียก่อนเท่านั้น

1. สัทธาสัมปทาความถึงพร้อมด้วยศรัทธา การได้รับความสุขเกี่ยวกับ ความถึงพร้อมด้วยโภคทรัพย์ เป็นต้น อันประณีต น่าปรารถนาในโลกหน้า จะมีได้ก็สำหรับผู้ได้สั่งสมกรรมดี หรือ กุศลกรรม เอาไว้ในโลกนี้เท่านั้น ก็แต่ว่า คนที่หาศรัทธา กล่าวคือ ความเชื่อ ความเลื่อมใส มิได้ โดยเฉพาะศรัทธาที่เรียกว่า ตถาคตโพธิศรัทธา อันเป็นความเชื่อ ความเลื่อมใส ในความตรัสรู้ของพระตถาคต ว่า พระตถาคตเจ้า เป็นผู้ตรัสรู้จริง พระธรรมที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า กุศลมีผลเป็นสุข อกุศลมีผลเป็นทุกข์อย่างนี้ เป็นต้น จะต้องเป็นไปอย่างนั้นจริง ทำนองนี้แล้ว ก็ไม่ยินดีที่จะประพฤติตามคำสอนของพระตถาคต โอกาสที่จะทำกรรมดีเอาไว้ เพื่อประโยชน์แก่ความสุขในภพหน้าก็เสื่อมไป ย่อมพลาดจากประโยชน์ที่พึงได้รับในโลกหน้า เพราะฉะนั้น ศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใส จึงจัดว่าเป็นเหตุแห่งประโยชน์ในโลกหน้า อันดับแรกทีเดียว

2.สีลสัมปทาความถึงพร้อมด้วยศีล มีอรรถาธิบายว่า บุคคลสักว่ามีศรัทธา หาเพียงพอไม่ เพราะ แม้มีศรัทธา ความเชื่อ ในความตรัสรู้ของพระตถาคตตามที่กล่าวมาแล้วนั้น ตั้งใจว่าจะทำแต่กรรมดีทั้งหลายอยู่ก็ตาม แต่หากว่าไม่สมาทานศีลไว้ ไม่ตั้งใจรักษาศีล อันเป็นเครื่องสำรวมกายและวาจาให้เรียบร้อย กำกับเข้าไว้ด้วยแล้ว ในเวลาที่มีอารมณ์มายั่วยุทางทวารต่าง ๆ อาจจะฝืนใจอดกลั้นไว้ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ โอกาสที่จะใช้กายและวาจาของตน ไปในทางที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ด้วยการฆ่าบ้าง ลักขโมยบ้าง เป็นต้น ก็ย่อมมีได้ ซึ่งนั่นเป็นกรรมชั่ว หรือไม่ก็ยังคงทำกรรมชั่วนั้น ๆ จนเคยชินต่อไป กรรมชั่วเหล่านั้น ล้วนทำให้พลาดจาก ประโยชน์ในโลกหน้าที่พึงประสงค์ ศีลที่รักษาไว้นั้น เป็นกรรมดี เป็นปัจจัยแก่กรรมดีอื่น ๆ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์สุขในภพหน้า

3. จาคสัมปทาความถึงพร้อมด้วยจาคะ มีจิตใจเสียสละ ไม่มีความตระหนี่ มีอรรถาธิบายว่า ความตระหนี่ เป็นมลทินของจิตใจ บุคคลผู้เกิดความตระหนี่ ย่อมทำกุศลหรือคุณงามความดีทั้งหลายได้ยาก แม่แต่กุศลชั้นต่ำสุด คือ ทาน การให้ เหตุเพราะกลัวความสิ้นเปลือง เพราะฉะนั้น ควรกำจัดความตระหนี่นั้นเสีย ด้วยการพิจารณาถึงคุณของจาคะ คือ จิตใจที่เสียสละได้ ไม่มีความตระหนี่ และโทษของความตระหนี่ อยู่เนือง ๆ ใจจะได้น้อมไปในการเสียสละเพื่อผู้อื่น เมื่อถึงคราวที่ควรจะให้ก็ให้ ครั้งแรก ๆ อาจฝืนใจกันบ้าง เพราะยังไม่คุ้นเคย แต่เมื่อสั่งสมจนคุ้นเคยแล้ว ก็ไม่มีการฝืนใจกันต่อไป เอาชนะความตระหนี่ได้ สมดังที่ตรัสไว้ว่า ชิเน กทริยํ ทาเนน แปลว่า พึงชนะความตระหนี่ (ของตน) ด้วยการให้เมื่อได้สละบริจาคไปแล้ว ก็ไม่มีจิตใขติดข้องในวัตถุที่ได้สละบริจาคไปแล้วนั้น โอกาสที่จะทำกรรมดีต่าง ๆ เริ่มแต่ทานเป็นต้นไป ล้วนทำให้เจริญในโลกหน้า เพราะฉะนั้น พระพุทธองค์ ตรัสถึงจาคะ ภาวะที่ปราศจากความตระหนี่ว่า เป็นเหตุแห่งประโยชน์ในโลกหน้า

4.ปัญญาสัมปทาความถึงพร้อมด้วยปัญญา มีอรรถาธิบายว่า สำหรับคนที่ไม่มีปัญญา ย่อมแยกแยะไม่ได้ว่า นี้เป็นกิจควรทำ นี้เป็นกิจไม่ควรทำ นี้เป็นสาระควรถือเอา นี้ไม่เป็นสาระ ไม่ควรถือเอา เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ย่อมทำกิจที่ไม่ควรทำ ไม่ทำกิจที่ควรทำ ถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ว่าเป็นสาระ ไม่ถือเอาสิ่งที่เป็นสาระโดยความเป็นสาระ จึงมีโอกาสละเลยทำความดี และทำแต่ความชั่วได้มาก เป็นเหตุให้พลาดจากประโยชน์ในโลกหน้า ส่วนผู้มีปัญญา ก็มีความเป็นไปโดยนัยตรงข้ามกับผู้ไม่มีปัญญา ดังกล่าวนั้น อนึ่งสัมปทา ๓ ข้างต้น จะเป็นอันตั้งมั่นดีไม่คลอนแคลน ก็สำหรับคนมีปัญญาเท่านั้น คนไม่มีปัญญา หรือว่าหาความเฉลียวฉลาดมิได้ เมื่อได้สดับคำพูดของคนพาล อันเป็นไปในทำนอลบหลู่พระปัญญาตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้า หรือ ปฎิเสธคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยประการต่าง ๆ แล้วก็อาจเห็นคล้อยตามเขา ศรัทธาในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ย่อมคลอนแคลนไป อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยปัญญา ปัญญานั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงทรงจัดไว้ว่า เป็นเหตุแห่งประโยชน์ในโลกหน้าประการหนึ่ง

ความจริง ธรรมทั้งหลาย ที่ทำประโยชน์ในโลกหน้าให้สำเร็จ มีมากมายหลายชนิด ไม่ใช่เฉพาะสัมปทา ๔ นี้เท่านั้น เช่นว่า พรหมวิหาร ๔ เป็นต้น ก็แต่ว่าธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า เป็นเหตุแห่งประโยชน์ในโลกหน้า ก็โดยเกี่ยวกับเป็นธรรมที่อุปการะแก่สัมปทาเหล่านี้อีกทีหนึ่ง ธรรมเหล่านี้จะบริบูรณ์ได้ ไม่บกพร่อง ก็ด้วยอาศัยสัมปทา ๔ อันจัดเป็นเหตุ เป็นประธานแห่งประโยชน์ในโลกหน้า

แนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ

เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ช่วยส่งเสริมให้คนบริโภคด้วยปัญญา มีเหตุมีผล ตรงกันข้ามกับการบริโภคในปัจจุบันนี้ ที่แข่งขันกันบริโภคหรือบริโภคเพื่อหน้าตา หรือบริโภคด้วยการถูกชักนำด้วยสื่อกระแสหลัก ซึ่งได้ใช้กลยุทธ์ทางการตลาด โดยพื้นฐานพุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธความมั่งคั่ง (wealth) หรือระบุว่าความมั่งคั่งเป็นความชั่วร้ายในสองเหตุผลก็คือ หนึ่ง ความมั่งคั่งทางวัตถุสามารถป้องกันเราจากความลำบากและความยากจน และสองช่วยเหลือมนุษย์ในการพัฒนาความเมตตา-กรุณา ถือเป็นกุศลจิต และทำให้สังคมมีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะความสุขที่แท้จริง มิได้เกิดจากการบริโภควัตถุแต่อย่างใด หากแต่เกิดขึ้นจากสภาวะของจิตใจภายใน จากมุมมองของพุทธศาสนา คุณประโยชน์ของเศรษฐศาสตร์ และการพัฒนาเชิงวัตถุนั้น ก็เป็นเพียงแต่การนำเสนอปัจจัยในการดำรงชีวิต เพื่อที่จะอำนวยให้มนุษย์นั้นสามารถใช้เวลา และพลังงานในการลงมือปฏิบัติและพัฒนาทางจิตยิ่งๆ ขึ้นไป การพัฒนาและการถือกำเนิดของดัชนีที่เป็นความสุขแห่งชาติ (gross national happiness) (GNH) หรือดัชนีในลักษณะเดียวกัน ในอนาคตมีเพียงจะก่อคุณูปการเฉพาะในแง่มุมทางเศรษฐศาสตร์เท่านั้น แต่ดัชนีดังกล่าว อาจจะเป็นคำตอบของความหมายแห่งการมีชีวิตและความอยู่รอดของมนุษยชาตินั่นเลยทีเดียว

เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธกับความไม่เบียดเบียน

ความพอดีหรือมัชฌิมา คือความไม่เบียดเบียนตน และไม่เบียดเบียนผู้อื่น อันนี้เป็นหลักสำคัญเหมือนกัน เป็นหลักตัดสินพฤติกรรมมนุษย์ของพุทธศาสนาไม่เฉพาะในการบริโภคเท่านั้น แต่ในทุกกรณีเลยทีเดียว มัชฌิมาก็คือ ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น คำว่า ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ในพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่เฉพาะคนเท่านั้น อะหิงสา สัพพะปาณานะ แปลว่า ไม่เบียดเบียนชีวิตทั้งปวง ซึ่งสมัยนี้เขาเรียกว่า ecosystems ความหมายอีกอย่างหนึ่งของความพอดีหรือมัชฌิมา คือไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น อันนี้เป็นหลักสำคัญเหมือนกัน เมื่อมองอย่างนี้ หลักการทางเศรษฐศาสตร์ก็เลยมาสัมพันธ์กับเรื่องระบบการดำรงอยู่ของมนุษย์ที่ว่ามีองค์ประกอบ 3 อย่างสัมพันธ์อิงอาศัยกันอยู่ องค์ประกอบ 3 อย่างนี้คือมนุษย์ ธรรมชาติและสังคม ธรรมชาติในที่นี้ จำกัดวงแคบเข้ามา ในความหมายของคำว่า ecosystems ซึ่งในภาษาไทยบัญญัติศัพท์ไว้ว่า ระบบนิเวศหรือเรียกง่ายๆ ว่า ธรรมชาติแวดล้อม

เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธนั้น ต้องสอดคล้องกับกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยอย่างครบวงจรการที่จะสอดคล้องกับกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยอย่างครบวงจร ก็ต้องเป็นไปโดยสัมพันธ์ด้วยดีกับองค์ประกอบทุกอย่างในระบบการดำรงอยู่ของมนุษย์ และมีความเกื้อกูลต่อกันด้วย ในการดำรงอยู่ร่วมกันและเดินไปด้วยกัน ฉะนั้น พฤติกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์จะต้องเป็นไปในทางที่ไม่เบียดเบียนตน คือ ไม่ทำให้เสียคุณภาพชีวิตของตนเอง แต่ให้เป็นไปในทางที่พัฒนาคุณภาพชีวิต เสริมคุณภาพชีวิตนั้น นี่เป็นการไม่เบียดเบียนตนเองและไม่เบียดเบียนผู้อื่น คือ ไม่ก่อความเดือดร้อนแก่สังคม รวมไปถึงไม่ทำให้เสียคุณภาพของระบบธรรมชาติแวดล้อม

ในยุคปัจจุบันนี้ เราขยายวิสัยแห่งอินทรีย์ด้วยวิธีการทางวัตถุ ทำให้เกิดความเจริญในระบบอุตสาหกรรมขึ้นมา แต่ในสมัยโบราณยุคหนึ่ง คนเอียงสุดไปทางจิต ก็ได้พยายามขยายวิสัยแห่งอินทรีย์โดยทางจิต การขยายวิสัยแห่งอินทรีย์โดยทางจิตนั้นก็ทำให้เกิดเป็นฤทธิ์เป็นอภิญญาขึ้นมา ดังที่มีเรื่องบอกไว้ว่า คนนั้นคนนี้มีฤทธิ์มีปาฏิหาริย์เหาะเหินเดินอากาศได้ เป็นต้น ก็เป็นการขยายวิสัยแห่งอินทรีย์เหมือนกัน เป็น physical technology คือ เทคโนโลยีทางกายอย่างหนึ่ง กับ psychical technology คือ เทคโนโลยีทางจิตอย่างหนึ่ง

เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธกับการพัฒนา

มนุษย์ได้ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือของตน ในการเข้าไปสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบส่วนอื่นในการดำรงอยู่ของมนุษย์ คือธรรมชาติและสังคม และเทคโนโลยีนี้ก็เกิดเป็นสภาพแวดล้อมอย่างใหม่ขึ้นมา เป็นสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น สภาพแวดล้อมส่วนที่มนุษย์สร้างขึ้นนี้ บางทีก็ไปรุกรานหรือขัดแย้งกับสังคมและสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติเดิม และทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา ปัญหาทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นว่าโดยรวบยอด อาจทำให้

1. การพัฒนาเทคโนโลยี นั้นอาจจะเป็นการพัฒนาในลักษณะที่ขัดแย้งกับระบบการดำรงอยู่ของมนุษย์ ทำให้เสียคุณภาพ ทำให้เสียดุลในระบบของมนุษย์ ธรรมชาติ สังคม แล้วก็ขัดขวางความสัมพันธ์ที่ดีที่เกื้อกูลกัน ระหว่างองค์ประกอบทั้งสามอย่างนั้น

2. การใช้เทคโนโลยีนั้นในลักษณะที่เป็นการเบียดเบียนตนและเบียดเบียนผู้อื่น

ดังนั้น เมื่อสัมพันธ์กับเทคโนโลยี มนุษย์จะต้องแก้ปัญหานี้โดยพัฒนาเทคโนโลยีในลักษณะที่จะทำให้เกิดการประสานและเกื้อกูลกัน ภายในระบบความสัมพันธ์ขององค์ประกอบทั้งสามอย่างแห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์นั้น และใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์เกื้อกูลทั้งแก่ตนเองและแก่ผู้อื่น ผลที่ต้องการในทางเศรษฐศาสตร์นี้ไม่ใช่จุดหมายในตัวของมันเอง แต่เป็น means คือมรรค ส่วน end คือจุดหมายของมัน ก็คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการพัฒนามนุษย์ ฉะนั้นเศรษฐศาสตร์ในทัศนะของพระพุทธศาสนาจึงถือว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจและผลของมัน เป็นฐานหรือเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยสนับสนุนการมีชีวิตที่ดีงาม และการพัฒนาตนพัฒนาสังคมของมนุษย์อย่างที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดคนเข็ญใจนั้น ลงทุนเดินทาง 48 กิโลเมตร เป็นการคุ้มค่าไหมในทางเศรษฐกิจ

การสร้างความพร้อมในทางเศรษฐกิจ จึงเป็นภารกิจสำคัญที่จะต้องทำ แต่เราจะต้องให้ความเจริญก้าวหน้าพรั่งพร้อมทางเศรษฐกิจนั้นสัมพันธ์กับจุดหมาย ให้เป็นไปเพื่อจุดหมาย คือให้เกิดคุณภาพชีวิต ซึ่งทำให้มนุษย์พร้อมที่จะสร้างสรรค์หรือปฏิบัติเพื่อชีวิตที่ดีงาม เราจึงเรียกว่า เศรษฐศาสตร์และเศรษฐกิจเพื่อคุณภาพชีวิตในพระพุทธศาสนามีหลักอรรถ หรืออัตถะ 3 แปลอย่างง่ายๆ ว่าประโยชน์เบื้องต้น ประโยชน์สูงสุด หรือจุดหมายเบื้องต้นจุดหมายท่ามกลางและจุดหมายสูงสุด จุดหมายเบื้องต้นคือ ทิฏฐธัมมิกัตถะ แปลว่า ประโยชน์ทันตาเห็น ซึ่งมีความมั่นคงเพียงพอทางเศรษฐกิจรวมอยู่เป็นข้อสำคัญ แต่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือจุดหมายทางเศรษฐกิจนี้ จะต้องประสานและเกื้อกูลต่อจุดหมายอีกสองอย่างที่สูงขึ้นไป คือสัมปรายิกัตถะ อันเป็นประโยชน์ในทางจิตใจ ในทางคุณธรรม ในทางคุณภาพชีวิต และปรมัตถ์ คือจุดหมายสูงสุด ได้แก่ความเป็นอิสระของมวลมนุษย์ภายในชีวิตจิตใจของแต่ละคน

และพัฒนาศักยภาพของชีวิตที่ดีงามได้ ซึ่งเราสามารถทำให้กิจกรรมในทางเศรษฐกิจทุกอย่างเป็นกิจกรรมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ตลอดเวลา และนี่เป็นทางหนึ่งที่จะทำให้เศรษฐศาสตร์มีคุณค่าที่แท้จริง ในการที่จะแก้ปัญหาของมนุษย์ คือ ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกอย่างเป็นกิจกรรมในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตไปด้วยพร้อมกัน กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปฏิบัติอย่างถูกต้อง ย่อมเป็นกิจกรรมที่เป็นไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนาศักยภาพอยู่แล้วในตัว อันนี้ถือว่าเป็นสาระสำคัญของเรื่องเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ

เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธกับคุณภาพชีวิต

เศรษฐศาสตร์ในทัศนะของพระพุทธศาสนา ถือว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจและผลของมันเป็นฐานหรือเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยสนับสนุนการมีชีวิตที่ดีงาม และการพัฒนาตน พัฒนาสังคมของมนุษย์ มีแง่พิจารณาหลายเรื่องในทางเศรษฐกิจ

การสร้างความพรั่งพร้อมในทางเศรษฐกิจเป็นภารกิจสำคัญที่จะต้องทำ แต่เราจะต้องให้ความเจริญก้าวหน้าพรั่งพร้อมทางเศรษฐกิจนั้น สัมพันธ์กับจุดหมาย ให้เป็นไปเพื่อจุดหมาย คือให้เกิดคุณภาพชีวิต ซึ่งทำให้มนุษย์พร้อมที่จะพัฒนาศักยภาพ สร้างสรรค์หรือปฏิบัติเพื่อชีวิตที่ดีงาม เราจึงเรียกว่า เศรษฐศาสตร์และเศรษฐกิจเพื่อคุณภาพชีวิต

เศรษฐศาสตร์แนวพุทธศาสตร์ เป็นการเอาวิชาการทั้งสองด้าน ซึ่งในความรู้สึกของคนจำนวนมากเห็นว่าเป็นคล้ายๆ สุดทางคนละด้าน มาประสมประสานกันทำให้เกิดความรู้สึกในใจของบางคนเหมือนกับว่า มีความขัดแย้งอยู่บ้าง กล่าวคือ เศรษฐศาสตร์นั้นคนไม่น้อยมองไปว่าเป็นเรื่องทางด้านวัตถุเต็มที่ จนกระทั่งรู้สึกว่านักเศรษฐศาสตร์เป็นคนที่มีลักษณะแนวความคิดในทางที่นิยมวัตถุจัด หรือมากทีเดียว ส่วนทางด้านพุทธศาสตร์ หลายคนก็มองว่าเป็นวิชาที่มุ่งทางจิตใจ เรียกว่าเต็มที่เหมือนกัน แต่ศาสตร์ทั้งสองนั้นเป็นเรื่องของความเข้าใจเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนเป็นเรื่องเกี่ยวกับจริยธรรม

เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ

แตกต่างจากเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอย่างไร ?
เศรษฐศาสตร์โดยทั่วไป จะมุ่งสอนอยู่ 3 เรื่องหลัก คือ หาเป็น เก็บเป็น และใช้เป็น แต่สำหรับ

ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มักเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากความต้องการโดยทั่วไปของมนุษย์มีไม่จำกัด ส่วนทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่จะผลิตสินค้าและบริการ นับว่ามีอยู่อย่างจำกัดจึงทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้นจะถูกใช้ไปในลักษณะใดจึงจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้นปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจดังกล่าว จึงสามารถจำแนกออกเป็น 3 ประเภท คือ จะผลิตอะไร ผลิตอย่างไร และ ผลิตเพื่อใคร ซึ่งปัญหาต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้

ปัญหาจะผลิตอะไร (What)

เป็นปัญหาทางด้านการตัดสินใจว่าควรจะผลิตสินค้าและบริการอะไรและผลิตเป็นจำนวนเท่าไร ทั้งนี้เพราะทรัพยากรทางเศรษฐกิจในทั่วโลกมีปริมาณจำกัดแต่ความต้องการของมนุษย์โดยทั่วไปไม่จำกัด จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนว่าสิ่งใดควรผลิตก่อนและสิ่งใดควรผลิตภายหลังหรือไม่ควรผลิต และถ้าผลิตก็ควรจะผลิตในปริมาณเท่าใด จึงจะเพียงพอต่อความต้องการและความจำเป็น ทั้งนี้เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรอันจำกัดนั้นเกิดประโยชน์มากที่สุด และเพื่อให้ได้สิ่งที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด

ปัญหาจะผลิตอย่างไร (How)

เป็นการพิจารณา ควรจะผลิตสินค้าและบริการด้วยวิธีใด และใช้เทคนิคการผลิตแบบไหนและใช้การผลิตอะไรบ้าง โดยใช้ปัจจัยการผลิตแต่ละชนิดเป็นสัดส่วนเท่าใดจึงมีประสิทธิภาพมากที่สุดหรือเสียต้นทุนต่ำสุด ซึ่งปัญหาได้เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการผลิตสินค้า และบริการแต่ละชนิดได้มีกรรมวิธีการผลิตหลายวิธี จึงจำเป็นต้องเลือกพิจารณาวิธีการผลิตที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ปัญหาจะผลิตเพื่อใคร (For Whom)

เป็นการพิจารณาว่าสินค้าและบริการที่ผลิตขึ้นมานั้นจะจัดสรรให้แก่กลุ่มบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดในสังคม จึงเป็นการแบ่งปันหรือกระจายสินค้าและบริการที่ผลิตได้ด้วยทรัพยากรอันมีอยู่อย่างจำกัดไปยังชุมชนต่าง ๆ นั้นได้อย่างเหมาะสมและยุติธรรม

จากปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจดังกล่าวทั้ง 3 ประการข้างต้น อาจทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ตามที่ได้พบเห็นเช่นปัจจุบันถ้าการตัดสินใจผิดพลาดก็จะส่งผลกระทบต่อภาวะความเป็นอยู่ของประชาชนหรือผลกระทบต่อภาวะความเป็นอยู่ของประชาชนหรือผลกระทบต่อรัฐบาล สังคมและประเทศ ดังนั้น ปัญหาต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญยิ่ง[6]

เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธนั้น มุ่งสอนอยู่ 4 เรื่องหลัก คือ นอกจากจะสอนเรื่องหาเป็น เก็บเป็น ใช้เป็นแล้ว ยังเน้นสอนเรื่อง "การสร้างเครือข่ายคนดีเป็น" ด้วย
สาเหตุที่พระพุทธองค์ทรงเพิ่มเรื่องการสร้างเครือข่ายคนดีขึ้นมาก็เพราะทรงไม่ต้องการให้ชาวพุทธเป็นคนดีอยู่ตามลำพัง แต่ต้องการให้ชาวพุทธดีอย่างเป็นทีม ดีอย่างมีเครือข่ายในการทำความดี เพื่อเป็นการป้องกันอบายมุขอันเป็นต้นกำเนิดของธุรกิจบาปทั้งหลาย เข้ามาทำลายความดีงามของสังคมนั่นเอง
3.1 เป้าหมายการสร้างตัวสร้างฐานะตามพุทธวิธี
ขณะที่ชีวิตชาวโลกหมดเวลาส่วนมากไปกับการสร้างตัวสร้างฐานะทางเศรษฐกิจ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงสอนให้ชาวพุทธตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ที่เฉพาะการทำมาหากินเท่านั้น แต่ทรงสอนให้ตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ 3 ระดับ คือ
1. เป้าหมายชีวิตในชาตินี้
2. เป้าหมายชีวิตในชาติหน้า
3. เป้าหมายชีวิตขั้นสูงสุด

1) เป้าหมายชีวิตในชาตินี้ หมายถึง การตั้งเป้าหมายชีวิตเพื่อการสร้างตัวสร้างฐานะที่มั่นคงให้สำเร็จได้ในชาตินี้ ด้วยการประกอบอาชีพสุจริต ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม
คนเรานั้นเมื่อต้องสร้างตัวสร้างฐานะต้องทำอย่างมีศักดิ์ศรี คือ ต้องเป็นอาชีพที่สุจริตทั้งกาย วาจา ใจ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ แพทย์ วิศวกร ชาวนา ชาวไร่ หรืออาชีพอื่นๆ และเมื่อตั้งเป้าหมายชีวิตว่าจะประกอบสัมมาอาชีพอะไรแล้ว ก็ต้องหมั่นฝึกฝนตนเองเพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถ และความดีให้เพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมายชีวิตนั้นให้ได้
2) เป้าหมายชีวิตในชาติหน้า คือ การตั้งเป้าหมายชีวิตเพื่อประโยชน์ในชาติหน้า
พระพุทธองค์ทรงค้นพบว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่หมดกิเลส ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกนับภพนับชาติไม่ถ้วน และการเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นเป็นทุกข์อย่างยิ่ง เพราะมนุษย์ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม หากทำกรรมดีไว้ในอดีต เกิดมาก็จะพบกับความสุข แต่หากพลาดพลั้งกระทำความผิด ทำบาปไว้ในอดีตมาก เกิดมาก็จะพบกับความทุกข์ และคนส่วนมาก มักเกิดมา แล้วพบกับทุกข์มากกว่าความสุขด้วยกันทั้งนั้น
ดังนั้น เมื่อยังต้องเวียนตายเวียนเกิดอีก ต้องมีเป้าหมายชีวิตในชาติหน้าเตรียมเอาไว้ด้วย คือ ต้องรู้จักเตรียมเสบียงบุญไว้ในชาตินี้ เพื่อให้บุญตามหล่อเลี้ยงรักษา และสร้างความสุขไว้สำหรับชีวิตในชาติหน้า และเพื่อเป็นอุปการะต่อการทำเป้าหมายสูงสุด
3) เป้าหมายชีวิตขั้นสูงสุด คือ การตั้งเป้าหมายชีวิตเพื่อการบรรลุพระนิพพาน
พระพุทธองค์ทรงค้นพบว่า การที่จะไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป มีทางเดียว คือต้องกำจัดกิเลสให้หมดสิ้น และสภาพของการกำจัดกิเลสได้หมดสิ้น เรียกว่า "บรรลุพระนิพพาน"
การจะไปให้ถึงพระนิพพาน ต้องอาศัยการฝึกฝนอบรมตนเอง สร้างบุญสร้างกุศล ทำความดีทุกรูปแบบข้ามภพข้ามชาติอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เรียกว่า "การบำเพ็ญบารมี 10 ประการ" จนกระทั่งบุญบารมีเต็มเปี่ยม มีความบริสุทธิ์ กาย วาจา ใจ อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จึงจะสามารถกำจัดกิเลสให้หมดสิ้นไปจากใจได้สำเร็จ ความทุกข์ทั้งหลายย่อมหมดสิ้นไป ความไม่รู้อันใดย่อมสลายสิ้นไปด้วย มีแต่ความสุขล้วนๆ จากการบรรลุพระนิพพานอยู่ตลอดเวลาและไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

สรุป

ความจริง ธรรมทั้งหลาย ที่ทำประโยชน์ในโลกหน้าให้สำเร็จ มีมากมายหลายชนิด ไม่ใช่เฉพาะสัมปทา ๔ นี้เท่านั้น เช่นว่า พรหมวิหาร ๔ เป็นต้น ก็แต่ว่าธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า เป็นเหตุแห่งประโยชน์ในโลกหน้า ก็โดยเกี่ยวกับเป็นธรรมที่อุปการะแก่สัมปทาเหล่านี้อีกทีหนึ่ง ธรรมเหล่านี้จะบริบูรณ์ได้ ไม่บกพร่อง ก็ด้วยอาศัยสัมปทา ๔ อันจัดเป็นเหตุ เป็นประธานแห่งประโยชน์ในโลกหน้า เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ช่วยส่งเสริมให้คนบริโภคด้วยปัญญา มีเหตุมีผล ตรงกันข้ามกับการบริโภคในปัจจุบันนี้ ที่แข่งขันกันบริโภคหรือบริโภคเพื่อหน้าตา หรือบริโภคด้วยการถูกชักนำด้วยสื่อกระแสหลัก ซึ่งได้ใช้กลยุทธ์ทางการตลาด โดยพื้นฐานพุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธความมั่งคั่ง (wealth) หรือระบุว่าความมั่งคั่งเป็นความชั่วร้ายในสองเหตุผลก็คือ 1) ความมั่งคั่งทางวัตถุสามารถป้องกันเราจากความลำบากและความยากจน และ 2) ช่วยเหลือมนุษย์ในการพัฒนาความเมตตา-กรุณา ถือเป็นกุศลจิต และทำให้สังคมมีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป

บรรณานุกรม

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค

องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๘๖

พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙)เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร [email protected] วันที่ 03 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) พุทธศาสนากับสังคมไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2532),

พระครูปุริมานุรักษ์ รศ.ดร.(ประสิทธิ์พิณศรี), เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก จำกัด.2554.

อภินันท์จันตะนี.เศรษฐศาสตร์จุลภาค 1.กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ที่พิทักษ์อักษร.2544.

เว๊บไซร์

Google.com

Copyright ® 2004 All rights reserved.Thaipoem Dot Com - www.thaipoem.com



<p>
	<a name="_ftn1" title="" style="mso-footnote-id: ftn1;" href="#_ftnref1">[1]</a> ภาควิชาเศรษฐศาสตร์คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
</p>
<p>
	[2]พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณโสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙)เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร [email protected]<br>
	 วันที่ 03 พฤษภาคม พ.ศ. 2552<br>
	 <br>
</p>
<p>
	<a name="_ftn3" title="" style="mso-footnote-id: ftn3;" href="#_ftnref3"><u>[3]</u></a><u>พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค</u>
</p>
<p>
	<a name="_ftn4" title="" style="mso-footnote-id: ftn4;" href="#_ftnref4">[4]</a> พระครูปุริมานุรักษ์ รศ.ดร.(ประสิทธิ์พิณศรี), เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก จำกัด.2554. หน้า4-11
</p>
<p>
	[5] องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๘๖
</p>
<p>
	<a name="_ftn6" title="" style="mso-footnote-id: ftn6;" href="#_ftnref6">[6]</a> อภินันท์จันตะนี.เศรษฐศาสตร์จุลภาค 1.กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ที่พิทักษ์อักษร.2544. หน้า 9-10
</p>