​สอนอย่างมือชั้นครู :๑๓. ทำให้การบรรยายเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดี

          บันทึกชุด “สอนอย่างมือชั้นครู” ๓๔ ตอน ชุดนี้ ตีความจากหนังสือ Teaching at Its Best : A Research-Based Resource for College Instructors เขียนโดย Linda B. Nilson ซึ่งเป็นฉบับพิมพ์ปรับปรุงครั้งที่ ๓ ผมขอเสนอให้อาจารย์ในสถาบันการศึกษาไทยทุกคน หาหนังสือเล่มนี้อ่านเอง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ เพราะหากติดตามอ่านจากบันทึกใน บล็อก ของผม ซึ่งลงสัปดาห์ละตอน จะใช้เวลากว่าครึ่งปี และการอ่านบันทึกของผมจะแตกต่างจากการอ่านฉบับแปล หรืออ่านจากต้นฉบับโดยตรง เพราะบันทึกของผมเขียนแบบตีความ ไม่ได้ครอบคลุมสาระทั้งหมดในหนังสือ

          ตอนที่ ๑๓ นี้ ตีความจาก Part Three : Choosing and Using the Right Tools for Teaching and Learning มี ๗ บท ตอนที่ ๑๓ ตีความจากบทที่ 12. Making the Lecture a Learning Experience

          สรุปได้ว่า การบรรยายที่ดี ประกอบกับวิธีเรียนที่ดีของนักศึกษา จะสามารถเปลี่ยนการบรรยายจาก passive learning เป็น active learning ได้ โดยอาจารย์ต้องจัดโครงสร้างการบรรยายเป็นตอนๆ คั่นด้วยกิจกรรม ที่นักศึกษาเป็นผู้ปฏิบัติ และต้องแนะนำวิธีจดการบรรยายที่ดีให้แก่นักศึกษา

          ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าการบรรยายเป็นวิธีสอนที่ได้ผลการเรียนรู้น้อย คือแค่ได้ความรู้ ไม่ให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ในระดับสูง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการบรรยายไม่มีประโยชน์เลย และการบรรยายที่ดี สามารถสร้างแรงบันดาลใจต่อวิชานั้นได้มาก รวมทั้งในปัจจุบันได้มีการคิดค้นวิธีการขึ้นมาเสริม สามารถ ทำให้การบรรยายที่ดีสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้ได้ถึงระดับ ๖ - ๗ ได้

          อย่างไรก็ตาม หลักการสำคัญที่สุดในเรื่องการสอนโดยบรรยายคือ “น้อยไว้เป็นดี” (Less is more) และมีวิธีการสร้างสรรค์คือ “เปลี่ยนการบรรยายเป็นการบ้าน” คือมอบบันทึกการบรรยายให้นักศึกษาไปอ่าน ที่บ้าน (หรือจะยิ่งถูกจริตนักศึกษายุคนี้ หากจัดทำเป็นวีดิทัศน์) แล้วใช้เวลาในห้องเรียนสำหรับกิจกรรมแบบ มีปฏิสัมพันธ์ เพื่อฝึกประยุกต์ใช้ความรู้ ซึ่งก็คือการกลับทางห้องเรียนนั่นเอง


เตรียมการบรรยายที่ดี

          เริ่มต้นที่การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ต้องการสำหรับการบรรยายคาบนั้น โดยคำนึงถึงจุดอ่อนที่พบ บ่อยที่สุด ๒ ประการในการบรรยายคือ (๑) ใส่เนื้อหามากเกินไป นำไปสู่ (๒) บรรยายเร็วเกินไป จนนักศึกษา ตามไม่ทัน

          หลักการสำคัญคือ เตรียมจัดเนื้อหาของการบรรยายเป็นตอนๆ ที่อาจเรียกว่า mini lecture ความยาว ตอนละ ๑๐ - ๑๕ นาที คั่นด้วยกิจกรรมของนักศึกษาช่วงละ ๒ - ๑๕ นาที เพื่อให้นักศึกษาตื่นตัวเรียนรู้ อยู่ตลอดเวลา ไม่ง่วงหรือเบื่อ หรือขาดสมาธิ

          การบรรยายที่ดีประกอบด้วย ๓ ส่วน คือ (๑) บทนำ (introduction) (๒) ส่วนเนื้อเรื่อง (body) และ (๓) สรุป (conclusion)

          บทนำที่ดีประกอบด้วย ๓ ส่วน คือ (๑) บอกว่าการบรรยายตอนนี้เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ในภาพรวม ของรายวิชาอย่างไร (๒) เชื่อมโยงความรู้ตอนนี้กับตอนที่แล้ว (๓) สร้างความน่าสนใจ ด้วยการเร้าความ ประหลาดใจ ความคุ้นเคย ความอยากรู้ และความค้างคาใจ

          การนำเสนอเนื้อเรื่องในการบรรยายทำได้หลากหลายวิธี เช่น (๑) นำเสนอแบบนิรนัย (deduction) คือเริ่มจากทฤษฎี แล้วยกตัวอย่างเรื่องจริง (๒) นำเสนอแบบอุปนัย (induction) คือเริ่มจากเรื่องราว นำสู่ทฤษฎี (๓) การนำเสนอแบบทดสอบสมมติฐาน (hypothesis testing) เริ่มจากทฤษฎี สู่สมมติฐาน และการแสดงหลักฐานพิสูจน์หรือหักล้างสมมติฐาน (๔) การนำเสนอจากปัญหา สู่แนวทางแก้ปัญหา (๕) การนำเสนอจากสาเหตุสู่ผลที่เกิดขึ้น (cause to effect) (๖) การนำเสนอจากหลักการสู่การประยุกต์ใช้ (๗) การนำเสนอจากสิ่งที่คุ้นเคย สู่สิ่งที่ไม่คุ้นเคย (๘) การนำเสนอข้อโต้เถียง สู่ข้อยุติ (๙) การนำเสนอเหตุการณ์ ตามการเกิดก่อนหลัง เป็นต้น

          คำแนะนำคือ ในต่าง mini lecture ควรใช้วิธีนำเสนอที่ต่างกัน เพื่อให้ไม่น่าเบื่อ ควรใช้โสตทัศนูปกรณ์ ช่วยพอเหมาะ นักศึกษาสมัยนี้ชอบเรียนผ่าน infographic มากกว่าคนสมัยก่อน รวมทั้งควรเตรียมตัวอย่างไว้ เร้าความสนใจ รวมทั้งในตอนสำคัญควรใช้เทคนิคพูดซ้ำ คือพูด ๓ ครั้งด้วยภาษาที่ต่างกัน ครั้งแรกใช้ภาษา วิชาการ ครั้งที่สองใช้ภาษาที่เป็นทางการ และครั้งที่สามใช้ภาษาของคนธรรมดา

          บทสรุปควรทำในช่วง ๕ นาทีท้ายของคาบเรียน ดีที่สุดให้นักศึกษาเป็นผู้สรุป ซึ่งทำได้หลายรูปแบบ เช่น (๑) ชี้ให้นักศึกษาคนใดคนหนึ่ง หรือ ๒ - ๓ คน ทำหน้าที่สรุป ในเวลา ๒ นาที (๒) ให้นักศึกษาทุกคน เขียนบทสรุป ๑๐ บรรทัดส่งอาจารย์ตอนเดินออก (๓) เทคนิคอื่นๆ อยู่ในบทที่ ๑๗ และ ๒๘ ของหนังสือ)


บรรยายอย่างได้ผล

          ที่จริงหลักการบรรยายอย่างได้ผลอยู่ในหัวข้อที่แล้ว คือ “เตรียมการบรรยายที่ดี”

          บทนี้กล่าวถึงเทคนิคหรือความสามารถในการบรรยาย ซึ่งเป็นทักษะ คือฝึกได้ และเป็นทั้งศาสตร์ และศิลปะ อาจารย์บางคนมีพรสวรรค์ บรรยายได้กินใจ และสร้างความน่าสนใจของวิชาได้ดี

          ความเห็นส่วนตัวของผมคือ การมีวิชาความรู้ที่แน่นและทันสมัยในวิชานั้น ประกอบกับการเตรียมตัว ที่ดีตามที่กล่าวในหัวข้อที่แล้ว เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้การบรรยายบรรลุผลลัพธ์ของการเรียนรู้ ที่ตั้งเป้าหมายไว้

          พูดเก่ง แต่สาระน้อย ไม่น่าจะบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พึงประสงค์


สอดใส่กิจกรรมที่นักศึกษาเป็นผู้ปฏิบัติ

          ผมคิดว่าหัวข้อนี้มีสาระสำคัญที่สุดในบันทึกตอนที่ ๑๓ นี้ เพราะว่ากิจกรรมนี้จะช่วยแก้ปัญหา ช่วงเวลาความสนใจ (attention span) ในการฟังการบรรยาย ที่ยาวไม่เกิน ๒๐ นาที และจะช่วยให้ผลลัพธ์ การเรียนรู้ก้าวขึ้นสู่ผลลัพธ์ระดับสูง ถึงระดับ ๖ (ประเมิน) - ๗ (พัฒนาทักษะการเรียนรู้) ได้

          กิจกรรมแทรกระหว่าง mini lecture ของการบรรยายนี้ อาจใช้เวลา ๒ - ๑๕ นาที และอาจใช้ทำ กิจกรรมหลากหลายแบบโดยใช้ความรู้ที่เพิ่งเรียนใน mini lecture ที่เพิ่งผ่านไป ดังตัวอย่าง

  • จับคู่เปรียบเทียบกัน (Pair and compare) นักศึกษาที่นั่งติดกันจับคู่กันเปรียบเทียบบันทึก การบรรยาย และเติมส่วนที่ขาดของตน เวลา ๒ นาที
  • จับคู่เปรียบเทียบและถาม (Pair, compare, and ask) เหมือนจับคู่เปรียบเทียบ แต่ที่เพิ่มคือ นักศึกษาบันทึกและถามคำถามสาระในการบรรยายที่ยังไม่เข้าใจ ให้นักศึกษาตอบคำถาม ซึ่งกันและกัน แล้วอาจารย์ตอบส่วนที่นักศึกษาตอบไม่ได้ เวลา ๓ นาที และอีก ๑ - ๒ นาทีสำหรับตอบคำถาม
  • ทบทวนความจำ(Periodic free-recall) ให้นักศึกษาเขียนประเด็นสำคัญที่เรียนรู้ใน mini lecture ที่ผ่านมา ๒ - ๓ ประเด็น และอาจเขียนคำถามด้วย โดยห้ามดูสมุดจด อาจผสมกับ เทคนิคจับคู่ เปรียบเทียบและถาม นักศึกษาก็จะตอบคำถามซึ่งกันและกันไปส่วนหนึ่ง เวลา ๒ นาที และอีก ๑ - ๒ นาทีสำหรับตอบคำถาม
  • เขียนสะท้อนความคิด (Reflection/Reaction paragraph) ให้นักศึกษาเขียนสะท้อนความรู้สึก ต่อเนื้อหาของ mini lecture หรือกิจกรรมที่เพิ่งผ่านไป แล้วหาอาสาสมัครอ่านข้อเขียนแก่ ชั้นเรียน ๓ - ๔ คน เวลา ๓ - ๔ นาที
  • แก้ปัญหา (Solve a problem) ให้นักศึกษาซ้อมทำแบบฝึกหัด หรือแก้ปัญหา โดยใช้ความรู้ที่เพิ่งเรียนใน mini lecture อาจทำคนเดียว หรือเป็นทีม ๒ - ๓ คน แล้วเรียกแบบสุ่มให้บอก คำตอบ ๒ - ๓ กลุ่ม เวลา ๑ - ๓ นาทีสำหรับทำโจทย์ ๑ - ๒ นาทีสำหรับอ่านเฉลยคำตอบ
  • คำถามปรนัยแบบหลายตัวเลือก(Multiple-choice item) ฉายโจทย์ขึ้นจอ หรือเขียนบน กระดาน แล้วให้คำตอบ ๔ ตัวเลือก ให้นักศึกษาบอกว่าตนเลือกตัวเลือกไหน โดยยกมือ, ใช้ flashcard, หรือใช้ clicker หลังจากนั้นอาจให้นักศึกษาปรึกษากับเพื่อนข้างๆ แล้วตอบใหม่ ตอนท้ายอาจารย์อาจอธีบายส่วนที่นักศึกษามักเข้าใจผิด เวลา ๓ นาที และอีก ๑ - ๒ นาทีสำหรับอาจารย์อธิบาย
  • ออกข้อสอบปรนัยแบบหลายตัวเลือก(Multiple-choice test item) จัดนักศึกษาเป็นกลุ่มย่อย ๒ - ๖ คน เพื่อให้ออกข้อสอบปรนัยแบบหลายตัวเลือก สำหรับให้อาจารย์นำไปใช้เป็น ข้อสอบในภายหน้า กิจกรรมนี้ไม่ง่าย ต้องฝึกวิธีออกข้อสอบให้แก่นักศึกษามาก่อน โดยต้องเรียนรู้ระดับการเรียนรู้ตาม Bloom’s Taxonomy, เรื่องหลักการตัวเลือกตัวลวง ในคำตอบข้อสอบ เวลา ๑ - ๓ นาทีต่อข้อสอบ ๑ ข้อ
  • ฟัง ทวน และถาม ต่อด้วยการจับคู่ เปรียบเทียบ และตอบ(Listen, recall, and ask; then pair, compare and answer) ให้นักศึกษาฟัง mini lecture อย่างเดียว ห้ามจด หลังจากนั้นจึง ให้จดประเด็นสำคัญที่จำได้ลงสมุด รวมทั้งจดคำถามลงไปด้วย แนะนำให้จดบรรทัด เว้นบรรทัด มีที่ว่างให้เขียนเติม หลังจากนั้นจึงให้นักศึกาษาจับคู่และเติมส่วนที่ตน จดขาดรวมทั้งตอบคำถามซึ่งกันและกัน เวลา ๓ - ๔ นาทีสำหรับเขียน และอีก ๒ - ๔ นาทีสำหรับการจับคู่
  • จับคู่/กลุ่มสร้างกราฟิก(Pair/group graphic) ให้ทีมนักศึกษาสร้างกราฟิก (concept map, mind map, thinking map, graphic organizer, ภาพ, ไดอะแกรม, flowchart, matrix) ของ mini lecture เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ความสามารถมาก และจะทำให้อาจารย์ได้ชิ้นงานที่ดี เอาไว้ประกอบการสอนนักศึกษารุ่นอื่นต่อๆ ไป เมื่ออาจารย์เก็บผลงานเอามาตรวจ รายละเอียดในภายหลัง ก็จะสามารถเขียนบอกส่วนที่ยังเข้าใจผิดพลาดได้ด้วย เวลา ๓ - ๑๐ นาที
  • กรณีศึกษาเร่งด่วน(Quick case study) ฉายเรื่องของกรณีศึกษาสั้นๆ ๑ - ๔ ย่อหน้าขึ้นจอ หรือถ้ายาวกว่านั้นให้พิมพ์แจกนักศึกษาเป็นรายคน ให้ทีมนักศึกษากลุ่มย่อยเสนอข้อคิดเห็น การแก้ปัญหาต่อชั้น โดยอาจมีคำถามให้ หรือให้นักศึกษาตอบคำถามมาตรฐานของ กรณีศึกษา ว่า (๑) ปัญหาคืออะไร (๒) เสนอวิธีแก้ไข (๓) เสนอวิธีป้องกัน เวลา ๓ - ๕ นาทีสำหรับทำโจทย์ในกลุ่ม และ ๕ - ๑๐ นาทีสำหรับการรายงานต่อชั้น และการอภิปราย แลกเปลี่ยน
  • จับคู่/กลุ่ม และอภิปราย (Pair/group and discuss) คู่นักศึกษา/กลุ่มย่อยร่วมกันอภิปรายตอบ คำถามปลายเปิด ให้ประยุกต์ วิเคราะห์ ประเมิน สาระใน mini lecture หรือให้เชื่อมโยง/ บูรณาการ เข้ากับสาระในวิชาอื่นๆ โดยให้เขียนร่างคำตอบในกระดาษ เวลา ๓ - ๑๐ นาที และเวลาสำหรับการเสนอคำตอบและอภิปรายแลกเปลี่ยนอีก ๕ - ๑๐ นาที
  • จับคู่/กลุ่ม และทบทวน(Pair/group and review) คล้ายกับข้างบน แต่ให้เขียนคำตอบแบบ อัตนัย สำหรับเป็นการทบทวนก่อนสอบ สุ่มเลือกคู่/กลุ่มให้นำเสนอต่อชั้น อาจารย์อาจ ลองให้คะแนนตามเกณฑ์ที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนแล้ว และอาจให้นักศึกษาลองให้คะแนนซึ่งกัน และกัน เพื่อซ้อมทำความเข้าใจคุณภาพของคำตอบ เวลา ๓ - ๑๐ นาที และอีก ๕ - ๑๕ นาทีสำหรับการนำเสนอ

ต่อไปนี้เป็นกิจกรรมสั้นๆ ๑ - ๒ นาที ตามด้วยการนำเสนอในชั้น ๑ - ๔ นาที

  • แก้ที่ผิด (Correct the error) อาจารย์ฉายข้อเขียนขึ้นจอ ให้นักศึกษาช่วยกันแก้ไขส่วนที่ผิด
  • เติมประโยค(Complete a sentence starter) อาจารย์เริ่มประโยคสำหรับให้นักศึกษาเติม ให้ได้ใจความสำคัญตามสาระใน mini lecture โดยที่ข้อความนั้นต้องไม่ใช่แค่มาจากความจำ แต่ต้องการ higher order thinking
  • เปรียบเทียบและบอกข้อแตกต่าง(Compare and contrast) ให้นักศึกษาบอกข้อเหมือน และข้อต่าง ของ ทฤษฎี วิธีการ โมเดล แนวความคิด ฯลฯ
  • สนับสนุนข้อความ(Support a statement) ให้นักศึกษาบอกข้อสนับสนุนข้อความส่วนใด ส่วนหนึ่งที่อาจารย์กล่าว โดยอาจยกหลักฐานมาจาก mini lecture หรือจากแหล่งอื่น เช่นจากหนังสือ หรือจากแหล่งที่นักศึกษาค้นคว้ามา
  • จัดขั้นตอนใหม่(Reorder the steps) อาจารย์ให้ขั้นตอนของการทำงานหรือกิจกรรม ในลักษณะที่สับสนเปะปะ ให้นักศึกษาเรียงขั้นตอนใหม่ ให้ถูกต้องเหมาะสม
  • ให้ข้อสรุป(Reach a conclusion) อาจารย์มอบข้อความ หรือผลการทดลอง/วิจัย หรืออื่นๆ ให้นักศึกษาให้ข้อสรุป
  • นำเสนอแนวความคิดด้วยข้อความใหม่(Paraphrase the idea) ให้นักศึกษากล่าวข้อความ ของทฤษฎี หลักการ นิยาม วิธีการ ฯลฯ ใหม่ ด้วยถ้อยคำของตนเอง

          กิจกรรมแทรกการบรรยายอาจไม่ใช่กิจกรรมทางวิชาการก็ได้ เช่นมีผู้ทดลองให้นักศึกษาลุกขึ้น ยืดเส้นยืดสาย พร้อมกับเปิดเพลงเพราะๆ ให้ฟัง พบว่าผลการเรียนดีขึ้น

          กิจกรรมแทรกการบรรยายแบบที่ให้นักศึกษาเป็นผู้ปฏิบัตินี้ อาจารย์สามารถใช้ความริเริ่มสร้างสรรค์ คิดกิจกรรมใหม่ๆ ได้อย่างไม่จำกัด คำแนะนำของผมคือ เมื่อทดลองวิธีการใหม่ ควรทำวิจัยตรวจสอบผล ต่อการเรียนรู้ของนักศึกษาควบคู่ไปด้วย


ฝึกให้นักศึกษาจดบันทึกเป็น

          ผลการวิจัยบอกว่า การจดบันทึกช่วยให้การเรียนรู้จากการฟังการบรรยายได้ผลดีขึ้น อาจารย์ พึงตระหนักว่าช่วงที่ศิษย์เรียนชั้นมัธยมไม่ต้องจดการบรรยาย จึงไม่มีทักษะการจดการบรรยาย อาจารย์จึงต้องช่วยแนะนำหรือฝึกทักษะให้

          เริ่มจากการบอกให้นักศึกษาเห็นคุณค่าของการจด การจดบันทึกเป็นจะช่วยเพิ่มใจจดจ่อและสมาธิ ช่วยความเข้าใจและความจำ ช่วยให้แยกแยะเนื้อหาส่วนที่สำคัญหรือเป็นประเด็นหลัก ออกจากประเด็น ปลีกย่อย ช่วยให้เข้าใจพัฒนาการหรือที่มาของความรู้นั้น และเข้าใจโครงสร้างของมัน เข้าใจการประยุกต์ ใช้ความรู้ และในระหว่างฟังการบรรยาย เกิดกระบวนการเรียนรู้ระดับลึก โดยที่นักศึกษาจะคิดตามไปด้วย และเกิดการฟังแบบ active listening เพราะในการจด นักศึกษาต้องเขียนตามถ้อยคำของตนเอง (paraphrasing) มีการตีความ มีการตั้งคำถาม รวมทั้งมีการจัดระบบความรู้ใหม่เข้าไปในคลังความรู้เดิม

          การจดบันทึกการบรรยายช่วยให้จำสาระแม่นยำและแน่นแฟ้นขึ้น ยิ่งนำบันทึกมาทบทวนเป็นระยะๆ ก็จะยิ่งจำได้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

          วิธีจดบันทึกที่แนะนำคือ Cornell System แบ่งหน้ากระดาษออกเป็น ๓ ส่วน จดเฉพาะสองในสามด้านขวาของหน้า เว้นว่างส่วนหนึ่งในสามด้านซ้ายไว้ สำหรับทำโน้ตย่อ หรือบันทึกสาระที่สำคัญที่สุด

          ควรฝึกนักศึกษาให้มีทักษะการจดบันทึกสาระสำคัญเป็น concept maps, mind maps, graphic organizers, metrices, และ ไดอะแกรม เพื่อให้รู้จักใช้ประโยชน์การจำด้วยภาพ

          บอกให้นักศึกษาทราบว่า ศิลปะชั้นสูงของการจดคำบรรยายคือการบรรจุสาระที่ครบถ้วน ด้วยคำที่น้อยที่สุด

ตัวอย่างคำแนะนำที่ควรให้แก่นักศึกษา

  • ไปที่ห้องบรรยายก่อนเวลา เพื่อเตรียมจิตใจให้พร้อม ทบทวนบันทึกจากการบรรยาย ครั้งก่อน และอ่านเอกสารที่อาจารย์มอบหมายให้อ่านมาก่อน และทำความเข้าใจ รวมทั้งเตรียมถามส่วนที่ไม่เข้าใจ
  • จดให้อ่านง่าย เว้นที่ว่างทางซ้ายมือไว้ทำโน้ตย่อ หรือเขียนส่วนสำคัญ
  • ทบทวนส่วนที่จดแล้ว ๒ - ๓ บรรทัดที่ผ่านมา และแก้ไขเพิ่มเติม เป็นระยะๆ
  • เขียนส่วนที่เป็นคำหลัก ความสัมพันธ์สำคัญ ข้อสรุป เด่นชัดกว่าส่วนอื่น โดยอาจขีดเส้นใต้ ขีดเส้นแดง วงกลม หรือเขียนซ้ำไว้ที่ที่ว่างทางซ้ายมือ
  • จดให้มีโครงสร้างของเนื้อหาตามที่อาจารย์บอก หรือที่อาจารย์ให้โครงเรื่องมาก่อน
  • สังเกตจุดสำคัญ จากการที่อาจารย์เน้นด้วยวิธีการต่างๆ หรือจากหน้าตาท่าทาง
  • วาดรูป concept map, หรือไดอะแกรม เพื่อช่วยความจำจากภาพ
  • กำหนดตัวย่อของคำที่ใช้บ่อย ขึ้นใช้เอง เพื่อช่วยให้จดได้เร็ว
  • ใช้เวลาที่อาจารย์พูดซ้ำ หรือเว้นช่วง ในการทบทวนแก้ไข
  • ทดลองใช้ปากกาต่างชนิด จนพบปากกาที่เขียนลื่นถูกใจ
  • ถ้าอาจารย์บรรยายเร็วเกินไปจนฟังไม่ทัน ยกมือพูดอย่างสุภาพที่สุด ขอให้อาจารย์พูดช้าลง
  • ถ้าจดไม่ทันส่วนใด ให้เว้นช่องว่างไว้ เอาไว้เติมทีหลัง โดยถามจากเพื่อน หรือถามอาจารย์
  • แยกส่วนข้อคิดเห็นของตนเองออกจากเนื้อการบรรยาย
  • ทบทวนปรับปรุงบันทึกการบรรยายภายใน ๒๔ ชั่วโมง พร้อมกับทำโน้ตย่อ และ/หรือดึงประเด็นสำคัญ มาจดไว้ที่ที่ว่างด้านซ้าย

          อาจารย์ควรช่วยให้นักศึกษาจดการบรรยายได้สะดวกขึ้น โดยจัดระบบการบรรยายออกเป็น ส่วนนำ เนื้อเรื่อง และข้อสรุป อย่างชัดเจน และมีเค้าโครงให้แก่นักศึกษา มีการจัดแบ่งการบรรยายออกเป็นตอนๆ ที่เรียกว่า mini lecture คั่นด้วยกิจกรรมที่นักศึกษาเป็นผู้ปฏิบัติ รวมทั้งจัดเวลาพักบรรยายสั้นๆ ให้นักศึกษา ได้เพิ่มเติมข้อความที่จดไม่ทัน และจัดให้มีการทบทวนตอนจบคาบ (end-of-class review)

          สิ่งที่อาจารย์จะช่วยได้มากคือ จัดเอกสารโครงสร้างการบรรยาย มอบให้แก่นักศึกษา โดยอาจเอาขึ้นเว็บไซต์ของรายวิชา ให้นักศึกษา ดาวน์โหลดล่วงหน้า หรือจะพิมพ์แจกในชั้นเรียนก็ได้


ทำให้การบรรยายเป็นประโยชน์ต่อทุกคน

          นักศึกษาบางคนหัวช้า หรือไม่สามารถฟังไปจดไปได้ หรือมักจะจดไม่ทัน อาจารย์ต้องหาทาง ฝึกทักษะให้ จัดโครงสร้างการบรรยายให้ รวมทั้งใช้ช่วงเวลาคั่นระหว่าง mini lecture ให้ทำกิจกรรม “จับคู่ เปรียบเทียบ” เพื่อให้นักศึกษาที่จดไม่ทัน ได้เพิ่มเติมบันทึกส่วนที่ขาด เป็นต้น

วิจารณ์ พานิช

๑๓ ส.ค. ๕๗

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)