จากตอนที่ ๑ ผมได้กล่าวว่าจะนำเรื่องของคุรุกุลมาเล่าให้ฟังต่อนั้น ก่อนอื่นต้องเข้าใจกระบวนการใช้ชีวิตของชาวฮินดูก่อนนะครับว่า พวกเขาอยู่กันโดยหน้าที่เพราะหากคนไม่รู้จักหน้าที่ของตนเองแล้วย่อมอยู่กันยาก ปกครองกันลำบาก ชาวฮินดูจึงแบ่งช่วงอายุวัยออกเป็น ๔ ช่วง มีคำศัพท์เฉพาะใช้เรียกว่า อาศรม ซึ่งมีคำอธิบายดังนี้ คำว่า อาศรม มีรากศัพท์จากภาษาสันสกฤตว่า ศรมะ ซึ่งแปลว่า พยายาม มีอยู่ด้วยกัน ๒ ความหมายด้วยกันคือ ๑.สถานที่ลงมือทำความพยายาม ๒.การลงมือปฏิบัติด้วยความเพียรพยาม และ อา เป็นคำอุปสรรค แปลว่า ทั่วหรือข้างหน้า และคำว่า ธรรมะ หมายถึงระเบียบปฏิบัติหรือหน้าที่ ดังนั้น อาศรมธรรมะหมายถึง สถานที่สำหรับหยุดพัก 

เพื่อนชาวอินเดียผมไปงานวันเกิดน้องสาวเขาครับ

อธิบายขยายความว่า ชีวิตที่เกิดมาในโลกนี้ย่อมใช้ชีวิตไปในเส้นทางแห่งธรรมะโดยการปฏิบัติช่วง แห่งวัยเพื่อตระเตรียมเดินทางในระดับสูงต่อไป จนกว่าจะบรรลุความหลุดพ้น ด้วยเหตุนี้ศาสนาฮินดูจึงแบ่งระดับการดำเนินชีวิตไว้ ๔ ระดับ คือ พรหมจารยะ อาศรมะ คฤหัสถ์ถะ อาศรมะ วนปรัสถะ อาศรมะ และสันยาสะ อาศรมะ โดยปรากฏในมนูสมฤติได้กล่าวแสดงไว้อย่างพิสดารความว่า มนุษย์ทุกคนควรจะประพฤติปฏิบัติตนในสมบูรณ์ในอาศรมะทั้ง ๔ ระดับเพื่อเป็นการพัฒนาจิตใจและความก้าวหน้าของสังคม 

น้องสาวเพื่อนผมกับบรรดาญาติๆ

เมื่อชีวิตได้เริ่มต้นจากวัยพรหมจารยะคือได้ศึกษาพระเวทแห่งวรรณะสำเร็จ เสร็จสิ้นลงแล้ว ควรจะก้าวไปสู่ระดับคฤหัสถ์ถะคือมีวิถีของผู้ครองเรือนถ้าเมื่อใดปรากฏรอยบน ใบหน้าและผมมีสีดอกเลาควรจะก้าวไปสู่ระดับปรัสถะและสันยาสะในที่สุดอาจแบ่ง ช่วงวัยทั้ง ๔ ให้เหลือเพียงโดยสรุปว่า ๒ ช่วงแรกเป็นระยะทำงานและ ๒ ส่วนหลังเป็นระยะสละโลก เพื่อให้อาศรมะทั้งสี่เกิดความสมดุลตลอดทุกช่วงชีวิตจึงต้องปฏิบัติในธรรมะ ๑๐ ข้อได้แก่ ๑.ความเที่ยงตรง ๒. การรู้จักให้อภัย ๓. การควบคุมตัวเอง ๔.การงดเว้นจากความชั่ว ๕.มีกายและใจบริสุทธิ์ ๖.การรู้จักควบคุมอายตนะ ๗.ความสุขุมรอบคอบ ๘.มีความรู้และแสวงหาความรู้ตลอดเวลา ๙.ความซื่อสัตย์ และ๑๐.งดเว้นจากความโกรธ

กฤษณะชยันตี วันเกิดพระกฤษณะ

อาศรมธรรมะทั้ง ๔ ได้แก่

๑.พรมหจารยะ อาศรมะ ช่วงวัยแห่งการศึกษาเล่าเรียน

ชีวิตช่วงพรหมจารยะ เป็นช่วงวัยแห่งการฝึกฝน ควบคุม และฝึกหัด กาย วาจา และใจ ให้มีระเบียบวินัย มีกิริยามารยาทสุภาพเรียบร้อย และรู้จักช่วยเหลือสังคม การมีระเบียบวินัยเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต่อการศึกษาพระเวทและศาสตร์ทั้ง หลาย มนูสมฤติได้แบ่งอายุเด็กชายแต่ละวรรณะที่ผ่านพิธีอุปนยนสังสการะมาแล้วว่าจะ ต้องเข้ารับการศึกษาพระเวทจากครูไว้ดังนี้ พราหมณ์เมื่ออายุได้ ๘ ปี ส่วนกษัตริย์และแพศย์ เมื่ออายุได้ ๑๑ ปีและ ๑๒ ปี ตามลำดับ ส่วนศูทรนั้น ตามคัมภีร์ถือว่าไม่มีสิทธิจะศึกษาพระเวทที่เป็นศรุติ

วัยพรหมจารยะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ โดยปกติครูจะเป็นฤาษีหรือนักบวชพำนักอาศัยอยู่ในป่าและทำการสั่งสอนศิษย์ในสำนักแห่งตน โดยเรียกสำนักเช่นนี้ว่า คุรุกุล สิ่งที่ครูจะต้องทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดคือ การให้ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าและคัมภีร์พระเวท นอกนั้นเป็นความรู้ด้านศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในสมัยนั้น ศิษย์หรือผู้เรียนต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย มีความซื่อสัตย์ สงบเสงี่ยม และรักความสะอาด มีระเบียบวินัยที่ควบคุมตัวเองได้ เช่น ตื่นแต่เช้าตรู่ ไม่นอนหลับกลางวันและทำพิธีสันธยาวันละ ๒ ครั้ง คือยามเช้าและค่ำ ดังนั้นชีวิตระหว่างครูกับศิษย์ในคุรุกุล จึงไม่มีข้อแตกต่างกันครูจะไม่ใส่ในฐานะของศิษย์ว่ามาจากตระกูลที่ร่ำรวยหรือยากจน ศิษย์ต้องออกหาอาหารสำหรับตนเองและครู ด้วยวิธีการขออาหารจากชาวบ้านหรือผลไม้จากป่า การสอนของครูเป็นการสอนแบบให้เปล่าไม่มีเงินเดือน แต่มีความพยายามมุ่งถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์อย่างเดียว

มาถึงตอนที่ ๒แล้วจะพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์นั้นมีความแนบแน่นกันขนาดไหนขอพักยกไว้เพียงเท่านี้ก่อครับ แล้วมาเจอกันในตอนที่ ๓ ครับ