ภายหลังจากผมได้เรียนจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยพาราณาสีชื่อเรียกในภาษาไทย หรือ Banaras Hindu University ชื่อเรียกในภาษาอังกฤษ หรือ กาสีฮินดูวิศววิทยาลัยชื่อเรียกในภาษาฮินดีแล้ว ผมได้เดินทางกลับมาอีกครั้งเพื่อศึกษาในระดับปริญญาเอก และเมื่อผมมาถึงในช่วงนั้นหอพักนานาชาติเต็มประกอบกับสุขภาพช่วงนั้นเป็นโรค L5 แต่นับว่าโชคเข้าข้างอยู่ได้น้องคนหนึ่งซึ่งรู้จักกันสมัยเรียน ป.โท ซึ่งพ่อเป็นผู้ดูแลหรือคุมหอพระเวทได้ช่วยเหลือเรื่องที่พักจึงเกิดความสนิทสนมกับเพื่อนที่มาจากวรรณะพราหมณ์ได้เรียนรู้วิถีชีวิต ความเชื่อ ความศรัทธา ตลอดถึงหลักปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะวิถีชีวิตของนักศึกษาที่อยู่ในหอแห่งนี้ ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งในอาศรม ๔ ของชาวฮินดู ได้แก่ ช่วงพรหมจริยะ คือการศึกษาเล่าเรียน 

นักศึกษาหอนี้จะพูดภาษาอังกฤษได้ไม่ดีนักแต่สื่อสารรู้เรื่อง(บ้าง) ความพิเศษของพวกเขาคือการจดจำพระเวทโดยเฉพาะที่ไว้ใช้ประกอบพิธีกรรมในศาสนา พวกเขาจะบ่นสาธยายกันตลอดเวลาด้วยสำเนียงและสุ่มเสียงที่ไพเราะคล้ายกับเสียงพระสวดมนต์แต่ถึงอย่างไรก็ตามสิ่งที่หออื่นแต่หอนี้ไม่มี ได้แก่ ห้องอาหารหรือโรงครัว, แอร์คูลเล่อร์หรือพัดลมไอน้ำที่ใช้ในฤดูร้อน, ฮีตเตอร์ที่ใช้ในฤดูหนาว เป็นต้น นักศึกษาหอนี้ส่วนใหญ่มาจากวรรณะพราหมณ์มีนามสกุลเหมือนกันแต่รู้จักกันบ้างไม่รู้จักกันบ้าง, มีการไว้ผมด้านหลังยาวคล้ายกับคนไทยไว้หางเต่าไม่ได้ยาวสลวยแบบผมผู้หญิง, มีสายยัญโยชหรือสายธุรำอันเป็นสัญลักษณ์โดดเด่นว่านี่คือการเกิดครั้งที่ ๒ หรือเรียกกันว่า ทวิชาติ เป็นต้น 

การประกอบพิธีกรรมในหอพระเวท ภาพนี้พิธีกฤษณะชยันตี หรือ ฉลองวันเกิดพระกฤษณะ

เพื่อนๆจากวรรณะพราหมณ์ เด็กคนที่ยิ้มชัดเจนเป็นคนช่วยบอกให้พ่ออนุญาตให้ผมอยู่หอพระเวท ชื่อ โสณุ ปานเด

การเป็นอยู่ในหอพระเวทปัจจุบันกับการศึกษาในพระเวทในอดีตของชาวอินเดียคงแตกต่างกันออกไปซึ่งในอดีตเรียกกันว่า คุรุกุล แปลตามศัพท์แปลว่า ในตระกูลของครู ซึ่งมีอะไรบ้างจะนำมาพูดคุยให้ฟังกันในตอนที่ ๒ นะครับ