ความสุขของการเขียนอยู่ที่เราเลือกว่าจะเป็นนักปราชญ์หรือนักวิชาการ

                        

 พระมหาหรรษารศ.ดร. ; จุดเปลี่ยนความคิดชีวิตและผลงาน(ตอนที่1)

                                                                                                 กระต่ายใต้เงาจันทร์   

เพียงประโยคสั้นๆของ พระมหาหรรษา รศดร.ผู้ช่วยอธิการฝ่ายวิชาการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยว่า อยู่ที่ท่านเลือกจะเป็นนักปราชญ์ หรือนักวิชาการ กับภาพเพียงภาพสองภาพในการอบรมเรื่องเทคนิคและวิธีการเขียนผลงานทางวิชาการที่วิทยาเขตแพร่ในวันที่๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๗ทำให้เป็นจุดเปลี่ยนความคิด

ในชีวิตข้าพเจ้า ครั้งหนึ่งได้เคยทำงานเป็นจิตอาสาให้วิทยลัยสงฆ์เชียงรายตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๕o-พ.ศ.๒๕๕๖ปีแรกโดยไม่ได้รับเงินเดือน พอปีต่อมาทางมจร.วัดพระแก้วก็ตั้งเงินเดือนให้เองเดือนละ๓๙ooบาท ณ.ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าทำงานอย่างมีความสุขเพราะได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุดด้วยความที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือคิดว่าตัวหนังสือทุกตัวมีชีวิตเพราะคนเขียนแต่ละคนล้วนตั้งใจเขียนลงไปและนอกเหนือจากการอ่านสิ่งชอบอีกอย่างคือการการได้เขียนการได้ทำงานด้านเอกสารจึงช่วยทำเอกสารด้านการประกันคุณภาพการศึกษานี่คือความสุขความพอใจแล้วในชีวิต แต่พอได้มจร.ห้องเรียนวัดพระแก้ว เชียงรายได้เป็นวิทยาลัยสงฆ์เชียงรายข้าพเจ้าเรียนจบปริญญาโทเปลี่ยนผอ.คนใหม่คนที่เคยบุกเบิกถูกปลดออกจากตำแหน่ง และมีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปหมด ข้าพเจ้าถูกปลดออกจากงานที่ทำ หลายสิ่งที่พบเจอในวงการสงฆ์มักจะเกิดภาพลบต่อชีวิตทำให้ศรัทธาในการทำความดี ลดน้อยลงทีละนิด และเกิดสงสัยในพระธรรมแห่งศาสนาว่า ชีวิตข้าพเจ้าเดินทางผิดหรือเปล่า ที่ชอบแต่ทำงานจิตอาสา ที่ชอบอยู่ในในศีล๕ ชอบสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ ไม่ชอบพูดจาส่อเสียด ไม่ชอบความวุ่นวายเมื่อมีเวลาว่างก็ทำไปทำห้องสมุดให้เด็กชาวเขา แจกหนังสือ เลี้ยงอาหาร แจกผ้าห่มเสื้อกันหนาวและยารักษาโรค ตามกำลังที่ข้าพเจ้าและเพื่อนๆร่วมกันทำบุญมา ทั้งนี้จุดประสงค์ที่แท้จริงก็เพื่อจะได้เผยแผ่สอดแทรกเรื่องพระพุทธศาสนาไปด้วย เพราะใจและจิตข้าพเจ้าผูกติดเป็นหนึ่งเดียวว่าชีวิตนี้อุทิศเพื่อพระศาสนา หรือด้วยเหตุที่เวลาทำงานข้าพเจ้าจะทำเต็มที่กับทุกเรื่องที่ได้รับหมอบหมาย หรือ ด้วยนิสัยที่ชอบอ่านหนังสือ ชอบเขียน กลอน เรื่องสั้น ธรรมะข้อคิดง่ายๆตามประสา สิ่งนี้ทำให้คนบางคนในที่ทำงานไม่ชอบ ใส่ร้าย นินทา อิจฉา ริษยา จากความคิดว่าการเป็นคนดีนั่ง่ายเพราะเป็นปกตินิสัยทุกวันของตนเองอยู่แล้วแต่การเป็นคนดีนั่นไม่ง่ายเลย แต่การรักษาความดีกลับยิ่งทำได้ยากกว่า ข้าพเจ้าคิดว่า เมื่อไม่ได้ทำงานแล้วแล้วจะเขียนไปเพื่ออะไร จึงเก็บทุกอย่างเข้าชิ้นชักของหัวใจปิดตาย ลั่นกลอนใส่กุญแจแน่นหนา ทั้งที่ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าได้เคยมีโอกาสอบรมและเรียนเทคนิคการเขียนบทความกับพระอาจารย์พระมหาหรรษา รศ.ดร.และ พระอาจารย์สมบูรณ์ สิ่งนี้คือความสุขและโอกาสดีที่สุดของชีวิต ข้าพเจ้า ชอบ รู้สึกสนุก ในการค้นหา ในการได้อ่านหนังสือในอีกหลายรูปแบบสิ่งสำคัญได้พัฒนาตนเอง จนกระทั่งพระครูสุธีสุตสุนทร พระครูวิมลศิลปกิจและดร.ฤทธิชัย แกมนาค ให้โอกาสจัดงานการเขียนบทความทางวิชาการในนิสิตในวิทยาลัยสงฆ์เชียงรายโดยข้าพเจ้าสอนนิสิตเขียนบทความเพราะความคิดที่ว่าการเป็นครูครั้งหนึ่งถือว่าเป็นครูชั่วชีวิตของข้าพเจ้า ซึ่งโอกาสของข้าพเจ้าคงไม่สามารถทดแทนบุญคุณด้านอื่นๆแก่พระอาจารย์ทั้งสองรูปได้นอกจากถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ได้รับมา ข้าพเจ้าจึงตั้งใจสอนและศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมรวมทั้งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการทั้งหมดโดยได้ทุนสนับสนุนจากอบจ.ในเรื่องค่าใช้จ่ายและเงินรางวัล มีหลากหลายสถาบันเข้าร่วมประกวดการเขียนบทความวิชาการและปรากฎว่าผลตอบรับออกมาดีมาก ทุกวันนี้ยงมีหลายสถาบันโทรมาถามว่าปีนี้จัดการแข่งขันการเขียนบทความอีกหรือเปล่า ข้าพเจ้าได้แต่อึ้งและจุกในอก ส่วนตัวข้าพเจ้าเองก็เขียนบทความทางวิชาการไว้หลายเรื่องมีสถาบันอื่นๆได้ขอนำไปเผยแพร่ในวารสาร ข้าพเจ้าตั้งใจฝึกฝนการเขียนบทความไปเรื่อยๆเพื่อตอบแทนในวิชาความรู้ที่ท่านตั้งใจมอบให้มาเพื่อตอบแทนบุณคุณที่ได้รับในวิชาความรู้เทคนิคการเขียนบทความวิชาการ

แต่เมื่อชีวิตเปลี่ยนชะตาชีวิตจบกับงานด้านจิตอาสาในวิทยาลัยสงฆ์เชียงราย ความศรัทธาในความดีเลือนหาย ความสงสัยเริ่มคลืบคลาน จิตภายในเริ่มถกเถียง จิตฝ่ายชั่วเริ่มทำงาน บอกว่า เป็นคนดี เป็นมาครึ่งชีวิตแล้วได้อะไร มีแต่ถูกคนอื่นรังแก ใส่ร้าย ในหลายเรื่อง คนดีคือคนโง่ ที่ชอบรับผิดชอบแทนอื่นเพราะความสงสารอยากให้คนอื่นเป็นสุข ยิ่งเรียกว่าโง่ ต้องร้ายสิ ต้องเห็นแก่ตัวแต่ด้วยนิสัยไม่เคยทำได้สักที

จึงเลือกใช้ชีวิตอยู่แบบเงียบๆแบง่ายไปตามประสา จากนิสัยเดิมที่เป็นอยู่ ปลูกผัก ปลูกต้นไม้ ทำงานบ้าน อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ แต่สิ่งที่ทิ้งไปเลยคืองานเขียน

แต่พอมีโอกาสได้เรียนรู้กับพระอาจารย์พระมหาหรรษาอีกครั้งโดยความเมตตาจากพระครูสุธีสุตสุนทร ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจมากเพราะครูที่มีจิตวิญาณความเป็นครูจริงๆหายาก นักวิชาการที่แท้จริงแบบไม่หวงวิชานับว่าเหลือน้อยแต่พระอาจารย์มหาหรรษา มีอยู่ครบ

เรียกว่าพระอาจารย์เป็นต้นแบบของการทำงานและสร้างแรงจูงใจในงานเขียนให้กลับมาอีกครั้งด้วยข้อคิดที่ว่าความสุขของการเขียนอยู่ที่เราเลือกว่าจะเป็นนักปราชญ์หรือนักวิชาการ ถ้าอยากเป็นนักปราชญ์ก็ต้องแฝงกายอยู่ในมุมเงียบสงบแต่ถ้าอยากเป็นนักวิชาการต้องทำสิ่งที่ตรงกันข้ามแต่สำหรับตัวข้าพเจ้าแล้วกลับค้นพบสัจธรรมข้อหนึ่งว่าตราบใดที่การเขียนยังวิ่งอยู่สายเลือด และลมหายใจของคุณ จะสนใจทำไมว่าจะเป็นอะไร ขอแค่ให้ได้เขียน สนุก และมีความสุขกับสิ่งที่ทำแค่นี้..ชีวิตคือความสุข....

จงเปิดหู เปิดตา เปิดใจ ทำในสิ่งที่คุณรัก คือ การเขียน

โปรดติดตามเนื้อหาตอนที่2 ในหมวดสาระความรู้เรื่องเทคนิคและวิธีการเขียนผลงานทางวิชาการบรรยายโดยพระมหาหรรษา รศดร. ตามแบบฉบับงานเขียนของกระต่ายใต้เงาจันทร์ในหัวเรื่อง เขียนได้;เขียนเป็น;ยังไม่พอสำหรับขอตำแหน่งผลงานทางวิชาการ