ห่างหายไปเกือบ 9 เดือนกับปิดเทอมอันยาวนาน วันนี้ดิฉันมาพร้อมกับเรื่องราวที่จะบอกเล่าถึงประสบการณ์การเป็นนักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่ 3 เทอมนี้มีวิชาเรียนมากมายที่เปรียบเสมือนการ “ติดอาวุธ” เพื่อนำไปรักษาคนไข้ แต่ไม่ใช่แค่เรียนไปข้างหน้าอย่างนะคะ ยังมีวิชาเรียนที่ผ่านมาตอนปี2 ที่ต้องรื้อฟื้นกันชนิดที่ว่าอ่านใหม่ยกปีเลยก็ว่าได้ หนึ่งในวิชาเรียนที่จะมาเล่าให้ฟังในวันนี้ คือ การวิเคราะห์และปรับสื่อเพื่อการบำบัด ในคาบเรียน Group process and group dynamic
ใครจะคิดละคะว่าการจัดกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมอะไรสักอย่างหนึ่ง มันต้องใช้กระบวนการที่มากมายขนาดนี้ ตอนแรกฟังดูเหมือนจะง่าย ก็แค่เอาคนมาจับนั่งรวมกัน แล้วให้ทำกิจกรรมตามที่เรากำหนด แต่จริงๆมันละเอียดอ่อนกว่านั้นมาก ในคาบเรียนหนึ่งดิฉันได้เป็นผู้นำกลุ่ม ในกลุ่มเด็ก เด็กทุกคนมาจากการจำลองสถานการณ์จากเพื่อนในชั้นเรียนซึ่งจะถูกกำหนดลักษณะโรคหรือพยาธิสภาพให้จากอาจารย์ ใช้ละค่ะ!!! ความยากมันอยู่ตรงนี้ เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเด็กตาดำๆที่เป็นเพื่อนของเราแปลงร่างสวมบทบาทที่เหมือนจริงมากๆพวกนั้นมาด้วยพยาธิสภาพอะไรบ้าง คำถามคือ เราจะให้กิจกรรมเขาแบบไหน จะเข้าหาเขายังไง และจะควบคุมกลุ่มให้ดำเนินต่อไปจนจบได้หรือไม่ ผู้นำกลุ่ม ผู้เปรียบเสมือนผู้ถือหางเสือเรือจะขับเคลื่อนกลุ่มไปในทิศทางไหน เราต้องมีความอดทน และสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดีทีเดียว เริ่มต้นกลุ่ม ดิฉันเริ่มสังเกตน้องสองคนขณะให้ทำกิจกรรมแรก คนหนึ่งมีลักษณะต่อต้านสังคม ไม่อยากร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆพยามลุกหนี หรือปฏิเสธกิจกรรมทุกอย่าง อีกคนจะมีปัญหาเกี่ยวกับการรับความรู้สึกด้านประสาทสัมผัสผิดปกติ (Tactile) ซึ่งจะลุกเดินทุกๆ 2 นาที จับก็ไม่ได้ ถามก็ไม่ตอบ กิจกรรมต่อมา ก็พบว่าเด็กที่ทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกันกลุ่มนี้มีระดับพลังงานในตัวต่างกันมาก คนหนึ่งก็สูงเกินจะควบคุม คนหนึ่งต่ำจนไม่รู้จะขุดให้มันขึ้นมายังไง นี่คือปัญหาที่พบกับกลุ่มผู้รับบริการของเรา แต่สำหรับปัญหาที่พบกับตัวเองก็คือ ดิฉันเตรียมกิจกรรมมาเพียงแค่อย่างเดียว หลังจากกิจกรรมแรกจบลงด้วยความราบรื่นดี ปัญหาที่เหมือนพายุลูกใหญ่กำลังเคลื่อนผ่านสมอง ณ ตอนนั้นบอกได้เลยว่าไปต่อไม่ถูก ในหัวถามตัวเองว่า จะให้เด็กๆทำอะไรต่อๆ คำตอบคือว่างค่ะ คิดไม่ออกจริงๆ สุดท้ายเลยให้ทำกิจกรรมที่คล้ายๆแบบเดิม จนบางคนคงรู้สึกเบื่อ แต่สุดท้ายการทำกลุ่มก็ดำเนินมาถึงตอนจบเพราะอย่างน้องดิฉันก็สามารถควบคุมเด็กให้ทำกิจกรรมได้ อาจจะแบบล้มลุกคลุกคลานกันไป
แน่นอนทุกคนย่อมมีครั้งแรกเสมอ และไม่มีใครที่สามารถทำให้มันสมบูรณ์ ร้อยเปอร์เซ็นต์ในครั้งแรก เพราะดิฉันคิดเสมอว่าหากครั้งแรกดีแล้ว ครั้งต่อไปมันก็ต้องดีกว่า มนุษย์ทุกคนมีการพัฒนาอยู่เสมอหากเราทำแบบเดิมซ้ำๆ ที่เค้าเรียกกันว่าเกิด Motor learning และให้เราก้าวเท่าที่เราพอจะก้าวได้ โดยที่ไม่ทำให้เท้าเราเจ็บ หรือเราไปเหยียบเท้าใคร เพราะช้าหรือเร็ว สุดท้ายปลายทางก็คือที่เดียวกัน หลังจากทำกลุ่มเสร็จดิฉันได้รับการเติมเต็มความรู้ เติมเต็มข้อบกพร่อง เต็มเติมส่วนที่ขาดหายไป และคิดว่าการทำกลุ่มครั้งต่อไปดิฉันจะได้ทำดีกว่าครั้งนี้แน่นอน
ขอบคุณผู้อ่านทุกคนที่อ่านมาจนถึงตอนนี้
.jpg?1410716500)

บันทึกอ่านสนุกดีค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
ฝากติดตามค่ะ
http://www.gotoknow.org/user/thebeattlecity38/post...
เป็นกำลังใจให้นะคะ :)