การบ้าน: กิจกรรมพัฒนานักเรียน


การบ้านทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ที่จะแบ่งเวลา และเรียนรู้ที่จะจัดการกับความเครียดเมื่อมีภาระงานท่วมหัว

แต่ไหนแต่ไรมา เวลาพูดถึงคุณภาพคนไทยที่เป็นผลผลิตของระบบการศึกษา ใครๆ ก็มักจะมองว่าต้องเป็นความรับผิด (ไม่มีความรับชอบ) ของกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียน และคุณครู ต่อมาก็ให้ความรู้ผู้ปกครองว่าต้องช่วยกันดูแลลูกหลานด้วย โรงเรียนดูแลนักเรียนจำนวนมาก ย่อมทำได้ไม่ดีเท่าคุณพ่อคุณแม่ที่ดูแลลูกหลานแค่สองสามคน แล้วก็บอกว่าสังคมต้องร่วมรับผิดชอบด้วย เมื่อการณ์เป็นดังนี้ แทนที่สถาบันการศึกษาจะเป็นผู้นำสังคมไปในทางที่เป็นกุศล เป็นความสุขความเจริญ สถาบันการศึกษากลับต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม อีกทั้งไม่อาจอธิบายให้สังคมเข้าใจความหมายและประโยชน์ของการดำเนินการของสถาบันการศึกษาได้ อย่างเช่น การใช้ไม้เรียวทำโทษนักเรียน หรือแม้แต่การให้การบ้าน ที่เป็นประเด็นอยู่เวลานี้

ถามจริงๆ เพิ่งรู้หรือว่ามีคนรับจ้างทำการบ้าน เรื่องมันมีมาตั้งปีมะโว้แล้ว รับจ้างทำรายงาน รับจ้างวิทยานิพนธ์ รับจ้างทำผลงานวิชาการของครู

เขารู้กันมาตั้งนานแล้วล่ะลุง

ไม้เรียวและการบ้าน: เครื่องมือพัฒนานักเรียน

เมื่อหลายวันก่อน เราไปสอนวิชาภาษาอังกฤษชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ เป็นครูอาสาสมัครของโรงเรียนแห่งหนึ่ง นักเรียนชายทั้งหมด ๒๑ คน ดีครึ่ง ร้ายครึ่ง ดีคือพื้นฐานดี อ่านออก เขียนได้ แปลได้ เอาใจใส่การเรียน การทำแบบฝึกหัด ร้ายคือพื้นฐานไม่ดี อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แปลไม่ต้องพูดถึง แถมไม่เอาใจใส่การเรียนและการทำแบบฝึกหัด ในกลุ่มร้าย ยังแบ่งเป็นสองประเภท คือ ประเภทนั่งนิ่งๆ แต่ใจไม่รู้อยู่ที่ไหน กับประเภท ทำกิจกรรมรบกวนห้องเรียนตลอดเวลา คุยบ้าง ลุกขึ้นเดินไปหาเพื่อนบ้าง หยอกกันบ้าง

วิธีเตือนสติมีตั้งแต่การบอกเตือน การพูดคุย ให้เขกโต๊ะ ให้สก๊อตจั๊มพ์ ในที่สุดต้องถามว่าให้คุณครูตีได้ไหม นักเรียนอนุญาต ก่อนตีก็จะบอกก่อนว่าตีทำไม และบอกด้วยว่าครูตีแรงนะ จะให้ตีกี่ที นักเรียนในห้องเรียนก็ช่วยกันแสดงความคิดเห็น เราก็จะตัดสินใจตามลักษณะของความผิดและความรู้สึกผิดของนักเรียน ถ้าดูอาการไม่รู้สึกผิด ก็จะตีหลายที และตีแรงขึ้น

เกือบทุกคนแสดงอาการให้เห็นว่า ครูตีเจ็บมาก มีอยู่คนเดียวที่ทำเฉย แถมเวลาเสนอว่าให้ตีกี่ที ก็จะเสนอให้ตีหลายสิบที เราก็เลยบอกว่าครูไม่ตีหรอก เมื่อยมือ แล้วก็อบรมด้วยภาษาและท่าทางที่รุนแรงหน่อย อธิบายว่า ถ้าเราพูดกับคนอ่อนโยน พูดดีๆ นิดหน่อยก็เข้าใจ ถ้าคนหยาบคาย พูดดีๆ ไม่เข้าใจ ก็ต้องพูดรุนแรงด้วย

วิธีการสอนทั้งภาษาอังกฤษและพฤติกรรมของนักเรียน มีรายละเอียดมาก พูดไม่หมด ผลก็คือนักเรียนส่วนใหญ่พยายามหัดอ่านและหัดเขียนมากขึ้น บางคนขอมาอ่านให้คุณครูฟัง ก่อนเวลาเข้าห้องเรียน บางคนถามว่าทำไมคุณครูตรวจการบ้านไม่เห็นให้ very good มีแค่ good หลังจากฟังคำอธิบายแล้ว ก็บอกว่า คราวหน้าผมจะเขียนให้ได้ very good

เหตุการณ์คล้ายกันเคยเกิดขึ้นเมื่อภาคเรียนที่แล้ว คาบเรียนสุดท้าย เราให้นักเรียนเขียนเหมือนทุกวิชาที่สอน ให้บอกว่าคุณครูจะต้องปรับปรุงอะไรบ้าง และนักเรียนจะต้องปรับปรุงอะไรบ้าง หลายคนบอกว่าจากที่อ่าน-เขียนไม่ได้ กลับพยายามหัดอ่านหัดเขียนจนได้ แค่นี้ก็เป็นความอิ่มใจของครูทุกคนแล้ว

การใช้ไม้เรียวลงโทษนักเรียนไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่ครูที่ใช้ไม้เรียวไม่เหมาะสม การที่กระทรวงศึกษาธิการสั่งไม่ให้ครูใช้ไม้เรียว จึงไม่ใช่การแก้ปัญหา ยังคงมีครูที่จัดการห้องเรียนได้ไม่เหมาะสม อย่างที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ

การสั่งห้ามใช้ไม้เรียวกลับกลายเป็นการยึดเครื่องมือของครูที่เคยใช้ไม้เรียวเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับกำหราบเด็กที่ต้องใช้วิธีการอื่นมากกว่าการสอนด้วยปิยวาจา ผลก็คือนักเรียนท้ายแถวถูกทอดทิ้ง เพราะครูสอนไม่ไหว

นี่ก็สั่งครูให้ลดการบ้านนักเรียนอีกแล้ว ทำราวกับว่านักเรียนทุกคนทั่วประเทศทำการบ้านส่งคุณครูครบถ้วนทุกครั้งอย่างนั้นแหละ นักเรียนจำนวนมากมีปัญหากับการทำการบ้านอยู่แล้ว เพราะไม่รู้จักบริหารจัดการเวลา คุณครูสั่งการบ้านมาตั้งหลายวันแล้ว ไม่ทำ พอถึงวันจะส่ง เพิ่งมาทำ แล้วถ้ามีเรื่องฉุกเฉินวันนั้น ก็เป็นอันไม่ได้ทำการบ้าน ถามคุณครูทุกคนได้เลยว่ามีไหมที่นักเรียนส่งการบ้านไม่ตรงเวลา หรือไม่ส่งเลยด้วยซ้ำ คุณครูทุกคนมีวิธีบริหารจัดการอยู่แล้ว สำหรับนักเรียนที่ไม่ส่งการบ้านตามเวลา แล้วทำไมจะต้องเอาปัญหาของเด็กเหล่านี้มาตัดโอกาสของเด็กดีๆ ที่จะได้ฝึกฝนมากขึ้นจากการบ้าน แล้วมีคุณครูตรวจงานให้

ข้อมูล: เครื่องมือในการตัดสินใจของผู้บริหาร

เข้าใจว่าผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการคงลืมไปแล้วว่า เวลาคุณครูให้การบ้าน เราไม่ได้สั่งวันนี้ส่งพรุ่งเสียเมื่อไร อาจจะมีอย่างนั้นบ้างบางวิชาที่มีเรียนทั้งวันนี้และพรุ่งนี้ ถ้าอย่างนั้น รับรองว่าไม่มีคุณครูคนไหนให้การบ้านมโหฬารจนนักเรียนทำไม่ทันแน่ๆ ขอรับรองและยืนยันแทนคุณครูที่มีจิตใจปกติทั่วประเทศว่า คุณครูมีสติปัญญาที่จะสั่งงานนักเรียนได้เหมาะสมกับเวลาและความยากง่ายของงาน

แค่วิธีการสั่งการบ้าน ไม่ต้องเดือดร้อนถึงผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการมาสั่งคุณครูให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้หรอก

แล้วก่อนจะสั่งงานคุณครู ก็น่าจะถามความคิดเห็นของคุณครูสักหน่อย บริหารคุณครูไม่เหมือนบริหารทหารตำรวจที่สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำตามเท่านั้น มิฉะนั้นผลผลิตของกระทรวงศึกษาธิการก็จะเป็นแต่เพียงผู้รับคำสั่งเท่านั้น

การรับผิดชอบการบ้านของตนเองจะมีส่วนช่วยให้นักเรียนบริหารจัดการตนเองได้ ใครควบคุมตนเองได้จะส่งงานได้ตรงเวลาครบถ้วน ขนาดเด็กที่มาจากครอบครัวยากจน ต้องช่วยทำงานบ้าน ช่วยครอบครัวประกอบอาชีพ ก็ยังมีเวลาทำการบ้าน การบ้านทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ที่จะแบ่งเวลา และเรียนรู้ที่จะจัดการกับความเครียดเมื่อมีภาระงานท่วมหัว

เมื่อเรียนจบไปแล้ว เวลาทำงาน คนที่จะมอบหมายงานเรา หรือภาระงานที่เราจะต้องทำ ไม่ได้มีปริมาณเหมาะสมตามเวลาที่มีราวกับได้ประชุมวางแผนกันมาแล้วอย่างดี บางช่วงก็มีแต่งานเร่งที่ต้องทำให้เสร็จทันที บางช่วงก็ทำงานเบาๆ ง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องรีบเร่ง ดังนั้น เมื่อมีเวลา ต้องจัดการงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ พอมีงานเร่งด่วนมา จะได้มีเวลาทำ ไม่เดือดร้อน หากได้ฝึกมาแล้วช่วงที่เรียนหนังสืออย่างหนัก โดยมีคุณครูให้โจทย์แบบฝึกหัดบนพื้นฐานแห่งความกรุณา เมื่อต้องเผชิญความยากลำบากในชีวิตจริง ก็จะไม่เครียดเกินไป

ปัจจุบันนี้ ผู้ประกอบการจำนวนมากมักจะบ่นว่า คนรุ่นใหม่ไม่สู้งาน แถมทำงานไม่เป็น

ถ้ายิ่งให้การบ้านน้อยลง เด็กของเรายิ่งจะลดระดับจากการไม่สู้งาน กลายเป็นคนกลัวงานหรือหนีงานไปเลยหรือเปล่า แค่การบ้านมาก หรือการบ้านยาก ก็แก้ปัญหาไม่ได้ แล้วเมื่อเจอปัญหาที่ยากกว่านี้ จะทำอย่างไร

ที่จริงการบ้านจะเป็นเครื่องมือที่ดีในการพัฒนานักเรียน เบื้องตันที่สุด นักเรียนจะต้องขวนขวายพัฒนาความสามารถที่จะทำการบ้านให้เสร็จและถูกต้อง ถ้าทำไม่ได้ ผู้ปกครองจะได้ช่วยเด็กให้ค้นหาคำตอบหรือวิธีการที่จะทำการบ้านให้เสร็จและถูกต้อง บางทีเพื่อนบ้านก็อาจจะช่วยได้ด้วย หลายปีก่อน เราเช่าบ้านอยู่ที่อุบลราชธานี วันหนึ่ง เด็กหญิงตัวเล็กๆ ข้างบ้าน ก็ถือสมุดการบ้านมาขอให้ช่วยสอน เพราะผู้ปกครองไปธุระนอกบ้าน

เทคโนโลยีก็ช่วยได้มากในการทำการบ้าน

แทนที่จะให้คุณครูลดการบ้าน น่าจะช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรให้นักเรียนทำการบ้านเอง

พ่อแม่ที่จ่ายเงินค่าจ้างทำการบ้าน ควรจะทบทวนตนเองให้หนัก

คุณครูควรจะตกลงกับนักเรียนตั้งแต่คาบแรกของภาคเรียนว่าจะต้องทำอย่างไรกับการบ้าน รวมทั้งผลจากการจ้างทำการบ้าน หรือลอกการบ้าน หรือส่งการบ้านไม่ตรงเวลา

ตามหลักการแล้ว ก่อนตัดสินใจประกาศนโยบายหรือคำสั่งให้คนจำนวนมากๆ ทำตาม ทำให้มีผลกระทบต่อคนทั้งประเทศ รวมทั้งมีผลกระทบต่ออนาคตของประเทศด้วย น่าจะทำวิจัยก่อน ให้มีข้อมูลเพียงพอและเห็นผลที่จะเกิดจากนโยบายหรือคำสั่งนั้น ให้สมกับที่เราอยู่ในยุคข้อมูลข่าวสารแล้ว ไม่ใช่ยุคที่จะมาลองผิดลองถูกกันให้เสียเวลา เสียทุนรอน เสียประโยชน์ เสียระบบ เสียน้ำใจกันไปทั้งหมด เหมือนที่ผู้นำสมัยดึกดำบรรพ์ตัดสินใจตามลมปากของคนคนเดียวหรือไม่กี่คนที่มาเป่าหูให้เชื่อเหมือนต้องมนต์สะกด

ความเข้มแข็งทางวิชาการ: บทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ

ถ้ากระทรวงศึกษาธิการดำเนินการทุกอย่างบนฐานของข้อมูล ด้วยความรู้ที่แน่ชัด ย่อมจะสามารถอธิบายสังคมได้ทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการให้นักเรียนเรียนหรือไม่เรียนอะไร การให้การบ้าน การลงโทษนักเรียน การสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การตัดสินให้นักเรียนสอบตก หรือประเด็นใดๆ ก็ตามที่สังคมไม่เห็นด้วยเนื่องจากไม่เข้าใจความคิดพื้นฐานของการตัดสินใจของกระทรวงศึกษาธิการ

ถ้ากระทรวงศึกษาธิการเห็นความสำคัญของตนเองที่สามารถเป็นผู้นำสังคมให้ก้าวไปในทางที่เป็นกุศล เป็นความสุขความเจริญ กระทรวงศึกษาธิการจะต้องสร้างตนเองให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการมากพอที่จะยืนหยัดในนโยบายและการตัดสินใจที่ถูกต้องบนพื้นฐานของข้อมูลความรู้

ถ้ากระทรวงศึกษาธิการไม่อาจดำรงตนเป็นแหล่งความรู้ที่น่าเชื่อถือของสังคมได้ และคอยแต่จะคล้อยตามกระแสสังคมร่ำไป ก็เป็นอันหมดหวังที่จะสร้างพลเมืองที่มีพลังในการนำสังคม คงจะสร้างได้แต่ไม้หลักปักเลนที่โอนเอนไปมาตามแรงลมแรงน้ำ

หมายเลขบันทึก: 575681เขียนเมื่อ 5 กันยายน 2014 06:57 น. ()แก้ไขเมื่อ 5 กันยายน 2014 06:57 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (2)

เห็นด้วยอย่างยิ่ง และผมเองก็ประสบปัญหาการสอน และเจอสภาพเด็กแบบที่ว่านี้เช่นเดียวกัน แต่อาจต่างกันตรงที่ มีเด็กเก่งน้อยกว่า เพราะอยู่ชนบท เป็นไปได้ อยากให้ ไม้เรียว กลับคืนมาให้ครูเถอะ จิตวิทยาก็ไม่ได้ผลทุกคน  หลายคน ก้าวร้าว ครู  แต่งกายไม่เรียบร้อย การบ้านไม่ต้องพูดถึง เพราะส่งไม่กี่คน บางอย่างไม่ทำเลยก็มี  เด็กอยากได้คะแนน แบบไม่ต้องทำไรเลย หรือ ทำให้น้อยที่สุด ทำอย่างไร จะปรับปรุงและพัฒนา ความสนใจ การเรียนของเด็กให้มากขึ้น นะ 

เดี๋ยวนี้เด็กกลุ่มที่พื้นฐานไม่ดี ครึ่งหนึ่งตั้งใจเรียนมากขึ้น เพราะฉะนั้นก็จะเหลือนักเรียนที่ก่อกวนในห้องเรียนประมาณหนึ่งในสี่ ก่อนหน้านี้ นักเรียนครึ่งห้องขอแบบคัดภาษาอังกฤษทั้งตัวพิมพ์และตัวเขียน ครูก็เลยทำมาให้ทุกคนคัดในห้องเรียน  คัดไปได้สักระยะหนึ่ง หลายคนบ่นว่าเมื่อยมือ ครูก็เลยถามว่า จะหยุดคัดไหมล่ะ เอาไปทำเป็นการบ้าน จะได้หยุดได้เวลาเมื่อย นักเรียนทั้งหมดไม่เอา ขอคัดในห้องเรียน

นักเรียนหนึ่งในสี่นั้นไม่ยอมคัด เล่นกันสนุกสนาน ก็เลยเรียกมาหน้าชั้นเรียน ให้เขามองดูเพื่อนๆ ที่ตั้งใจเขียนจนครูเองก็อดสะท้อนใจไม่ได้ว่า สภาพการณ์ในห้องเรียนสะท้อนสภาพสังคมด้วยเช่นกัน ขณะที่คนกลุ่มหนึ่งทำงานหนัก คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ แถมบ่อยครั้งยังก่อกวนคนที่ทำงานหนักอยู่ด้วย

เมื่อหมดเวลา นักเรียนส่วนใหญ่คัดไม่เสร็จ ครูถามว่าจะมาคัดต่อคราวหน้า หรือจะทำเป็นการบ้าน คราวหน้าจะได้เรียนเรื่องอื่น  ทุกคนตอบว่าทำเป็นการบ้าน

กิจกรรมในห้องเรียนเกิดจากการตัดสินใจของนักเรียนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  แม้แต่การลงโทษนักเรียน ก็ต้องได้รับความยินยอมจากนักเรียน

ขอเป็นกำลังใจให้คุณครูทุกท่านมุ่งมั่นและมีความสุขในงานที่ยากลำบากแต่มีคุณค่าสูงยิ่ง ความเพียรพยายามของคุณครูนอกจากจะสร้างอนาคตของเด็กแล้ว ยังสร้างอนาคตของประเทศได้จริงๆ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี