นานมากพอควรไม่ได้เขียนบทความ อาจเป็นเพราะไม่มีเวลา ( ข้ออ้างที่ใช้ได้เสมอ หากเวลามีชีวิตเขาคงเคืองเราเน๊าะ เอาเขามาใช้พร่ำเพื่อทั้งที่ เวลาเขาให้เราเท่ากันเสมอ ) สำคัญที่สุดคือ ไม่มีประเด็นที่น่าสนใจมากว่า ที่จะมาเขียนเป็นบทความไว้เตือนใจตัวเอง หรือ คนอื่นๆที่เห็นว่ามีประโยชน์
เมื่อคืนดู ซีรีย์ญี่ปุ่นแล้วให้ได้คิดถึงประโยคเด็ด “แค่อยู่ตรงนั้นก็พอแล้ว” ทำให้ได้คิดอะไรได้หลายอย่างก่อนนอน ตื่นขึ้นมา ตี สามประโยคนี้ก็ยังลอยอยู่ในหัวจึงต้องมานั่งเคาะแป้นพิมพ์ บันทึกความรู้สึกนี้ไว้หน่อย เป็นประโยคในตอนหนึ่งของซีรีย์ เรื่องนี้ อุเมโกะ นางเอกของเรื่อง ซึ่งรับบทเป็นหมอ กล่าวชื่นชมแพทย์ท่านหนึ่งที่เปิดคลินิกรักษาคนไข้ ได้ช่วยเหลือคนที่เดือนร้อนมากมาย คนไข้ไม่ต้องไปนั่งรอคิวที่ โรงพยาบาลที่เป็นมหาวิทยาลัยแพทย์ชื่อดัง แต่หมอท่านนี้กล่าวว่า เขาไม่ได้ช่วยเหลือใครเลย หมอที่คิดว่าตัวเองได้ช่วยเหลือคนอื่นน่ะ คือหมอที่หลงตัวเอง อุเมโกะ งงว่า ทำไมถึงคิดว่า หมอหลงตัวเองทั้งที่หน้าที่ที่ทำนั้นคือการช่วยเหลือคนอื่นให้พ้นทุกข์ หมอท่านั้นจึงถามกลับว่าคนขายโซบะเขาขายเพื่อช่วยเหลือคนอื่นไม่ให้หิวมั๊ย อุเมโกะคิดแล้วบอกว่าไม่ ใช่เขาขายเพื่อตัวเองต่างหาก เมื่อก่อนเขาเคยเป็นหมอในโรงพยาบาลในประเทศอะไรสักแห่ง จำไม่ได้ รู้แต่ว่าหากญี่ปุ่นแพ้สงครามอาจต้องลำบาก ในช่วงปลายสงครามญี่ปุ่นกำลังจะแพงสงคราม มีทหารที่สนิท มากระซิบบอกให้ หนีได้เลย เขาตัดสินใจหนี ทิ้งคนไข้ที่ต้องการหมอมากมายมา เพื่อให้ตัวเองรอด หลังจากหนีมาภาพคนไข้เป็นร้อยๆชีวิต ยังวนเวียนติดในหัวเขาอยู่ จนต้องติดเหล้า ไมมีอะไรจะกิน จึงมาเปิดคลินิกเพื่อรักษาคนไข้ รายได้มาประทังชีวิต แต่อุเมโกะ คิดว่าเธออยากช่วยเหลือคนอื่น จึงมีประโยคเด็ดออกมาว่า “ สำหรับเธอแค่อยู่ตรงนั้นก็พอแล้ว” อุเมโกะงงกับคำพูดนี้ แล้วอุเมโกะก็มาเฉลย ทำให้ ดิฉันเข้าใจว่า การที่เราได้ช่วยเหลือคนอื่นในวิชาชีพของเรานั้น สำคัญที่สุดคือการที่เราอยู่ในที่ๆคนขาดที่พึ่ง แล้วเรายังเป็นที่พึ่งให้กับเขาได้ ก็อยู่ตรงนั้นแหล่ะทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดีที่สุดไม่ต้องดิ้นรนทำอะไรอีก
ให้มาได้คิดถึงตัวเอง ใช่ เรามักเข้าใจว่าตัวเอง ได้ช่วยเหลือคนมากมาย มีบุญคุณกับคนอื่น แถมอาจคิดทวงบุญคุณด้วยซ้ำ เราเองก็ไม่ต่างจากคนขายโซบะหรอกอย่าหลงตัวเอง มีความลำบากมา ทำงานเหนื่อย งานมาก ปัญหาจากเพื่อร่วมงาน ซึ่งมันเป็นเรื่องจิ๊บๆไม่เกี่ยวกับคนไข้ที่เรามารอความช่วยเหลือจากเรา เขาก็ซวย เพราะได้รับผลกระทบ เช่น แพทย์เคืองพยาบาลก็พาล ไม่ยอมออกตรวจ พยาบาลเคืองแพทย์คนนี้ คนไข้ของแพทย์คนนี้มาฉันไม่ทำ รอพยาบาลคนนั้นก็แล้วกัน ห้องชันสูตรเก็บตัวอย่าง LAB เอ้า ไม่ใช่หน้าที่ฉันโรคนี้ต้องพยาบาลทำ ทั้งๆ ที่รู้ว่าทำอย่างไร คนไข้ต้องรออีก เป็นชั่วโมงเพื่อรอให้พยาบาลคนนั้นมาทำ โรคนี้ร้ายแรงติดต่อแล้วถึงตาย ใครเก็บสิ่งส่งตรวจต้องเป็นแพทย์ คนไข้รออีก 3 ชั่วโมง เพราะแพทย์มีน้อย กว่าจะปลีกเวลามาทำได้ ต้องรอตัดคิวคนไข้ ทั้งที่บุคลากรด้านอื่นรู้ว่าต้องทำอย่างไร แต่ไม่ทำ (เพราะกลัวตาย) คนไข้เป็นแค่นี้ไม่ต้องมาแผนกชั้นหรอก ไปแผนกนั้นก็ได้ไม่ได้วิกฤต สักหน่อย ทั้งที่แผนกตัวเองวันนี้ชิวๆ คนไข้น้อย แต่อีกแผนกจะเหยียบกันตาย ก็ช่างมัน พอมีปัญหามากมายทนไม่ได้ ไม่เคยคิดแก้ไข เกี่ยงกันไปมา ทีคนนั้นไม่ทำ ทำไมฉันต้องทำ สุดท้ายคิดย้ายหนี ที่อื่นคงดีกว่านี้ เพื่อหนีปัญหา ไม่คิดใจเย็นแก้ไข ย้าย ๆ ๆ ปัญหามันไม่จบหรอก เพราะปัญหามันเกิดจากตัวเราเอง ไปอยู่ที่ไหนก็มีปัญหาที่นั่น นั่นแหล่ะ ผลกระทบทุกอย่างมันตกกับคนไข้ทั้งนั้น คนที่เขาต้องการความช่วยเหลือจากเรา อย่างนี้ยังจะมาอ้างบุญคุณว่า เราได้ช่วยเหลือคนอื่นมีบุญคุณกับเขาเต็มประดา คิดถึงตรงนี้แล้วนาขันจริง ใช่ “ แค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็พอแล้ว” ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดไม่ทิ้งหน้าที่ หรือสิ่งที่พึงปฏิบัติเหตุเพราะหน้าที่ไม่ใช่ ช่วยเหลือกัน ในสิ่งที่ช่วยเหลือได้ไม่เหลือบ่ากว่าแรง ที่ฉันคิดได้ก็ประมาณนี้
บทความนี้ไม่คิดพาดพิงใคร หรือวิชาชีพใด ต้องขออภัยหาก ทำให้ใครรู้สึกไม่ดี แต่ที่เขียนนี่เพราะเป็นสิ่งที่ได้เตือนใจตัวเองเท่านั้น ไม่หลงตัวเองว่า “ได้ช่วยเหลือคนอื่น” ทั้งที่บางครั้งฉันไม่ได้อยู่ตรงนั้น ตรงที่มีคนรอความช่วยเหลือ ก็เท่านั้นเอง
ชลัญธร
มาเยี่ยมอ่าน..มาทักทาย..หายไปนานมาก..คิดถึงค่ะ..ป่านนี้หลานสาวคงโตขึ้นมากแล้ว...
มีสิ่งดีๆ..ให้คิด..และทำ..อยู่ได้ตรงนี้..ก็พอ..จริงๆ..ช่วยตัวเองได้..เข้าใจ..ตนเองก็พอ...พอดีๆ.นะเจ้าคะ..ยายธีค่ะ....คุณ ชลัญธร..สบายดีนะเจ้าคะ..
เป็นกำลังใจกันและกัน..