ถึงแม้การสมรส จะเป็นการสมรสหลอกๆอันเป็นโมฆะ แต่ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่าเป็นโมฆะ การสมรสนั้นย่อมยังสมบูรณ์ คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม สามารถรับมรดกของคู่สมรสได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๙ (วรรคสอง) และมาตรา ๑๖๓๕

มาตรา ๑๖๒๙ ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น...ฯ...

.....(๓) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

(วรรคสอง) คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา ๑๖๓๕
มาตรา ๑๖๓๕ ลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดั่งต่อไปนี้

.....(๒) ถ้ามีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๓) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือถ้าไม่มีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๑) แต่มีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๒) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกกึ่งหนึ่ง
.....(๓) ฯ...

พอมาถึงบรรทัดนี้ ก็เริ่มเห็นเค้าลางทันทีว่า ทั้งเมียปลอมๆทั้งพี่น้องร่วมบิดามารดา เห็นท่าจะได้ฝ่ายละครึ่ง...จริงเท็จว่าไปตามรูปคดี นะครับ


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๘๙๘/๒๕๔๘

.........(๑) “ผู้คัดค้าน” ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับ “ผู้ตาย” ยื่นคำร้องคัดค้าน “ผู้ร้อง”

.....(๒) ว่า “ผู้ร้อง” กับ “ผู้ตาย” จดทะเบียนสมรสกันหลอกๆ เพื่อ “ผู้ร้อง” จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เป็นการแสดงเจตนาลวง การจดทะเบียนสมรสจึงตกเป็นโมฆะ

.....(๓) เมื่อ “ผู้ร้อง” มิได้เป็นคู่สมรสของ “ผู้ตาย” เนื่องจากการสมรสของ “ผู้ร้อง” กับ “ผู้ตาย” เป็นโมฆะ “ผู้ร้อง” จึงไม่เป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของ “ผู้ตาย” ไม่มีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของ “ผู้ตาย” ตามมาตรา 1713 ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

.....(๔) ขอให้ศาลยกคำร้องที่ “ผู้ร้อง” ขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และตั้ง “ผู้คัดค้าน” เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย


ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

.....(๑)ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายกับผู้ตาย ผู้ร้องย่อมเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย

.....(๒)แม้หากการสมรสจะไม่ถูกต้องตามกฎหมายดังที่ผู้คัดค้านอ้างก็ตาม

.....(๓)*แต่คำพิพากษาของศาลเท่านั้น* ที่จะแสดงว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะตามมาตรา 1496

.....(๔)เมื่อยังไม่มีฝ่ายใดฟ้องและศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายเป็นโมฆะ การสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายจึงยังคงมีอยู่

.....(๕) ผู้ร้องยังคงเป็นคู่สมรสของผู้ตาย เป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1629 วรรคสองและมีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายเช่นเดียวกับผู้คัดค้าน

.....(๖)บุคคลที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสที่ฝ่าฝืน ประมวลกฎหมายแพ่งแลพาณิชย์ มาตรา 1458 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 นั้น ได้แก่ คู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรส หรืออัยการ

.....(๗)เมื่อผู้คัดค้านเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ตายจึงไม่ใช่บุคคลที่อาจขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ตายกับผู้ร้องเป็นโมฆะได้

.....(๘) การที่ศาลจะตั้งฝ่ายใดเป็นผู้จัดการมรดกนั้นย่อมแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกนั้น

.....(๙) การจะให้ฝ่ายใดเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ฝ่ายเดียวอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกของผู้ตายและเสียหายแก่อีกฝ่ายหนึ่งได้ แต่หากได้จัดการร่วมกันแล้วน่าจะเป็นประโยชน์แก่กองมรดกของผู้ตายและทายาททุกคนมากกว่า

.....(๑๐)จึงสมควรให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย(แปลว่าต้องแบ่งมรดกกันฝ่ายละครึ่งตามกฎหมาย)

***** ถ้าเขาแต่งงานกันปลอมๆอย่างที่ผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านคงเสียดายและเสียใจ ที่อยู่ๆเมียปลอมๆก็มาแบ่งเอามรดกของพี่น้องร่วมบิดามารดาไปเสียจากตน

คดีนี้คู่สมรสก็ตายไปแล้ว บิดามารดาก็ไม่ปรากฏเข้ามาในคดี ผู้สืบสันดานของคู่สมรสก็ไม่เห็น จะให้อัยการร้องก็ไม่มีเหตุ....เฮ้อ


แหล่งที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

***ฎีกานี้ ผมไปแอบเห็นมาจาก เฟสบุ๊ค ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง ก็เลยเอามาขยายความ โดยละเอียด