มีคำกล่าวว่า "ชีวิต คือ การเรียนรู้" เรียนรู้อะไร เรียนรู้ที่จะรู้ในการครองชีวิต ให้รอดจากความอดอยาก ความเป็นอยู่ตามปกติ และให้รู้เป้าหมายเชิงลึกมากขึ้น ถ้าเช่นนั้น ความรู้มิได้อยู่ในตัวเรากระนั้นหรือ แล้วความรู้อยู่ไหน ไม่เรียนรู้ได้ไหม แล้วจะเอาความรู้ไปใช้อย่างไรบ้าง 

                    เป็นเรื่องที่จะต้องถามก่อนให้รู้ว่า เราอ่าน เราดู เราทำ สิ่งต่างๆในชีวิตนั้น มีเป้าหมายเสมอ เพราะฉะนั้น ทุกกรณียกรรม ย่อมน้อมไปสู่การเสริมสร้างตั้งฐานองค์ความรู้ทั้งสิ้น จึงต้องตั้งสมมติฐานก่อนว่า เราพัวพันกับสิ่งนั้น เพื่ออะไร และจะนำไปปรับใช้อย่างไร มิฉะนั้น เราก็จะเรียนรู้สิ่งนั้นโดยไม่ใส่ใจหรือไม่ตระหนักในเหตุการณ์เฉพาะหน้า

                    ใครที่ผ่านกาลที่ใช้ชีวิตมายาวนาน ย่อมมองเห็นแก่นสารของชีวิต เส้นทางชีวิต ทิศทางทุกกรณียกรรม ที่ผ่านมาได้บ้าง เรียกว่า "ประสบการณ์" แล้วประสบการณ์ดังกล่าวมีผลต่อเส้นทางชีวิตในอนาคตอย่างไร มีคุณค่าต่อผู้คน สังคมอย่างไร และต่อความคิด จิตใจของตนอย่างไร หากไม่เกิดคุณ ไม่เกิดผลดังกล่าว ก็ป่วยการหรือไม่มีค่า เรียกว่า "โมฆบุรุษ"

                    ผู้เขียนคิดว่า เราควรจะใช้สหวิทยาการที่ได้จากโลกนี้ สร้างเซลล์ความคิด เสาะแสวงหาความจริง ความหมายที่แท้ของชีวิตให้ยิ่งขึ้น มิใช่เฉพาะแต่แค่การเลี้ยงชีพตนเท่านั้น เนื่องจากว่า เราเกิดมาสู่โลกนี้ ชื่อว่า เป็นโอกาสที่ยิ่งยวดและจัดการบริหารได้อย่างเต็มที่ ต่อไปภาคหน้า เราย่อมไม่รู้ว่า เราจะเกิดมาอีกหรือไม่ หรือถ้าเกิดก็ไม่รู้ว่า จะเกิดเป็นอะไร ที่ไหน จะมีโอกาสเหมือนมนุษย์ในชาตินี้หรือไม่ ซึ่งเป็นคติที่ไม่แน่นอน

                    ในช่วงเริ่มต้นของชีวิต เราเกิดมาไม่มีข้อมูลของโลกเลย มีแต่กลไกของระบบชีวิตที่ดำเนินไปตามกฎของมันภายใน เช่น กฎของการไหลเวียนของเลือด กฎการหายใจ กฎป้องกันตน กฎของระบบประสาท การย่อย การขับถ่าย และการสืบพันธุ์ ฯ ระบบดังกล่าว เราไม่ได้ไปตั้งกฎนี้ให้เป็นไป แต่ธรรมชาติแห่งร่างกายเป็นผู้ดำเนินไปเองอย่างอัตโนมัติ 

                     ขั้นตอนต่อมาคือ  ระบบการสะสมข้อมูลของประสาทต่างๆ จากข้อมูลข้างนอก จนกลายเป็นองค์ความรู้ ที่จะตอบสนองโลก สิ่งแวดล้อม สิ่งเร้า จนเกิดทักษะในการตอบโต้ ตอบสนองตนเอง และสร้างปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ได้ตรงกัน จนเราสามารถอยู่กับผู้คน สิ่งอื่น และสภาพแวดล้อมนั้นได้ ยิ่งเราเข้าใจโลก สิ่งแวดล้อมนั้นได้มากเท่าไหร่ เราก็สามารถปรับตัวได้มากขึ้นเท่านั้น

                    แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงการพัฒนาตัวตน จากข้อมูลในชีวิตประจำวันที่สร้างสม บ่มไว้ในสมอง แล้วแสดงปฏิกิริยาออกมา อาจสร้างเป็นบุคลิกภาพหรือเอกลักษณ์ของตนได้ เรียกว่า "นิสัยหรือจริต" เราจะพบได้สมัยเป็นเด็ก เราสามารถสังเกตเห็นเด็กๆ ว่ามีอุปนิสัยไปด้านไหน กระนั้น นิสัยนั้น ก็ยังไม่เติบโตพอ ครั้นเมื่อสะสมและยืนยันในเอกลักษณ์นี้ซ้ำๆ จนกลายเป็นผู้ใหญ่ นิสัยนี้จึงถูกหล่อหลอมเป็นเอกลักษณ์ที่หนักแน่นขึ้น เรียกว่า "อัตตาตัวตน"

                     ในช่วงสมัยกำลังศึกษา เด็กๆ จึงควรได้ความรู้ ข้อมูลที่หลากหลาย เพื่อนำมาละลายอัตตาตันตนให้เจือจาง หรือให้มองเห็นองค์ความรู้ต่างๆ มีความสำคัญต่อการพัฒนาจิตใจ อารมณ์ได้ เพื่อช่วยพยุงความรู้ ความคิด ความเชื่อ การแยกแยะ วิเคราะห์ตัวตนให้ออก จะได้ไม่ยืนยันมั่นหมายว่า ตนเก่งหรือเหนือกว่าคนอื่น ดังนั้น ปัจจัยหนึ่งที่จะสร้างให้คนเราคิดเช่นนี้คือ "ความรู้และประสบการณ์"

                      พูดง่ายๆ คือ ความรู้เป็นได้คุณและโทษกับตัวเอง จึงเป็นเรื่องซับซ้อนในชีวิต ที่เกิดมาต้องเรียนรู้ เมื่อรู้แล้วจะนำไปสร้างอัตตาตัวตน ให้เข้มแข็งหรือจะนำไปซ่อมตัวตนให้พ้นการยืนยันหรืออหังการ เพื่อให้ตัวเองอ่อนโยน หรือเคารพต่อกฎธรรมชาติ กาลเวลา สิ่งแวดล้อม และผู้คน แต่เหมือนว่า โลกมนุษย์กำลังแข่งขันกันสร้างตัวตน ให้โดดเด่น เป็นใหญ่ จนข่มเหง รังแกกันตามมา 

                       นี่คือ อุปสรรคในการเรียนรู้ เข้าสู่หัวใจตน เพราะเรามุ่งเน้น เอาความรู้ไปสู้กันในเวทีการทำงาน การแข่งขันชิงตำแหน่ง ชิงอำนาจในกลุ่มชุมชนนั้น ให้ตัวเองได้รับความเป็นใหญ่ นี่คือ ระบบการบริหารงาน ที่เราถูกระบบสังคมหล่อหลอมให้เป็นไปอย่างลำดับชั้น เช่น ผู้ใหญ่สั่งลูกน้อง ลูกน้องต้องฟังผู้ใหญ่ ฝ่ายรัฐ มีข้าราชาการเป็นมือ เป็นไม้ ประชาชน คือ ผู้ถูกสั่งให้ทำตาม 

                         นอกจากนี้ อุปสรรคที่ข้ามยากคือ ความเชื่อ ความคิด ทัศนคติ เจตนคติ ส่วนตัวของเรา ซึ่งยากที่มองเห็นว่า การศึกษา การเรียนรู้ เป็นสิ่งสำคัญ เป็นพลังสนับสนุนให้เกิดมุมมองที่กว้างขึ้น มองเห็นทิศทางชีวิตได้ ในขณะเดียวกัน การเรียนรู้จากระบบในสถาบัน เช่น โรงเรียน มหาวิทยลัย ฯ ก็ใช่ว่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่ถูกต้องและสอดคล้องกับวิถีชีวิตได้ เนื่องจาก ผู้ที่จบการศึกษาสูง ก็ใช่ว่าจะมีความรู้ ความเข้าใจคนอื่นได้อย่างลึกซึ้งเท่ากับคนไร้การศึกษา ที่อาศัยตาหู มือ เท้า การคิด ในกิจกรรมประจำวันได้

                      ในอีกมุมหนึ่งของสังคม ที่เราเชื่อว่า เป็นที่พึ่งทางใจคือ คำสอนทางศาสนา ศาสนาเป็นสถาบันที่ถูกสร้าง วางกรอบให้ผู้คนใช้ความรู้ ประสบการณ์ อวัยวะ อายตนะ (สื่อทางร่างกาย) เป็นเครื่องมือในการชั่งน้ำหนัก วัดคุณค่า  ประเมินคุณภาพความเป็นแก่นมนุษย์ ให้เกิดขึ้นภายในทุกคน และเป็นบันไดที่จะฝึกฝนจิตใจ ให้เกิดความรู้ ความคิด ปัญญา เพื่อมองเห็นความจริงตามกาลเวลา ตามกฎธรรมดา และของโลกได้

                       ทั้งนี้ เพื่อให้มนุษย์ใช้ชีวิต จิตใจ ความรู้ สติ ปัญญา พัฒนา จัดการ บริหารชีวิต ให้ออกจากโลก สังคม สิ่งต่างๆ ความเชื่อ และความคิด ฯ มิให้ลุ่มหลง งมงายอย่างมืดมิด จนติดกับดักของชีวิต และโลก ซึ่งอาจพาให้เกิดความทุกข์ ความเครียด ความคับแค้นใจ  หรือเป็นทางที่จะชี้ทางเดิน ให้โปรง ว่าง สะดวกในการบริการจิตตน ให้พ้นทุกข์ขากชีวิตได้ การรู้ การเห็น การเข้าใจ เช่นนี้ ถือว่า "รู้ใจชีวิต"

                       มองในแง่สังคมไทย โดยเฉพาะเด็กๆ ที่กำลังศึกษา หาความรู้เป็นพื้นฐานใส่ตัว กลับเป็นไปที่ไม่ชอบเรียน ไม่ชอบใฝ่รู้ ใฝ่เรียน เพราะอิทธิพลของเกม สื่อ บันเทิง การแข่งขันชิงถ้วยจากประเทศต่างๆ จึงเรียน เขียน อ่าน ฟัง สื่อสาร ไม่เป็น ไม่ถูกต้องทั้งด้านภาษาและกิริยา มารยาท ขาดหายไปหมด ใหลไปตามกระแสนิยมอย่างไม่ลืมหู ลืมตา (ก้มจิ้มอย่างเดียว) ระบบการศึกษา จึงมีปัญหาทุกยุคสมัย ไม่จบสิ้น

                      สมัยเรียนเคยได้ยินอ.ท่านหนึ่งบอกว่า เราศึกษาหาความรู้มากๆ เข้า เราก็เชื่อว่า เรามีความรู้ หรือเราฉลาด แต่เราหลงผิด "เรายิ่งเรียน ยิ่งรู้ว่าตนเองโง่" ตอนนั้น ก็ยังไม่เข้าใจในประโยค มานั่งคิด ทบทวน ครุ่นคิด กอปรมีประสบการณ์มากเข้า จึงรู้ความหมายที่แท้จริง โดยเฉพาะวิชาดาราศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา  จิตวิทยา ฯ ยิ่งสร้างความสอดคล้องในประโยคนี้ อย่างชัดเจนขึ้น เรียกว่า "ซาโตริ" แล้ว

                      ความหมายของนัยนี้คือ ความรู้ ความจริง แหล่งความรู้อยู่รอบๆ ตัวเรา มันอยู่ทุกที่ ทุกแห่ง ในโลกและทุกชีวิต คือ จุดกำเนิดในการแสวงหาความรู้จริงๆ เมื่อเราเข้าโรงเรียน ความรู้ที่เราได้คือ การเรียนรู้ด้านอักขร อักษร ในเบื้องต้น ให้อ่านออก เขียนได้ เมื่อรู้แล้ว เราก็มีความสามารถที่รู้อักษร รู้การอ่าน การเขียน มาขยายสะสมให้กว้างขึ้น ก็ยิ่งทำให้เรารู้อะไรกว้างออกไปอีก ไม่รู้จบ

                      จึงกลายเป็นว่า ความรู้ที่ได้มา เป็นแค่นกต่อ เป็นแค่เปิดประตูไปสู่ห้องโถงของโลกที่กว้างขึ้น ที่เต็มไปด้วยสหวิทยาการ ความอยู่ที่อยู่ข้างนอกสมองเรา มีอีกมากมาย มหาศาล จึงเข้าลักษณะที่ว่า ยิ่งเรียนรู้ ก็ยิ่งรู้ว่า สิ่งที่เราไม่รู้มีอยู่อีกมากโข มากมาย มันเหมือนแค่เริ่มต้นของกองความรู้ที่มีอยู่ในชีวิตนี้ 

                      แต่เราก็ไม่จำเป็นที่ต้องแสวงหาความรู้เหล่านั้น มาใส่ตัวแบบไม่รู้จบสิ้น เพราะความรู้ไม่มีวันหมด ไม่มีที่สิ้นสุด อายุเวลาชีวิตแค่ ๑๐๐ ปี ไม่พอที่จะเรียนรู้เอาความรู้ในโลกได้ เนื่องจาก ยังมีความรู้อีกมหาศาล เหมือนที่พระพุทธเจ้ามักล่าวเสมอว่า ใบไม้ในกำมือตถาคต กับในป่า อันไหนมากกว่ากัน คำตอบคือ ในป่ามีมากกว่า เช่นเดียวกันกับความรู้ในสมองของเรา มีน้อยกว่า ในโลกที่เราไม่รู้อีกมากนัก

                        ฉะนั้น การเรียนรู้ จึงเหมือนว่า ยิ่งเรียน ก็ยิ่งรู้ว่า เราโง่ โง่เพราะยังมีอีกมากมาย ที่เราไม่รู้มัน แล้วเราจะอวดตัวเองไหมละเรารู้จริง ในพุทธศาสนา ยืนยันความรู้จริงๆ จากจิต เพราะโลกของจิต คือ แหล่งที่เก็บความรู้ของโลก ของชีวิตมากมาย เวลาเราสื่อความรู้ข้างในออกไปให้คนหนึ่งรับรู้ เขาก็รู้แค่นิดเดียว ยังมีอีกมากมายที่คนอื่นไม่รู้ความรู้สึกของเราที่มีอยู่ในจิตอีกมากมาย

                       อนึ่ง เราสะสมความรู้ของโลกมาไว้ในใจ แล้วเราล้วงเอาความรู้จากใจ มาใช้ มาบริหารตัวเองได้มากแค่ไหน หรือว่าเราเองก็ยังไม่สามารถล้วงเอาความรู้ในใจเราเอง ออกมาได้ไม่เท่าไหร่ นี่ก็เหมือนกัน เรารู้เรา (ใจ) น้อยนิด ยังมีแหล่งความรู้ ความจริงอีกมากมายในใจเรา ที่เรายังเข้าไม่ถึงมัน 

                      ดังนั้น ยิ่งเรารู้ใจตนเองได้มากเท่าไหร่ เราก็จะเห็น ความกว้างลึก รัศมีอาณาจักรจิต ที่กว้างใหญ่ไปศาลได้เท่านั้น และนี่คือ ยิ่งรู้จิตตน ก็ยิ่งเห็นความห่างไกลจิต ตนครับ

---------------------(๒๘/๗/๕๗)-------------------------