วัชราวุธ คือกระดูกของฤาษี ทธีจิ दधीचि
โดย ดร.วรเดช มีแสงรุทรกุล (๒๕/๗/๒๕๕๗)
ตามตำนานเล่าว่า ครั้งหนึ่ง เทพแฝด อัศวิน (เทพแห่งการแพทย์) ต้องการเรียนพรหมวิทยา แต่พระอินทร์ริษยากลัวว่า เทพแฝด อัศวิน अश्विन จะมีอำนาจมากจากความรู้ดังกล่าว
(พระอินทร์อินเดียยุคหลังพุทธกาลห้าร้อยปีนิสัยไม่ดี ไม่เหมือนพระอินทร์ไทยที่มาจากยุคพุทธกาล)
จึงห้ามให้เทพหรือฤาษีคนใดก็ตามสอน พรหมวิทยา (หรือ มธุวิทยา มีสองส่วนคือ พระเวท เป็น ปรา และ อุปนิษัท เป็น อปรา) แก่อัศวิน
แต่ฤาษีทธีจิ เป็นว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง จึงสอนพรหมวิทยาให้กับ เทพแฝดอัศวิน
ในระหว่างที่สอนเทพแฝดอัศวิน เทพทั้งสองกลัวว่า ฤาษีทธีจิจะได้รับอันตรายจากพระอินทร์จึง เปลี่ยนเศียรของฤาษีทธีจิกับม้า เมื่อสอนจบพอดี พระอินทร์รู้ด้วยญาณจึงปาอาวุธ (บางแห่งว่าสายฟ้า อ้าวไหนว่าสายฟ้าเกิดจากกระดูกฤาษีทธีจิละ?) ลงมาตัดเศียรฤาษีทธีจิ ดังนั้นเทพแฝดจึงเอาเศียรมนุษย์ที่เก็บไว้ มาต่อคืนทำให้ฤาษีทธีจิกลับมามีชีวิตเหมือนเดิมและก็ลาจากไป จากเหตุการนี้พระอินทร์จึงตั้งตนเป็นศัตรูของฤาษีทธีจิ คอยก่อกวนพระฤาษีต่างๆ
รูปล่างภาพพระอัศวิน เทพแฝดที่มีเศียรเป็นม้า
ต่อมาเมื่อพระอินทร์ลวงฆ่า วลาสูร ได้พระกัศยปะ เทพบิดร โกรธมากจึงให้กำเนิด วฤตาสูร เทพแห่งความแห่งแล้ง ซึ่งเมื่อวฤตาสูร (บางตำนานว่าเป็นงูยักษ์) เติบใหญ่ได้ไปนอนขวางทางแม้น้ำสวรรค์ไม่ให้ไหลลงมาบนพื้นโลกทำให้ทั่วทุกที่เต็มไปด้วยความแห่งแล้ง (บางตำนานว่าที่โดนหนักสุดคือ แนวป่าไนมิษารัณยะ नैमिषारण्य ซึ่งกล่าวถึงในศิวปุราณะและมหาภารตะ) เทพทั้งหลายขอให้พระอินทร์ไปกำจัด วฤตาสูร
แต่พระวิษณุบอกว่าอาวุธที่จะฆ่า วฤตาสูรได้ต้องทำมาจากกระดูกสันหลังของ ฤาษีทธีจิเท่านั้น ดังนั้นพระอินทร์จึงไปขอกระดูกสันหลังของฤาษีทธีจิ
แกล้งกันหรือเปล่า? แต่ในตำนานว่าเป็นสิ่งจำเป็นใช้ฆ่าวฤตาสูรจริงๆ คือวฤตาสูรขอพรที่จะตายเช่นนี้เพราะคิดว่าฤาษีทธีจิที่เป็นศัตรูพระอินทร์จะไม่ให้ แต่วฤตาสูตรคิดผิด เพราะฤาษีทธีจิ มีเมตตาธรรมสูง ไม่เคยโกรธเคืองพระอินทร์เลยจึงได้ยอมสละชีวิตตนเอง เพื่อให้พระอินทร์เอากระดูกสันหลังไปสร้างอาวุธ ส่วนเนื้อหนังส่วนที่เหลือก็ให้เป็นทานกับสัตว์ป่าไป
เมื่อพระอินทร์สร้างอาวุธได้ มันจึงถูกเรียกว่า วัชระ หรือ วัชราวุูธของพระอินทร์
ฤาษีทธีจิ มีบุตรชายคือ ปิปฺปลาทะ ฤาษี ในสมัยหนุ่มเคยบำเพ็ญตบะขอพรพระศิวะเพื่อให้พระองค์เปิดเนตรที่สามทำลายเทวดาทั้งหลายเพื่อแก้แค้นแทนพ่อ แต่พระศิวะกับเปิดเนตรที่สามขึ้นเล็กน้อยเพื่อเผา ฤาษีปิปฺปลาทะ ให้ได้รับความทรมาน และกล่าวว่า "เทวดานั้นเป็นความดีงามที่รักษาในส่วนต่าง ๆในร่างกายมนุษย์ เมื่อจะให้เผาทำลายเทพทั้งหลายก็ต้องทำลายเทพทั้งหลายในตัว ปิปฺปลาทะก่อน" ดูเหมือนเป็นปรัชญา
(แต่เข้าข้างพระอินทร์เห็น ๆหรือเปล่า? หรือความจริงแขกหาเหตุผลอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วแก้ไขไม่ได้ให้ดีให้งาม ว่าเป็นเหตุเป็นผลนั้นเอง เพราะเทพทั้งหลายเป็นเหมือนตัวแทนแห่งสภาวะธรรมชาติมากกว่า ซึ่งบางครั้งก็ถูกใจมนุษย์บางครั้งก็ไม่ถูกใจ แต่ถ้าเราทำลายธรรมชาติก็เท่ากับเราทำลายตัวเอง คนสร้างพระเจ้า หรือพระเจ้าสร้างคนละ?)
หลังจากที่โดนพระศิวะสั่งสอนทำให้ปิปฺปลาทะฤาษีละความแค้น และกลายเป็นฤาษีที่ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งในที่สุด
หมายเหตุ
๑. ตำนานกำเนิดพระอัศวินเทพแฝด เล่าว่าเทพอัศวิน มีหน้าเป็นม้าเพราะนางสรัณยา ธิดาของพระวิศวกรม विश्वकर्मा เทพแห่งการช่าง และเป็นชายาพระอาทิตย์หนีพระอาทิตย์ไปเพราะทนความร้อนไม่ไหว ไปแปลงเป็นม้า และให้สาวใช้คือนางฉายาทำหน้าที่แทนตนอยู่จน นางฉายาให้กำเนิดพระเสาร์ ต่อมาคิดถึงนางสรัณยา จึงแปลงเป็นม้าเพศผู้ไปสมจรกับนางม้าสรัณยา ตกลูกออกมาเป็นพระอัศวิน และก็พาเมียพาลูกกลับสวรรค์ พ่อตาพระวิศวกรรมจึงมาแปลงเอาความร้อนของพระอาทิตย์ออกและทำให้เป็นอาวุธวิเศษของเทวดาต่างๆ ตรีศูลของพระศิวะ จักรพระวิษณุ และวัชราวุธของพระอินทร์ ตำนานอินเดียมีเยอะเล่าขัดแย้งกันเอง บางตำนานกลับกล่าวว่าพระอัศวินไม่ได้มีหน้าเป็นม้า แต่เป็นเทพแฝดรูปงาม และเป็นเทพแห่งการแพทย์ บางตำนานว่าเป็น เทพแห่งการเดินทาง คือดูแลผู้เดินทางก็ว่า ชายาเทพอัศวิน เรียกว่า นางอัศวินี ซึ่งบางตำนานว่าเป็นชายาของพระจันทร์ก็มี
๒. ฤาษีทธีจิ เป็นลูกฤาษีภริคุ เพื่อพิสูจน์เทพองค์ได้น่าเคารพกว่า กันดังนั้นฤาษีภริคุจึงแสดงอาการไม่เคารพพระพรหม และพระศิวะ ซึ่งเทพทั้งสองโกรธแต่ไม่โต้ตอบเพราะพระพรหมเห็นว่าเป็นลูก พระศิวะเห็นว่าเป็นเหมือนน้อง ทำให้ฤาษีภริคุไม่พอใจ สาปให้พระพรหมไม่มีใครบูชา สาปให้พระศิวะได้รับการบูชาแต่ศิวลึงค์ และต่อมาไปถีบยอดอกพระวิษณุุเวลาที่ทรงบรรทมกับพระลักษมี พระวิษณุกลับกล่าวสรรเสริญฤาษีภริคุ ฤาษีภริคุยินดีมาก(บ้ายอ) จึงให้พรให้พระวิษณุเป็นเทพที่คนเคารพรูปบูชาของพระองค์มากที่สุด (ตำนานฝ่ายไวษณพนิกาย) ทำให้ลักษมีโกรธที่พระวิษณุไม่เอาเรื่องฤาษีภริคุ เพราะเท้าของพระฤาษีภริคุเฉียดหรือโดนหน้าพระลักษมีที่นอนอยู่บนอกพระวิษณุ และงอนหนีพระวิษณุไปอยู่ที่อื่นครั้งหนึ่ง ทำให้พระวิษณุอวตารไปได้ชายาอีกองค์คือนางปัทมวดี ซึ่งอดีตชาติเป็นนางเวทวดี (บางตำนานว่าเป็นอวตารของภูมิเทวี) ที่ปลอมเป็นนางสีดาไปอยู่แทนนางสีดาในลังกา (ตำนานติรุมาไล ของอันธประเทศ)
๓. ฤาษีอิสิกัลไลยะกะ ซึ่งเป็นครูม้ามีเศียรเป็นม้าในตำรานารายณ์ยี่สิบตำนานของไทยว่าครั้งหนึ่ง อสูรพรหมตนหนึ่งมีความอิจฉาท้าวมหาพรหม บาปจึงทำให้ไปเกิดเป็นม้า คือม้ากัณฐะกะ เป็นม้าร้ายทำร้ายสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลกพระวิษณุจึงอวตารเป็น พระทุลกีไปปราบ ระหว่างหลบหนี ม้าอสูรมาพบฤาษีสัชนาไลยระหว่างทางจึงกัดเศียรฤาษีขาด เมื่อพระทุลกีตามมา (วิษณุอวตาร) ฆ่าม้ากัณฐะกะได้จึงนำเศียรม้ามาต่อให้ฤาษีแทน ชุบชีวิตฤาษีขึ้นใหม่และให้ชื่อว่า ฤาษีอิสิกัลไลยะกะ มอบแส้และร่มทิพย์ให้ ประสาทความรู้ อัศวกรรม และให้พรให้เป็นครูม้าแก่ชาวโลก
๔. หยครีวะ ไทยคือ หัยครีพ เป็นพระวิษณุอวตารเป็นกินนรมีเศียรเป็นม้า ในมหายานว่าเป็นอสูรมารที่โพธิสัตว์ปราบ หรือโปรด ด้วยเหตุนี้หรือเปล่า?
คนไทยจึงจำ หัยครีพ สับกันกับ สังข อสูร ที่ขโมยพระเวทของพระพรหมไป บางคนก็ว่า หัยครีพเป็นสังขอสูรเลยที่เดียว แต่ของแขกแท้ๆ เป็นคนละคนกัน หัยครีพ คือ หยครีวะ เป็นเทพไม่ใช่ สังข อสูร ที่เป็นมาร
รูปล่าง รูปวัชราวุธ ของพระอินทร์ทำมาจากกระดูกมนุษย์ชัดเจน
กับรูปเทพหัยครีพศิลปะขอมโบราณ



.jpg?1406266906)