น้ำยาลบความผิดได้ไหม?

               เราถูกสอนซ้ำๆ บ่อยๆ มาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กว่า "อย่าทำชั่ว ให้ทำดี" แต่เราก็ไม่รู้ขอบเขตของคำนี่ดีพอ จึงฟังและระวังไว้เท่านั้น เมื่อเวลาเราทำอะไรด้วยตัวเอง เรามิได้ใส่ใจคำเหล่านี้สักเท่าไหร่ คือไม่รอบคอบ ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นตามมา ครั้นเมื่อเราทำผิด ความรู้สึกของพ่อแม่ เหมือนจะเน้นย้ำทฤษฎีของท่านอีกครั้งว่า "พ่อบอกแล้ว แม่บอกแล้ว" แล้วเราจะเข้าใจไหมว่า รัศมีขอบเขตนัยของพ่อแม่กินความหมายอย่างไร

               ความผิดที่เราได้กระทำลงไปบ่อยๆ ซ้ำๆ จนก่อให้ชวนคิด ตระหนักมากขึ้นว่า "สิ่งนั้น สิ่งนี้" เป็นการทำผิด ที่พ่อแม่ไม่ต้องการนั้น มันเริ่มจะเห็นเป็นรูปธรรม เมื่อเราได้เข้าโรงเรียน ที่มีครูสอนย้ำอีกครั้ง มีเพื่อนที่คอยตำหนิ ว่ากล่าวหรือรังเกียจอีกที ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวและน่าละอายที่จะทำเช่น เช่นนี้อีกซ้ำ 

              สิ่งที่เราทำผิดบ่อยๆ ซ้ำๆ ดังกล่าว จนมันสะท้อนในใจตนเอง ทำให้ทบทวนได้ว่า เราทำอะไรผิดบ้าง เราต้องระวังอะไรอีก จนกลายเป็นจิตสำนึกในพฤติกรรมของตนเองได้ โดยไม่ต้องถูกสอนอีก นี่คือ ภาระหน้าที่ในตัวเอง ที่เราทุกคนควรจะทบทวนการกระทำของตนเองให้มากขึ้น 


               กระนั้น ก็ยังไม่พอ เพราะความดีของสังคมโลกนี้ (เริ่มมาจากครอบครัว โรงเรียน) ยังแคบในตัวเองหรืออาจเข้าข้างตัวเองได้ ตลอดเวลาที่เรากำลังสัมพันธ์กับสังคมดังกล่าว เราก็ถูกสอนให้รู้จักความดี ความชั่ว เหมือนที่พ่อแม่และสังคมสอนไว้ซ้ำอีก นั่นคือ สถาบันศาสนา ที่เชื่อว่า เราทุกคนย่อมจะมีเชื้อความเชื่อ ความคิดมาจากศาสนาบ้าง เช่น บาป บุญ คุณ โทษ สวรรค์ นรก ชีวิต จิตใจ ดี ชั่ว กิเลส ตัณหา ราคะ ฯ

               ตลอดเวลาสมัยเด็กเราคงไม่รู้ขอบข่ายนัย ความลึก และความชัดเจนของหลักการของศาสนาที่พร่ำสอนเช่นนั้น แต่ด้วยการฟัง การปฏิบัติตามที่ผู้ใหญ่ชี้แนะ เราจึงได้ผลภาพของรูปลักษณ์ของ "ความหมาย" ในการแสดงออกเช่นนั้นได้บ้าง จนทำให้เรามองเห็นผลลางๆ ในอนาคตว่า จะเกิดอะไรกับตน


                อย่างไรก็ตาม มันยังไม่เพียงพอที่จะสร้างให้เราหวาดกลัว เกรงผลที่ผู้ใหญ่สอนไว้ กอปรเราคิดว่า เราเติบโต เรารู้กว้าง มีสหวิทยาการดีกว่า เราจึงไม่เชื่อตามนั้นอีกต่อไป ความเชื่อ ความคิด จึงโดดเด่นในสมองของเราขึ้นมาแทน และคำสอนเก่าๆ ที่พ่อแม่ สังคมและศาสนาสอนไว้ กลายเป็นเรื่องท้าทายกันหมด 

                 เด็กในสังคมยุคใหม่ มีพฤติกรรมทำนองนี้มากขึ้น เพราะขาดรากฐานการอบรมด้านกระบวนการบริหารจิต การตัดสินใจ การคิดอย่างรอบคอบ เนื่องจากว่า ถูกเทคโนโลยียุคใหม่เสี้ยมสอนให้เป็นคนใจด่วน ในร้อน ในแคบ สมองตื้อตัน เมื่อเวลาเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ คิดไว แต่ใจไม่หนักแน่นพอ เหมือนน้องก้อยที่ถูกโคชเช ลงโทษ แล้วโพสต์ลงโชเชียล จนตัวเองถูกวิจารณ์ นี่คือ การลงโทษโดยสังคมหรือไม่ หรือสังคมใช้หลักอะไรตัดสินเช่นนั้น

                 จากกรณีของเด็ก เยาวชน แสดงพฤติกรรมสู่สังคมสื่อออกมา หรือมีปรากฏการณ์แปลกๆ วิตถาร สุดโต่ง ที่ผิดแผกแตกต่างจากอดีต ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า เด็ดขาดรากแก้วใจ ขาดเยื่อใยต่อธรรมชาติและสังคมส่วนรวม จึงเก็บกด หมักหมก สะสมเอาไว้ในใจของตนเอง จนจัดการบริหารไม่เป็น จึงแสดงออกมาอย่างบุ่มบ่าม ห่ามๆ ห้างๆ

                ตลอดเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมาเราเห็นเด็ก เยาวชนแสดงพฤติกรรมออกมาที่ท้าทาย กฎหมาย ศีลธรรม จรรยามารยาท ในสังคมมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ เรื่อง เพศ การแต่งตัว การแสดงความคิด การโพสต์ภาพ ข้อความ การเห่อห่อ ล้อเลียนต่างชาติ ติดเกม ติดกิน ติดสบาย ติดวัตถุนิยม ฯ พฤติกรรมเหล่านี้ ไม่ได้ชี้ว่า ดีหรือชั่ว แต่มันสะท้อนคุณภาพของสมอง ในการคิด การติดโลกจนกลายเป็นเหยื่อโลกและตนเอง

                  การวัดคุณภาพเหล่านี้ มิได้วัดแค่วันนี้ แต่หากวัดกันระยะยาวของชีวิต สังคมจะดำเนินไปทิศทางใด อยู่ที่พลังเยาวชนคนรุ่นใหม่ว่า มีกระแสไปทางไหน ถ้าเยาวชนหมกมุ่นอยู่กับมาตรฐานต่ำเช่นนี้ อนาคตจะเป็นอย่างไร หลายข่าวที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพของสมองเด็กยุคนี้เช่น การฆ่าข่มขืน การโพสต์ด่ากัน การแต่งตัวยั่วยวน การใช้สื่อโชเชี่ยลเน็ตเวิร์คไปในทางบำบัดเฉพาะหน้า

                ปรากฏการณ์เหล่านี้ เราคงไม่สามารถไปจัดระบบให้อยู่ในระเบียบได้ทุกคน แต่หวังว่า การรณรงค์ การพร่ำสอน การอบรม การแสดงความเห็นเชิงตำหนิ ติติง อาจเป็นทางให้พวกเขาได้ตระหนักในปัญหาบ้านเมือง และตนเองได้บ้าง อนึ่ง อาจเป็นเครื่องชั่งน้ำหนักในเวลาเขาผิดพลาดมาว่า การทำเช่นนั้นผิดหรือถูก

                เมื่อที่สุดแล้ว ก็คงต้องปล่อยให้พฤติกรรมเขา เป็นไปตามกาลเวลาเส้นทางชีวิตของเขาเอง เมื่อเขาสะสมความผิด ความเสียหาย ความละอาย ความเจ็บปวด ฯ เขาอาจเห็นภาพดี ชั่ว สิ่งควร ไม่ควรเองได้สักวัน เมื่ออายุมากขึ้น หรือพวกเขาถูกจับลงโทษ ติดคุก กุมขัง ให้ทบทวนพฤติกรรมตัวเองได้ว่า เราผิดเอง

                การปล่อยไปเช่นนี้ ถูกกระทำ ถูกใช้มาแล้วในครอบครัวในอดีตเช่น เวลาเราทำผิดพ่อแม่ลงโทษเรา แล้วปล่อยให้เราอยู่คนเดียว ร้องไห้คนเดียว หรือเราต้องการอยู่คนเดียว เพื่อหลบการถูกคนอื่นตำหนิซ้ำอีก เมื่อโตขึ้นเราทำผิด ถูกจับติดคุก เราจะคิดได้ว่า ทำผิดไปแล้ว แล้วถูกดัดสันดาน ให้อยู่ในที่จำกัด โดดเดี่ยว จนกลายเป็นบทเรียนชีวิตได้

               ในศาสนาคริสต์ก็ใช้กรณีนี้ ในเวลาทำผิด ก็สามารถเดินทางเข้าโบสถ์สารภาพกับบาทหลวง เพื่อชำระล้างบาปให้ ในพุทธศาสนาก็ใช้วิธีขอขมาหรือให้อภัยหรือแผ่เมตตาให้ เพื่อให้ตนเองและคนอื่นไม่ติดใจในกรรมนั้นๆ 

                 ในโลกความเป็นจริง สังคมยุคนี้เป็นยุคที่ท้าทายกัน การทำผิด ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือเป็นเรื่องแปลกแต่อย่างไร หากแต่เป็นเรื่องแสดงตัวตน ให้โดดเด่น แสดงการปกป้อง รักษาชื่อเสียงตน มิให้เสื่อมเสีย จนกลายเป็นเรื่องการเอาตัวเองเป็นมาตรฐาน การสร้างความถูกต้องให้ตนเองว่า ถูกต้อง มิใช่ผิด แม้จะผิดมโนธรรมก็ตาม

                 แล้วอะไรคือ "ความดี ชั่ว ผิด ถูก" ที่แท้จริง ที่มนุษย์ควรจะถือเป็นมาตรฐานเป็นแบบอย่างสากล ผู้เขียนเชื่อว่า "น่าจะยึดตามที่อยู่ จิตใจ" ที่จะเกิดความกระเทือนต่อคนอื่น สิ่งอื่น เป็นบรรทัดฐาน กล่าวคือ ที่อยู่ของสัตว์โลกคือ โลก แผ่นดิน น้ำ ป่า นา ไร่ ที่อยู่อาศัย หากเราทำอะไรที่กระทบกระเทือนต่อสิ่งเหล่านี้ ย่อมถือว่า ผิดจากระบบนิเวศของธรรมชาติ ผลคือ ความสูญเสียจะเกิดขึ้นแก่เราและระบบทั้งมวล 

                ส่วนจิตใจ เป็นรากฐานในการแสดงออกมาสู่ภายนอก หากจัดการหรือบริหารจิตให้เหมาะสม ไม่สร้างความเดือดร้อนต่อตน (จิต) และคนอื่น ย่อมถือว่าเป็นพื้นฐานดีในกรรมต่างๆ นอกจากนั้น ขึ้นอยู่กับกฎหมาย จิตสำนึกของแต่ละคน ที่จะสร้างสรรค์สังคมและโลกอย่างไรตามเจตนาและความสามารถของแต่ละคน

              แต่หากทั้งหมดไม่ได้ผล ก็เห็นทีจะต้องใช้ความผิดจากคนนั้น มาเป็นเครื่องกำหนดเป็นบทลงโทษเขาเอง เพื่อให้เขาได้คิดรอบคอบและกว้างขึ้น นั่นคือ กล่าวตักเตือน ประณาม ประท้วง จับกุม กักขังและประหาร  การลงโทษ คือ มาตรการรื้อจิต ให้หวนคิด ทบทวนพิษในใจ ที่เคยทำผิดมาก่อน มาเป็นบทถอนความชั่ว ให้กลายเป็นเป็นคนดี เมื่อใช้มาตรการเช่นนี้ไม่ได้ผล รัฐอาจใช้วิธีกำจัดเสีย 

               การกำกัดอาจกระทบต่อรัฐเองว่า ทำเกินไปหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ แต่รัฐอาจอ้างว่า นี่คือ การกำจัดพิษร้ายในใจหรือกำจัดสิ่งชั่วร้ายในใจคนนั้น ที่บางศาสนาอ้างว่า "มารชั่วร้าย" โชคร้ายจริงๆ ที่มารมาสิงร่างของมนุษย์ จนต้องถูกกำจัดไป จึงแต่งกลอนเรื่อง "ทำผิด เพื่อให้ถูก" ไว้ดังนี้


             เด็กเยาวชน ไม่พ้นผิด คิดหัดอ่อน

ชอบใจร้อน งอนง่าย จนไหวหวั่น

สื่อออกไว ไขออกมา ว่าประจาน

จึงถูกค้าน ต้านโต้ ว่าโง่เขลา

            ความผิดแรก แลกมาได้ ให้ตำหนิ

จนรู้ดี วิถีทำ ไม่ซ้ำเค้า

มีวิสัย ได้จากผิด ไม่คิดเก่า

ผิดสอนเจ้า ให้เข้าใจ จนได้ทาง

            ผู้ใหญ่ทำ ย้ำคิด ให้ผิดแผก

จนคิดแยก แหวกวิจารณ์ ชำนาญผัง

คิดถูกได้ จากผิด ที่คิดพัง

เป็นที่ตั้ง สร้างสรรค์ วรรณกรรม

            สัตว์สรรค์สร้าง ย่างก้าว จากเท้าปีก

ใช้ปากจิก กัดกิน  ในถิ่นถ้ำ

ใช้หางสื่อ เป็นมือสาน ชำนาญจำ

ผิดซ้ำๆ ย้ำเตือนตน เป็นผลงาน

            พืชเรียนรู้ อยู่บนโลก ปกด้วยพิษ

ลองจากผิด คิดปรับปรุง พยุงผ่าน

ค่อยๆ แก้ แปรเปลี่ยน เวียนหลายกาล

จนชำนาญ ผ่านพ้น กลไกกรรม

            สังคมคน วนเวียน เลียนแบบเก่า

จากก่อเหล่า กำเนิด เกิดชาติซ้ำ

จากยีนด้อย ก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนตาม

จนตกต่ำ ซ้ำซาก มักอ่อแอ

            การหนีกรรม ที่ซ้ำซาก ต้องรักษา

และพัฒนา ทบทวน หวนปรับแก้

สิ่งทำผิด จิตวิวัฒน์ พัฒน์ดวงแด

อย่ามัวแต่ "แก้ตัว" ชั่วเหมือนเดิม

---------------------(๒๓/๗/๕๗)-----------------------