กรณีศึกษานายอู่แล่
: ชาวกะเหรี่ยงแห่งอำเภอแม่ระมาดซึ่งคุณหมอจิแห่งโรงพยาบาลระมาดเชื่อว่า
เป็นคนกะเหรี่ยงดั้งเดิมซึ่งทรงสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิด แต่ตกหล่นทางทะเบียนราษฎรตั้งแต่เกิด
โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร
เอกสารทำงานภายใต้โครงการศึกษาวิจัยและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเด็กและผู้ด้อยโอกาสในชุมชนชายแดนไทย-พม่า คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๖ (มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๖ – พฤษภาคม/กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๗)[1]
เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๗
https://www.facebook.com/note.php?saved&¬e_id=10152536668858834
--------------
บทนำ : ความเป็นมาของเรื่อง
---------------
เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๗ คุณหมอจิ จิรพงศ์ อุทัยศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่ระมาด อีเมลล์มาหา อ.เตือน บงกช นภาอัมพร และ อ.ปลาทอง ศิวนุช สร้อยทอง ซึ่งทำหน้าที่ผู้ช่วยวิจัยประจำโครงการศึกษาเด็กและเยาวชนข้ามชาติด้อยโอกาส คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า
“อาจารย์เตือน อาจารย์ปลา ครับ ผมส่งไฟล์กำหนดการการลงพื้นที่ที่จังหวัดตากระหว่างวันที่ ๑ – ๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๗ กับตัวอย่าง case มาให้ดู หมอจิ แม่ระมาด”
อ.ปลาทองจึงส่งต่อเอกสารสรุปตัวอย่างคำร้องของคนชายแดนไร้รัฐไร้สัญชาติมาให้ผู้เขียนศึกษาและออกแบบขั้นตอนการทำงานความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลแม่ระมาด และโครงการศึกษาเด็กและเยาวชนข้ามชาติด้อยโอกาส คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้เขียนจึงขอใช้บันทึกฉบับนี้เพื่อสร้างความเข้าใจในกรณีศึกษาที่โรงพยาบาลแม่ระมาดส่งเข้ามาเป็นกรณีแรก และออกแบบการทำงานเพื่อกรณีศึกษานี้ในการใช้ต้นแบบในการให้ความช่วยเหลือคนชายแดนที่มีปัญหาการรับรองสถานะบุคคลที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บริการของโรงพยาบาลแม่ระมาด
--------------
กรณีศึกษานายอูแล่ – กรณีต้นแบบภายใต้การทำงานความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลแม่ระมาด และโครงการศึกษาเด็กและเยาวชนข้ามชาติด้อยโอกาส คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
---------------
กรณีศึกษาแรกที่โรงพยาบาลแม่ระมาดส่งเข้ามาที่โครงการศึกษาเด็กและเยาวชนข้ามชาติด้อยโอกาส คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีชื่อว่า “นายอู่แล่” ทั้งนี้ โดยมีข้อเท็จจริงตามแบบสอบถามเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๗ ที่ทำโดยนางสุวพิชญ์ สะสม[2] แห่ง โรงพยาบาลแม่ระมาด ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนายอู่แล่ดังต่อไปนี้
นายอู่แล่อ้างว่า ตนเป็นบุตรของคนในชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ซึ่งเกิดเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙ นายอู่แล่อ้างว่า เขาเกิดในประเทศไทย แต่เกิดนอกโรงพยาบาล เขาจึงไม่มีหนังสือรับรองการเกิดที่ออกโดยโรงพยาบาล แต่เขายังมีพยานบุคคลที่รู้เห็นการเกิด ๑ คน กล่าวคือ นางน่อเปี๊ยะ ศรศิลปาวุธ ซึ่งมีเลขประจำตัว ๑๓ หลักตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ๑๓ หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข ๓ พยานบุคคลดังกล่าวเป็นเพื่อนบ้าน ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๒ และในปัจจุบัน อาศัยอยู่ที่ตำบลสามหมื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ในปัจจุบัน เขายังมิได้ร้องขอทำหนังสือรับรองการเกิดตามมาตรา ๒๐/๑[3] แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ อันจะนำไปสู่การมีหนังสือรับรองการเกิดเพื่อยืนยันสถานะคนเกิดในประเทศไทย
บิดาของนายอู่แล่มีชื่อว่า นายพะเปียพอ ไม่มีนามสกุล เป็นคนในชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ในทะเบียนบ้านไม่ระบุเลขบัตรประชาชน แต่ระบุว่า เป็นคนสัญชาติไทย นายอู่แล่เล่าว่า บิดาเกิดในประเทศไทย แต่เป็นการเกิดนอกโรงพยาบาล ในปัจจุบัน บิดาเสียชีวิตแล้ว แต่ไม่ได้เล่าว่า บิดาเสียชีวิตเมื่อใด และเพราะอะไร
ส่วนมารดาของนายอู่แล่มีชื่อว่า นางวาเก่ เสรีวานิช ซึ่งเป็นคนในชาติพันธุ์กะเหรี่ยง มารดาเกิดในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๕ เธอเกิดนอกโรงพยาบาล ณ หมู่บ้านตะโป๊ะปู่ ตำบลแม่ต้าน อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก เธอมิได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายกับบิดาของนายอู่แล่ เธอไม่สามารถใช้ภาษาไทยได้เลย เธอไม่เคยเข้าสู่ระบบการศึกษาไทยเลย เธอยังมีชีวิตอยู่ เธอมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ หมู่บ้านตะโป๊ะปู่ ตำบลแม่ต้าน อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ในสถานะคนสัญชาติไทย ซึ่งมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข ๕ ดังนั้น จึงสันนิษฐานได้ว่า รัฐไทยได้รับรองว่า มารดาของนายอู่แล่มีสถานะเป็นคนที่มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิด แต่อาศัยอยู่จริงที่หมู่บ้านแสม ตำบลสามหมื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก
นายอู่แล่มีพี่น้องร่วมบิดาและมารดาเดียวกันอีก ๓ คน โดยนายอูแล่เป็นพี่ชายคนโต โดยมีน้องชายอีก ๓ คน กล่าวคือ (๑) นายพะบิ้เค เสรีวานิช ซึ่งเกิด ณ หมู่บ้านตะโป๊ะปู่ ตำบลแม่ต้าน อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก (๒) นายพะหนุทู เสรีวานิช ซึ่งเกิด ณ สถานที่เดียวกับพี่ชายเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๘ และ (๓) นายพะดาโพ เสรีวานิช ซึ่งเกิดในสถานที่เดียวกับพี่ชายทั้งสองคนแรก เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๕ ข้อเท็จจริงปรากฏอีกว่า น้องชายทั้งสามคนของนายอู่แล่ได้รับการบันทึกชื่อในทะเบียนบ้านในสถานะคนสัญชาติไทย ซึ่งมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข ๕ ดังนั้น จึงสันนิษฐานได้ว่า รัฐไทยได้รับรองว่า บุคคลทั้งสามมีสถานะเป็นคนที่มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิด เราพบอีกว่า บุคคลทั้งสามถือบัตรประชาชนตามกฎหมายไทยว่าด้วยบัตรประชาชน ผู้เขียนเดาว่า นายอู่แล่ก็น่าจะเกิด ณ สถานที่เดียวกันกับน้องชายทั้งสามคน กล่าวคือ หมู่บ้านตะโป๊ะปู่ ตำบลแม่ต้าน อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ซึ่งเป็นภูมิลำเนาแต่ดั้งเดิมของบิดาและมารดา ซึ่งผู้เขียนขอให้ทางโรงพยาบาลแม่ระมาดโปรดตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจน และทำบันทึกแนบท้ายแบบสอบถามที่ทำในวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๗ โดยนางสุวพิชญ์ สะสม
ในปัจจุบัน นายอู่แล่อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านหนองหลวง ตำบลสามหมื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก และก็เป็นที่อยู่ที่ปรากฏตามทะเบียนประวัติประเภท ท.ร.๓๘ ก ที่นายอู่แล่มีชื่อปรากฏอยู่ และนายอู่แล่ อ้างพยานบุคคล ๒ คน ที่อาจรับรองการอาศัยอยู่ของเขาในประเทศไทย ก็คือ (๑) นายอธิชน โอภาสอำนวย (๒) นายหม่อ เซเหมื่ย และ (๓) นายเอสุก ชานวาทิกตรธกุล ซึ่งพยานบุคคลทั้ง ๓ คน มีสถานะคนสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ในสถานะคนสัญชาติ และมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข ๓ อีกทั้งยังเป็นทะเบียนบ้านในหมู่บ้านหนองหลวง อำเภอแม่ระมาด ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกันกับนายอู่แล่ ซึ่งอ้างว่า อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๒ ดังนั้น จึงต้องสอบข้อเท็จจริงให้ทราบว่า ตั้งแต่เกิดจนถึง พ.ศ.๒๕๔๒ นายอู่แล่อาศัยอยู่ ณ ที่ใด ?
นายอู่แล่นับถือศาสนาคริสต์
เขาฟังและภาษาไทยได้ แต่ไม่สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้ เขาไม่เคยได้รับการศึกษาในสถาบันการศึกษาไทยเลย
เขาประกอบอาชีพเกษตรกรรม เขามีรายได้ประมาณ ๑๕๐๐ บาทต่อเดือน
เขาไม่เคยได้รับโทษตามกฎหมายอาญาใดๆ
นางสุวพิชญ์ สะสม ผู้ทำแบบสอบถามเกี่ยวกับนายอู่แล่ยังสรุปอีกว่า “นายอู่แล่มีบุตรสามคนที่ยังไม่มีบัตรประชาชน และ ท.ร.๑๔” แต่นางสุวพิชญ์มิได้ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภริยาของนายอู่แล่ ผู้เขียนจึงเดาว่า ภริยาของนายอู่แล่น่าจะไม่ถือบัตรประชาชนตามกฎหมายไทย และปรากฏตามปากคำของนายอู่แล่ตามแบบสอบถามว่า เขาไม่อาจแจ้งการเกิดของบุตรได้ ผู้เขียนจึงเดามีบุตรทั้งสามจึงมีปัญหาการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย ผู้เขียนจึงขอให้นางสุวพิชญ์โปรดกรอกแบบสอบถามและรวบรวมพยานเอกสารเกี่ยวกับบุคคลทั้งสี่กลับมายังคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง
--------------
กรณีศึกษานายอูแล่ – ปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติที่เขาประสบอยู่
---------------
จะเห็นว่า นายอู่แล่ประสบปัญหาความไร้รัฐโดยสิ้นเชิงตั้งแต่เกิดจนถึงวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๔ แต่แม้อำเภอแม่ระมาดจะบันทึกชื่อของนายอู่แล่ในทะเบียนประวัติตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร (ท.ร.๓๘ ก) และมีเลขประจำตัวประชาชนตามกฎหมายนี้ ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๐ ก็ตาม นายอู่แล่ก็ยังประสบปัญหาความไร้สัญชาติ เพราะเขายังไม่ได้รับการรับรองสถานะคนสัญชาติโดยรัฐใดเลยบนโลก
โดยสรุป นายอู่แล่เคยได้รับการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยดังปรากฏตามเอกสารที่ออกโดยรัฐไทย ๓ ลักษณะ ดังต่อไปนี้ (๑) ท.ร.๑๔/๑ ออกโดยอำเภอแม่ระมาด ระบุวันที่ได้รับการย้ายชื่อเข้าในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๔ (๒) บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ซึ่งออกโดยสำนักทะเบียนแม่ระมาด เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๔ และ (๓) สำเนาทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ท.ร.๓๘ ข) จัดทำโดยสำนักทะเบียนอำเภอแม่ระมาด เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๔
--------------
กรณีศึกษานายอูแล่ – ปัญหาความด้อยโอกาสที่เขาประสบอยู่
---------------
นายอู่แล่บอกว่า เขามีปัญหาหลายอย่าง กล่าวคือ
ในประการแรก เขาบอกว่า เขาไม่สามารถแจ้งการเกิดของบุตรในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยได้ แต่แบบสอบถามไม่ได้บอกถึงข้อเท็จจริงของบุตรของนายอู่แล่ว่า มีกี่คน ? และเกิดเมื่อไหร่ ? ที่ไหน ?
เขาบอกว่า ปัญหาในประการที่สองของเขา ก็คือ ปัญหาความไร้สัญชาติที่เขาประสบอยู่
ปัญหาในประการที่สามของเขา ก็คือ ปัญหาการขออนุญาตเดินทางในประเทศไทย โดยเฉพาะการเดินทางเพื่อการทำงาน
ปัญหาในประการที่สี่ของเขา ก็คือ ปัญหาที่เขาต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเอง เมื่อไม่สบายและต้องมาโรงพยาบาล ทั้งที่เขายากจนมาก
ปัญหาในประการที่ห้าของเขา ก็คือ ก็คือ เขาไม่อาจจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายกับภริยา
ปัญหาในประการที่หกของเขา ก็คือ เขามีปัญหาในการหางานทำ ไม่มีอาชีพที่มั่นคง เขาไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย
ปัญหาในประการที่เจ็ดของเขา ก็คือ เขาคงไม่อาจเข้าถึงสิทธิในสวัสดิการตามกฎหมายไทยที่ให้แก่ผู้สูงอายุ เมื่อเขามีอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์
ปัญหาในประการที่แปดของเขา ก็คือ เขาเล่าว่า เขาคงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องหรือคำขอเพื่อใช้สิทธิใดๆ แต่อย่างไรก็ตาม เขาระบุต่อมาว่า เขายังไม่เคยยื่นคำร้องขอความช่วยเหลือทางกฎหมายมาก่อนเลย
--------------
ความเห็นทางกฎหมายเบื้องต้นต่อสิทธิในสถานะบุคคลของนายอู่แล่ตามกฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติไทย– นายอู่แล่มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดหรือไม่ ?
---------------
เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๗ คุณหมอจิเขียนอีเมลล์ถึงผู้เขียน เพื่อเล่าถึง “คนไร้สัญชาติซึ่งเป็นชาวเขาตกหล่น” โดยให้รายละเอียดว่า พวกเขา “มักกระจายอยู่ในหมู่บ้านชาวเขาที่อยู่ห่างไกล เดินทางลำบาก เข้าถึงได้ยาก กลุ่มนี้ได้แก่ คนพิการ ผู้สูงอายุ ติดฝิ่น สาเหตุที่กลุ่มนี้ไม่ได้สัญชาติเนื่องจากมีข้อจำกัดในการไปติดต่อ แสดงตนที่อำเภอ ผู้นำชุมชนในสมัยก่อนก็มักไม่ให้ความสำคัญ เนื่องจากเห็นว่า คนกลุ่มนี้อยู่แต่ในหมู่บ้าน ไม่ได้ไปไหน การมีบัตรประชาชนหรือไม่ ก็ไม่สำคัญ แต่เนื่องจากปัจจุบันหลักประกันสุขภาพ(สปสช.)ผูกกับสัญชาติ คนกลุ่มนี้จึงมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพ เริ่มเห็นความสำคัญและต้องการได้สัญชาติ ผมได้ให้เจ้าหน้าที่กรอกแบบฟอร์มไว้เป็นตัวอย่าง ๑ ครอบครัว พร้อมแล้วจะส่งให้อาจารย์ปลา ครับ” และกรณีตัวอย่างที่ส่งมาให้ ก็คือ กรณีของนายอู่แล่
สำหรับความเห็นทางกฎหมายเบื้องต้นของผู้เขียน ก็คือ
ในประการแรก หากเรารับฟังได้ว่า นายอู่แล่เกิดในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙ ดังที่ปรากฏตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามแบบสอบถามเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๗ ก็อาจสรุปว่า นายอู่แล่มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดนโดยผลของมาตรา ๗ (๓)[4] แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งมีผลรับรองสิทธินี้ตั้งแต่เขาเกิด เป็นต้นมา ทั้งนี้ เพราะเมื่อเขาเกิดในประเทศไทย เขามีข้อเท็จจริงที่ครบองค์ประกอบตามกฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติที่มีผลในขณะที่เขาเกิดกำหนด และนอกจากนั้น เขายังไม่เสียสัญชาติไทยนี้ในวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ โดยผลของข้อ ๑[5] แห่ง ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ เพราะเขาไม่มีข้อเท็จจริงครบตามที่ข้อดังกล่าวกำหนด กล่าวคือ มารดาของเขาเป็นคนที่เกิดในประเทศไทย มิใช่คนต่างด้าวที่มีลักษณะการเข้าเมืองแบบไม่ถาวร จึงสรุปได้ว่า นายอู่แล่ย่อมมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิด จะเห็นว่า เมื่อเขาเกิดนอกโรงพยาบาล เขาจึงไม่อาจมีหนังรับรองการคลอดหรือหนังสือรับรองการเกิดโดยโรงพยาบาล และขอให้สังเกตว่า ในขณะที่เขาเกิด อาจยังไม่มีอำเภอในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่เขาอาศัยอยู่ และอาจยังไม่มีสถาบันกำนันผู้ใหญ่บ้านในบริเวณที่เขาเกิด การรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อใช้สิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนของนายอู่แล่จึงอาจต้องใช้พยานบุคคลที่น่าเชื่อถือ เพื่อการทำคำพยานบุคคลผู้รู้เห็นการเกิดในประเทศไทยของนายอู่แล่ ผู้เขียนจึงขอเสนอแนะให้ อ.ปลาทอง ศิวนุช สร้อยทอง อาจเข้าสนับสนุนการฝึกอบรมบุคคลากรของโรงพยาบาลแม่ระมาดเพื่อทำคำพยานบุคคลในลักษณะนี้ โดยยึดมาตรฐานการทำงานตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๘๓๔/๒๕๓๗ [6] และกรณีศึกษานายชาญ สุจินดา[7] ซึ่งจัดการโดยบางกอกคลินิกเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๖ เราจึงควรมีการหารือในประเด็นนี้ในระหว่างการเยี่ยมพื้นที่บริการของโรงพยาบาลแม่ระมาดในวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๗
ในประการที่สอง หากเรารับฟังได้ว่า นายอู่แล่มีมารดาเป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิด ดังที่ปรากฏตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามแบบสอบถามเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๗ ก็อาจสรุปว่า นายอู่แล่มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดาโดยผลของมาตรา ๑๐[8] แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ ซึ่งมีผลรับรองสิทธินี้ตั้งแต่วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ เป็นต้นมา ทั้งนี้ เพราะเขาเกิดจากนางวาเก่ เสรีวานิช ซึ่งมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิด การรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อใช้สิทธิดังกล่าว อาจใช้พยานบุคคลหรือพยานดีเอนเอก็น่าจะได้ และด้วยนายอู่แล่เป็นคนยากจน โรงพยาบาลแม่ระมาดจึงอาจขอรับทุนสนับสนุนจากกองทุนยุติธรรมซึ่งบริหารจัดการโดยกระทรวงยุติธรรม ซึ่งการร้องขอใช้สิทธิดังกล่าว อ.ปลาทอง ศิวนุช สร้อยทอง อาจเข้าสนับสนุนบุคคลากรของโรงพยาบาลแม่ระมาดเพื่อเข้าหารือการใช้สิทธิกับกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและโรงพยาบาลที่มีบริการการตรวจดีเอนเอเพื่อการนี้[9] เราจึงควรมีการหารือในประเด็นนี้ในระหว่างการเยี่ยมพื้นที่บริการของโรงพยาบาลแม่ระมาดในวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๗
ในประการที่สาม หากเรารับฟังได้ว่า นายอู่แล่มีบิดาเป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิด ดังที่ปรากฏตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามแบบสอบถามเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๗ ก็อาจสรุปว่า นายอู่แล่มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดาโดยผลของมาตรา ๒๑[10] แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งมีผลรับรองสิทธินี้ตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ เป็นต้นมา ทั้งนี้ เพราะเขาเกิดจากนายพะเปียพอ ซึ่งมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิด การรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อใช้สิทธิดังกล่าว อาจจะต้องใช้พยานบุคคลเท่านั้น การตรวจดีเอนเอเพื่อการนี้น่าจะลำบาก อาจจะเป็นไปได้ แต่จะมีราคาแพงมากกว่าและอาจมีข้อโต้แย้ง เพราะบิดาของนายอู่แล่เสียชีวิตแล้ว จึงต้องตรวจผ่านน้องชาย ซึ่งข้อโต้แย้งที่อาจยกขึ้นมา ก็คือ น้องชายก็อาจมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนเท่านั้นก็เป็นได้ ทางออกที่ดี ก็คือ ควรจะต้องใช้พยานบุคคลที่น่าเชื่อถือที่อาจรับรองสัมพันธภาพระหว่างนายอู่แล่และนายพะเปียพอ เราจึงควรมีการหารือในประเด็นนี้ในระหว่างการเยี่ยมพื้นที่บริการของโรงพยาบาลแม่ระมาดในวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๗ เช่นเดียวกัน
โดยสรุป ในปัจจุบัน จึงสรุปได้ว่า หากข้อเท็จจริงเป็นไปดังที่นายอู่แล่กล่าวอ้างจริง เขาจึงมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดทั้งโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดาและมารดา ตลอดจนโดยหลักดินแดน ทั้งนี้ เพราะเขามีจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิดกับประเทศไทยเท่านั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เขามีจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิดกับรัฐต่างประเทศเลย ปัญหาความไร้สัญชาติของเขาจึงเป็นไปโดยข้อเท็จจริงมิใช่ข้อกฎหมาย ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเป็นความผิดพลาดในการจัดการคนชาติพันธุ์ดั้งเดิมของรัฐไทย อันกล่าวได้ว่า ปัญหาการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายเป็นหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยย่อมต้องรับผิดชอบโดยพลัน ข้อกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ ก็คือ (๑) ข้อ ๖[11] และ ข้อ ๑๕[12] แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน[13] ค.ศ.๑๙๔๘/พ.ศ.๒๔๙๑ (๒) ข้อ ๑๖[14] แห่งกติกาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิทางแพ่ง/พลเมืองและทางการเมือง[15] ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙ และ (๓) ข้อ ๕[16] แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ ค.ศ.๑๙๖๕/พ.ศ.๒๕๐๘ [17] ดังนั้น ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้เราอันได้แก่ โรงพยาบาลแม่ระมาดและคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ลังรอที่จะประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดตากและนายอำเภอแม่ระมาดเพื่อจัดการปัญหาความไร้สัญชาติให้แก่นายอู่แล่และครอบครัว
--------------
ความเห็นทางกฎหมายเบื้องต้นต่อสิทธิในสถานะบุคคลของนายอู่แล่ตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร– นายอู่แล่มีสิทธิในสถานะราษฎรไทยหรือไม่ ?
---------------
จะเห็นว่า นายอู่แล่มีสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในสถานะคนสัญชาติไทยมาตั้งแต่เขาเกิดใน พ.ศ.๒๕๐๙ อันได้แก่ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๔๙๙ แต่ด้วยการตกหล่นทั้งจากการจดทะเบียนคนเกิดและคนอยู่ตามกฎหมายดังกล่าว เขาจึงตกเป็นคนไร้รัฐโดยสิ้นเชิง อันทำให้ถูกถือเป็นคนต่างด้าวที่มีลักษณะการเข้าเมืองแบบผิดกฎหมายโดยผลของกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง จนกว่าจะพิสูจน์สถานะคนที่มีสิทธิในสัญชาติไทยได้
เมื่ออำเภอแม่ระมาดจะบันทึกชื่อของนายอู่แล่ในทะเบียนประวัติตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในสถานะบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๔ เขาจึงมีสถานะเป็น “ราษฎรไทยประเภทคนไร้รัฐหรือบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร” ตามมาตรา ๓๘ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑
แต่อย่างไรก็ตาม หากเราอาจพิสูจน์ว่า นายอู่แล่มีสิทธิในสัญชาติไทยอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น อำเภอแม่ระมาดก็จะมีหน้าที่บันทึกชื่อเขาในทะเบียนบ้านคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ เป็นไปโดยผลของมาตรา ๓๖ วรรคแรก[18] แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ และหากนายอำเภอปฏิเสธหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าว นายอู่แล่ก็ย่อมมีสิทธิฟ้องนายอำเภอดังกล่าวต่อศาลปกครอง ทั้งนี้ เป็นไปโดยผลของมาตรา ๔๗ วรรคแรก[19] แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
สำหรับการจัดการสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทยของนายอู่แล่นั้น เราน่าจะขอหารือท่านนายอำเภอแม่ระมาดในช่วงการลงพื้นที่ในวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๗ ได้ และน่าจะเป็นโอกาสที่จะหารือขั้นตอนการทำงานที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีความมั่นใจ โดยเฉพาะฝ่ายอำเภอซึ่งจะต้องทำหน้าที่รักษาการทั้งตามกฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติไทยและการทะเบียนราษฎร นอกจากนั้น ความสำเร็จในการพิสูจน์สิทธิในสัญชาติไทยของนายอู่แล่ย่อมหมายถึงสิทธิในสัญชาติไทยของบุตรทั้งสามคนของนายอู่แล่ที่ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในแบบสอบถามเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๗
--------------
ความเห็นทางกฎหมายเบื้องต้นต่อสิทธิในสถานะบุคคลของนายอู่แล่ตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง – นายอู่แล่มีสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายคนเข้าเมืองอย่างไร ?
---------------
ในระหว่างที่นายอู่แล่และบุตรทั้งสามยังไม่อาจพิสูจน์สิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโยผลของกฎหมายดังวิเคราะห์ได้ พวกเขาทั้งสี่ยังถูกถือเป็นคนต่างด้าวตามมาตรา ๕๗ วรรคแรก[20] แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ และเป็นคนต่างด้าวที่มีลักษณะการเข้าเมืองผิดกฎหมายตามมาตรา ๕๘[21] แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ การเดินทางเพื่อการใช้สิทธิมนุษยชน อันได้แก่ การเดินทางเพื่อ (๑) การประกอบอาชีพ (๒) การศึกษา (๓) การรักษาพยาบาล และ (๔) พิธีกรรมด้านวัฒนธรรม จึงเป็นสิ่งที่ทำได้โดยการขออนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด หากเป็นการเดินทางภายในประเทศไทย หรือโดยการขออนุญาตจากปลัดกระทรวงมหาดไทย ห่กเป็นการเดินทางเข้าออกประเทศไทย และในการเดินทางภายในประเทศไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดมักมอบอำนาจให้นายอำเภอเป็นผู้อนุญาตแทน ในกรณีที่นายอำเภอไม่ยอมรับรองสิทธิเดินทางเพื่อสิทธิมนุษยชน ก็แนะนำให้นายอู่แล่ร้องทุกข์ไปยังประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อทำความเข้าใจกับนายอำเภอดังกล่าว
แต่เมื่อนายอู่แล่และบุตรทั้งสามได้รับการพิสูจน์สิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดดังกล่าวจนได้รับการออกเอกสารแสดงสิทธิดังกล่าว อันได้แก่ (๑) สำเนาทะเบียนบ้านคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) และ (๒) บัตรประชาชนตาม พ.ร.บ.บัตรประชาชน พ.ศ.๒๕๒๖ พวกเขาก็จะมีสิทธิในเสรีภาพที่จะเดินทางในลักษระเดียวกับคนสัญชาติไทยโดยทั่วไป ทั้งนี้ เป็นไปตามจารีตประเพณีการปกครองของรัฐไทยในเรื่องการเข้าเมือง พวกเขาย่อมไม่ตกอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒[22] จึงไม่มีความจำเป็นต้องขออนุญาตตามกฎหมายดังกล่าวอีกต่อไป แม้คณะรักษษความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ แต่คณะบุคคลดังกล่าวก็มิได้ประกาศยกเลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญตามจารีตประเพณีการปกครองที่ดำรงอยู่คู่กับประเทศไทยมายาวนาน ดังนั้น แม้เราจะยังไม่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร เมื่อนายอู่แล่ได้รับการรับรองสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดที่มีมาตั้งแต่เกิด บุตรทั้งสามก็ย่อมจะมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิดเช่นกัน พวกเขาทั้งสี่จึงมีสิทธิในสถานะคนสัญชาติไทยทุกประการ ไม่เพียงแต่สิทธิในเสรีภาพที่จะเดินทาง
--------------
บทสรุป : ก้าวต่อไปเพื่อการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่นายอู่แล่และครอบครัว
---------------
ผู้เขียนจึงขอเสนอแนะคุณหมอจิ จิรพงศ์ อุทัยศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่ระมาด ที่จะกำหนดประเด็นที่จะหารือกับคุณหมอจิและคณะผู้อำนวยการโรงพยาบาลชายแดนตาก[23]ที่อยู่ในเครือข่ายมวลมิตรของคุณหมอจิ เพื่อการหารือก้าวต่อไปเพื่อนายอู่แล่และครอบครัว ในระหว่างนี้ โดยเฉพาะในระหว่างวันที่ ๑ – ๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๗ ซึ่งผู้เขียนและคณะจะไปเยี่ยม (๑) โรงพยาบาลท่าสองยาง (๒) โรงพยาบาลแม่ระมาด และ (๒) โรงพยาบาลพบพระ ดังนี้
ในประการแรก เรา กล่าวคือ (๑) คณะของผู้เขียนจากโครงการศึกษาเด็กและเยาวชนข้ามชาติด้อยโอกาส คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์[24] และ (๒) คุณหมอจิ จิรพงศ์ อุทัยศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่ระมาด ที่จะกำหนดประเด็นที่จะหารือกับคุณหมอจิและคุณผู้อำนวยการโรงพยาบาลชายแดนตากที่อยู่ในเครือข่ายมวลมิตรของคุณหมอจิ น่าจะได้มีโอกาสหารือถึงแนวคิดและขั้นตอนที่จะให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่นายอู่แล่ ชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิม แห่ง อำเภอแม่ระมาดที่ตกหล่นจากทะเบียนราษฎรของรัฐไทย
ในประการที่สอง หากเป็นไปได้ ทีมงานของโรงพยาบาลแม่ระมาดน่าจะรวบรวมเอกสารรับรองตัวบุคคลที่ออกโดยรัฐไทย สำหรับนายอู่แล่และครอบครัว ตลอดจน (๑) บิดามารดา น้องชาย และ (๒) เหล่าพยานบุคคลทั้งหมด
ในประการที่สาม สำหรับการกรอกแบบสอบถามสำหรับภริยาของนายอู่แล่และบุตรทั้งสามก็เป็นสิ่งที่ควรทำโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ เพื่อที่เราจะได้มีโอกาสเรียนรู้ตัวอย่างของครอบครัวนี้ และใช้เป็นต้นแบบการทำงานเพื่อเข้าใจปัญหาและกำหนดขั้นตอนการจัดการปัญหา ผู้เขียนเห็นว่า ประสบการณ์จากการทำงานนี้จะนำไปสู่การเรียนรู้ในโรงเรียนกฎหมายเคลื่อนที่เพื่อคนชายแดนที่มีปัญหาการรับรองสถานะบุคคลที่จะจัดขึ้นครั้งต่อไปที่ท่าสองยางในระหว่างวันที่ ๒๓ – ๒๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๗ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง (๑) โรงพยาบาลท่าสองยาง (๒) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ (๓) มูลนิธิฮันส์ ไซเดล แห่งประเทศเยอรมัน
ในประการที่ห้า ผู้เขียนขอเสนอให้คณะผู้ช่วยวิชาการของโครงการศึกษาเด็กและเยาวชนข้ามชาติด้อยโอกาส คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โปรดดำเนินการเพื่อสร้างความเป็นไปได้ในการดำเนินการพิสูจน์สิทธิในสัญชาติไทยให้แก่นายอู่แล่ดังต่อไปนี้ (๑) ขอให้ อ.ปลาทอง ศิวนุช สร้อยทอง จัดเอกสารเพื่อที่โรงพยาบาลแม่ระมาดจะเขียนคำร้องถึงคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อที่ท่านคณบดีจะอนุญาตให้โครงการศึกษาเด็กและเยาวชนข้ามชาติด้อยโอกาสฯ เข้าสนับสนุนโรงพยาบาลแม่ระมาดเพื่อนายอู่แล่และครอบครัว (๒) ขอให้อ.ปลาทอง ศิวนุช สร้อยทอง เตรียมเอกสารขอตรวจดีเอนเอในรูปแบบที่ อ.เชอรี่ พวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์ จัดทำในกรณีศึกษาน้องอาเซียนที่เสนอโดยโรงพยาบาลอุ้มผาง และส่งให้คุณหมอจิลงนามถึงอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ หนังสือนี้ควรจะสำเนาถึงโครงการศึกษาเด็กและเยาวชนข้ามชาติด้อยโอกาสฯ ทั้งนี้ เสนอให้คุณหมอจิเป็นผู้ลงนาม (๓) ขอให้ อ.ดร.ชาติชาย เชษฐสุมนหารือท่านรองอธิบดี ปิติกานต์ สิทธิเดช เพื่อการนี้ และ (๔) ขอให้นายสราวุธ ไสยกิจ ซึ่งทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “กลไกในการรับรองสิทธิในความยุติธรรม ภายใต้กระทรวงยุติธรรมไทยกรณี กองทุนยุติธรรม” โปรดติดตามศึกษาเรื่องการร้องขอทุนต่ออธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เพื่อตรวจดีเอนเอระหว่างนายอู่แล่และมารดา และสรุปผลของเรื่องลงในวิทยานิพนธ์
ในประการที่สี่และเป็นประการสุดท้าย เรื่องราวของน่ายอู่แล่ ตลอดจนประสบการณ์ในการจัดการปัญหาให้แก่นายอู่แล่ ย่อมเป็น “สื่อการเรียนรู้” สำหรับคณะบุคคลที่ยอมรับลงพื้นที่ทำรายงานสถานการณ์ (Situation Survey) ภายใต้โครงการการลงพื้นที่เพื่อทำรายงานสถานการณ์ด้านการจัดการสุขภาวะของคนชายแดนที่มีปัญหาสถานะและสิทธิตามกฎหมายในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน[25] ซึ่งโครงการศึกษาเด็กและเยาวชนข้ามชาติด้อยโอกาส คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อาสาทำขึ้นเพื่อโรงพยาบาลชายแดนที่จังหวัดตากและเครือข่ายมวลมิตรของโรงพยาบาลดังกล่าว
ในที่สุด ผู้เขียนจึงขอขอบคุณนายอู่แล่และครอบครัวที่ยอมรับเป็นกรณีศึกษาเพื่อสร้างความเข้าใจในปัญหาการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายของคนชายแดนซึ่งอาศัยในจังหวัดตาก ตลอดจน ผู้เขียนใคร่ขอแสดงความขอบคุณอย่างมากมายต่อคุณหมอจิ จิรพงศ์ อุทัยศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่ระมาด ที่ยอมรับที่จะแสวงหาเรื่องจริงจากสังคมเพื่อสร้าง “เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ” เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการให้ความช่วยเหลือคนชายแดนที่มีปัญหาการรับรองสถานะบุคคลที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บริการของโรงพยาบาลชายแดนไทย-เมียนมาร์ จะเห็นว่า ประโยชน์ของเครื่องมือที่เกิดขึ้นจากการศึกษาจากเรื่องราวของนายอู่แล่และครอบครัวนี้ย่อมมิใช่การจัดการปัญหาแบบเฉพาะราย ซึ่งคุณหมอจิไม่อยากยอมรับ และตั้งเงื่อนไขต่อนักวิจัยที่เข้ามาขอทำงานในพื้นที่บริการของโรงพยาบาลแม่ระมาด หากแต่อาจนำมาซึ่งแนวคิดในการปฏิรูปกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชาวเขาดั้งเดิมที่ตกหล่นจากทะเบียนราษฎรของรัฐไทย คุณหมอจิก็น่าจะเห็นด้วยว่า กรณีศึกษานายอู่แล่คงมีผลดีต่อนายอู่แล่อีกหลายคน หรือแม้หลายร้อยคนมิใช่หรือ
[1] หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “โครงการชายแดนไทยพม่าศึกษา” หรือ “โครงการปีที่สอง” หรือ “โครงการศึกษาเด็กและเยาวชนข้ามชาติด้อยโอกาส คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”
[2] นางสุวพิชญ์ สะสม เป็นคนในชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เธอจบปริญญาตรีด้านสาธารณสุข และต่อมา ทำงานในฝ่ายส่งเสริมสุขภาพของโรงพยาบาลแม่ระมาด เธอจึงสามารถสอบปากคำนายอู่แล่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เธอไม่มีปัญหาด้านภาษาที่จะเข้าถึงเจ้าของปัญหา และเธอไม่มีปัญหาที่จะเข้าใจวิธีคิดของนายอู่แล่ ซึ่งเป็นคนในชาติพันธุ์เดียวกัน
[3] ซึ่งบัญญัติว่า “ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้สัญชาติไทยแก่กลุ่มบุคคลใดหรือให้กลุ่มบุคคลใดแปลงสัญชาติเป็นไทยได้ หรือกรณีมีเหตุจำเป็นอื่น และบุคคลดังกล่าวจำเป็นต้องมีหนังสือรับรองการเกิด ให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวยื่นคำขอหนังสือรับรองการเกิดตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนด”
[4] มาตรา ๗ แห่ง พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ (ฉบับดั้งเดิม) บัญญัติไว้ ดังต่อไปนี้
“บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด
(๑) ผู้เกิดโดยบิดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย
(๒) ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทยโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือบิดาไม่มีสัญชาติ
(๓) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย”
[5] ซึ่งบัญญัติว่า “ให้ถอนสัญชาติไทยของบรรดาบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาเป็นคนต่างด้าว หรือมารดาเป็นคนต่างด้าวแต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย และในขณะที่เกิด บิดาหรือมารดานั้นเป็น
(๑) ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นพิเศษเฉพาะราย
(๒) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว หรือ
(๓) ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
ทั้งนี้ เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเห็นสมควรและสั่งเฉพาะรายเป็นประการอื่น”
[6] คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๘๓๔/๒๕๓๗ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๗ ความแพ่ง ระหว่าง นายยี่เกียมหรือโบกิม แซ่เฮง โจทก์ และ กระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ ๑ กรมตำรวจ จำเลยที่ ๒
https://drive.google.com/file/d/0BzawtIMOMfMTUjU4Q3N3anN6TjQ/edit?usp=sharing
[7] พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, กรณีศึกษา “ลุงตู่” นายชาญ สุจินดา : ตัวอย่างของคนที่มีปัญหาสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายที่พบ ณ ตรอกตลาดนางเลิ้ง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กทม. เพราะตกหล่นจากทะเบียนราษฎรตั้งแต่เกิดจนประสบปัญหาความไร้รากเหง้า,กรณีศึกษาเพื่อการสอนวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล, เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๖, ปรับปรุงล่าสุดในวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๖
https://www.facebook.com/note.php?saved&¬e_id=10151533511548834
[8] ซึ่งบัญญัติว่า “บทบัญญัติมาตรา ๗(๑) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย” ในขณะที่มาตรา ๗ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ บัญญัติว่า
“บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด
(๑) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย
(๒) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย ยกเว้นบุคคลตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคที่หนึ่ง”
[9] โปรดดูตัวอย่างของการร้องขอทุนการตรวจดีเอนเอจากกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพจากกรณีศึกษาลุงตู่จาก ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, หนังสือของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถึงอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเพื่อขอความอนุเคราะห์สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอให้แก่นายชาญ สุจินดา, เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๕
https://drive.google.com/file/d/0B-mIttCJHrqWZndBQWZQemJPejA/edit?usp=sharing
[10] ซึ่งบัญญัติว่า “บทบัญญัติวรรคสองของมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย” ซึ่งมาตรา ๗ วรรคสองดังกล่าว แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ บัญญัติว่า “คำว่าบิดาตาม (๑) ให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นบิดาของผู้เกิดตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง แม้ผู้นั้นจะมิได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาของผู้เกิด และมิได้จดทะเบียนรับรองผู้เกิดเป็นบุตรก็ตาม”
[11] ซึ่งบัญญัติว่า “ทุก ๆ คนมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลในกฎหมายไม่ว่า ณ ที่ใด. (Everyone has the right to recognition everywhere as a person before the law.)”
[12] ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลมีสิทธิในการถือสัญชาติ (Everyone has the right to a nationality.)”
[13] ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสี่สิบแปดประเทศแรกที่ลงคะแนนเสียงร่วมรับรองปฎิญญาฉบับนี้ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ สมัยที่ ๓ ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อมีข้อมติรับรองปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งยกร่างโดยคณะกรรมาธิการสหประชาชาติ โดยมีนางเอลีนอร์ รูสเวลท์ ภริยาอดีตประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ ของสหรัฐอเมริกา
[14] ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นบุคคลตามกฎหมายในที่ทุกสถาน (Everyone shall have the right to recognition everywhere as a person before the law.)”
[15]ประเทศไทยภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๙/ค.ศ.๑๙๙๖ จึงมีผลในไทยเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม/พ.ศ.๒๕๔๐/ค.ศ.๑๙๙๗
[16] ซึ่งบัญญัติว่า "เพื่อให้สอดคล้องตามพันธกรณีพื้นฐานที่ได้จัดวางไว้ตามข้อ 2 ของอนุสัญญานี้ รัฐภาคีจะห้ามและขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ และจะประกันสิทธิของทุกคนให้มีความเสมอภาคกันตามกฎหมาย โดยไม่จำแนกตามเชื้อชาติ สีผิว หรือชาติหรือเผ่าพันธุ์กำเนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้สิทธิดังต่อไปนี้
....................
(ง) สิทธิพลเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
..................
(3) สิทธิในการครองสัญชาติ
.................."
[17] ประเทศไทยลงนามในภาคยานุวัติสาร เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (InternationalConventionontheEliminationofAllFormsofRacial Discrimination–CERD) เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๖ และอนุสัญญามีผลบังคับใช้กับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖
[18] ซึ่งบัญญัติว่า “ให้นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นจัดทำทะเบียนบ้านไว้ทุกบ้าน สำหรับผู้มีสัญชาติไทยและคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยแต่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร (มูลนิติธรรมประเพณีก่อน ๑๑/๗/๒๔๗๐, พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๔๗๐, พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๔๘๐, พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๔๙๓, พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒)”
[19]ซึ่งบัญญัติว่า “การฟ้องคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองชั้นต้น ให้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นที่ผู้ฟ้องคดีมีภูมิลำเนาหรือที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลปกครองชั้นต้นนั้น”
[20] ซึ่งบัญญัติว่า “เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ ผู้ใดอ้างว่าเป็นคนมีสัญชาติไทย ถ้าไม่ปรากฏหลักฐานอันเพียงพอที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะเชื่อถือได้ว่าเป็นคนมีสัญชาติไทย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นคนต่างด้าวจนกว่าผู้นั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสัญชาติไทย”
[21] ซึ่งบัญญัติว่า “คนต่างด้าวผู้ใดไม่มีหลักฐานการเข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามมาตรา ๑๒ (๑) หรือไม่มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ตามพระราชบัญญัตินี้และทั้งไม่มีใบสำคัญประจำตัวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าคนต่างด้าวผู้นั้นเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้”
[22] ทั้งนี้ เพราะมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.นี้บัญญัติว่า “คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักร” ดังนั้น เมื่อนายอู่แล่และบุตรทั้งสามมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทย เขาจึงมิใช่คนเข้าเมือง ซึ่งจะต้องมีหน้าที่ขออนุญาตเข้าและอยู่ในประเทศไทยตามขั้นตอนที่กำหนดโดย พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒
[23]อันได้แก่ (๑) นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง (๒) นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าสองยาง (๓) นพ.จิรพงศ์ อุทัยศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่ระมาด และ (๔) นพ.ศักดิ์บัญชา สมชัยมงคล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพบพระ
[24] อันได้แก่ (๑) รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร (๒) นางสาวบงกช นภาอัมพร และ (๓) นางสาววิกานดา พัติบูรณ์
[25]ข้อเสนอโครงการการลงพื้นที่เพื่อทำรายงานสถานการณ์ด้านการจัดการสุขภาวะของคนชายแดนที่มีปัญหาสถานะและสิทธิตามกฎหมายในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
https://drive.google.com/file/d/0B7Y3vRQSjMCOOTNWUFpmZnMyUFE/edit?usp=sharing