ปัญหานี้ จะแก้ที่ไหนดี


ไม่รู้ว่า....ครูภาษาไทย ที่สอนภาษาไทยมาหลาย ๆ ปี เรียกว่าจากรุ่นลูกถึงรุ่นหลาน

จะเจอปัญญหาเหมือน ๆ คุณมะเดื่อกันบ้างหรือเปล่านะ.....

คุณมะเดื่อ  ไม่ได้เรียนวิชาเอกภาษาไทยมาโดยตรง   แต่ตัองมาสอนภาษาไทย

นับแต่บรรจุวันแรก  ....  ซึ่ีงยุุคนั้น  โรงเรียนประถม  ไม่มีการเลือกครูที่จบวิชาเอก

ใด ๆ  เหมือนยุคนี้    และครูที่บรรจุใหม่ยุคนั้น  ส่วนใหญ่ ก็จะจบ ป.กศ. ( ต้น )

เหมือนคุณมะเดื่อนี่แหละ   จึงต้องสอนได้ทุกวิชา




ย้อนหลังไป สามสิบกว่าปี  ( คนแก่นึกถึงอดีต  อิ อิ  )เทคโนโลยีต่าง ๆ ยังไม่ผุด

เหมือนดอกเห็ดได้ฝน เหมือนปัจจุบันนี้   เด็ก ๆ  ที่สมาธิสั้นมีน้อยมาก  

เรื่องกิริยามารยาทตลอดจนคำพูดคำจา ก็ได้รับการอบรมฝึกฝนเสร็จสรรพ

มาตั้งแต่บ้านแล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  การอ่าน  การเขียน  

ผู้ปกครองจะสานต่อจากโรงเรียนเป็นอย่างดี




การอ่านหนังสือ ก่อนนอน  หรือหลังทำการบ้านเสร็จ  ดูเหมือนจะ

เป็นกิจวัตรหลักของเด็ก ๆ ที่จะต้องทำเป็นประจำเมื่ออยู่บ้าน

ดังนั้น  เด็ก ๆ ยุคนั้น  จะอ่าน  เขียน เก่ง  อ่านหนังสือคล่อง

เป็นส่วนใหญ่  มีบ้างที่มีปัญหาการอ่าน  ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา

แต่ ในห้องหนึ่งจะมีเพียงสองสามคนเป็นอย่างมาก   ส่วน

การเขียน  เด็ก ๆ จะเขียนหนังสือเป็นระเบียบเรียบร้อย

ถึงลายมือไม่สวย  แต่ก็จะอ่านง่าย




เด็กจะเขียนหนังสือผิดน้อยมาก  เด็กจะมีความรอบคอบในการเขียน

มีการอ่านทบทวนหลังเขียนเสร็จแล้ว  เด็ก ๆ จะมีความคิดสร้างสรรค์

มีสมาธิและมีความตั้งใจเขียนดีมาก



จะว่าไปแล้ว  สภาพแวดล้อมทางสังคม   ความเจริญก้าวหน้าของโลก  มีส่วนมากมาย

กับการเรียนของเด็ก ๆ  สมัยก่อน  เด็ก ๆ ฟังแต่วิทยุ  ต้องตั้งใจฟัง  ต้องจินตนาการ

ไปตามเสียงที่ได้ยิน  ผลที่ตามมาก็คื ได้สมาธิในการฟัง   และได้ความคิดสร้างสรรค์

ค่ำคืน...ไม่มีโทรทัศน์  ไม่มีเกม  ไม่มีคอมพิวเตอร์  ไม่มีโทรศัพท์มือถือ  ที่สำคัญ

ไม่มีรถเครื่อง  รถยนต์ได้ได้ท่องเที่ยวในยามราตรี   จึงมีแต่หนังสือ  กับพ่อแม่

ผู้ปกครองที่ ให้ลูก ๆ หลาน ๆ อ่านหนังสือให้ฟัง  



คุณมะเดื่อจำได้ฝังใจว่า  พ่อจะเป็นคนสอนให้อ่าน  ให้เขียน  ให้ทำการบ้าน  โดยมี

ไม้บรรทัด  ( ที่ทำด้วยไม้จริง ๆ  มิตรรักแฟนเพลงหลาย ๆ คนคงเกิดทันนะ ) วางไว้

ข้าง  ๆ  คำไหนที่พ่อสอนแล้ว  ยังอ่านผิดอีก  เป็นโดนไม้บรรทัดตีเผียะ ทันที

ทีนี้จำจนวันตาย  หรือ ถ้ายังอ่านไม่ได้อีก  พ่อก็จะบอกว่า..." ตัวที่โดนตีเมื่อกี้นี้แหละ"




กาลเวลาผ่านไป......เวลาในชีวิตของเด็ก ๆ วัยที่กำลังผึกอ่าน 

ฝึกเขียนถูกฉุดดึงไปด้วย สิ่งล่อตา  เร้าใจในสังคม  คือ วิดีโอ

โทรทัศน์  ร้านเกม  รวมถึงการออกไปสัมผัสกับสังคมนอกบ้าน

ที่ง่ายดายด้วยพาหนะต่าง ๆ   ภาพความอบอุ่นในครอบครัว

ภาพของพ่อ  แม่  ผู้ปกครองที่สอนลูกหลานให้อ่านเขียน หรือ

ทำการบ้านยามเย็น  จางหายไปจากสังคม  แม้แต่สังคมชนบท

กลายเป็นภาพของ " ห้องเรียนกวดวิชา "  หรือ  " ห้องแถวที่รับ

สอนพิเศษ "  มาแทนที่




ย้อนกลับมาดูสภาพการเรียนการสอนในโรงเรียนกันบ้าง......

เสาเข็มที่เป็นรากฐานของชีวิตการศึกษาของเด็กอยู่ที่การเรียน

ในช่วงชั้นที่ 1  สำคัญที่สุดคือ  ป. 1  ป. 2   สมัยก่อน  ครูที่สอนเก่ง

สอนดี  โรงเรียนจะจัดให้สอน  ป.1  จนครูหลายคน สอน ป.1 

จนเกษียณก็มี   เด็ก ป.1  จึงอ่าน เขียนเก่ง  มีหลักในการอ่าน

การเขียน  และเขียนหนังสือ เป็นระเบียบ เรียบร้อย  




เดี๋ยวนี้.....( เอาเฉพาะ ที่ใกล้ ๆ ตัวคุณมะเดื่อ นะ  ที่ไกล ๆ  อาจจะ

ผิดแผกแตกต่างไปจากนี้ )  เมื่อไร้ระบบ  จึงไม่มีอะไรเป็นเกณฑ์

ในการจัดครูลงสอน ในระดับประถมต้น  ( ป.1 - ป.3 )  เมื่อไม่มี

เสาเข็ม  ที่ตอกอย่างมั่นคง  เมื่อเด็กขึ้นมาถึงคุณมะเดื่อในชั้น

ป.4  ซึ่งเปรียบเสมือนการ ตีฝา   มุงหลังคาแล้ว  แม้คุณมะเดื่อ

จะรังสรรค์ ฝา  หรือ  หลังคาให้งดงามเพียงใด   บ้างทั้งหลัง

ก็พังอย่างไม่เป็นท่า .....  เด็ก ป. 4  มีความรู้การอ่าน  การเขียน

พอ ๆ กับ เด็ก  ป. 2   ยุคก่อน  ทั้งการอ่าน  การเขียน ไม่คล่อง

เกือบทุกคน   คำง่าย ๆ  ก็เขียนไม่ถูก  ....  อย่างนี้แล้ว....

จะแก้ไขที่ครู  หรือ  เด็ก   หรือ  บ้าน   หรือ....ระบบงาน  ดีล่ะ  ??




ขอบคุณเพลง ชะตากรรม ประกอบบันทึกนี้ จาก YouTube