* คำเตือน : อ่านให้พินิจ อย่าคิดว่า คนเขียนวิกลจริต
ชีวิตใดที่ได้รับการฝึกฝน บนหนทางศาสนาวิถี ย่อมจะคุ้นเคยกับคำว่า "จิต ใจ คิด รู้ อารมณ์ จำ เห็น" มาบ้าง แต่คนเหล่านั้น ตระหนักในกิจกรรมและจิตกรรมแค่ไหน การเข้าถึงแก่นใจตน จนสามารถถึงงแกนหลัก ที่จะสลักปัญญาในจิต ให้เกิดวิวัฒน์ได้นั้น มิใช่แค่พูดเพียงสื่อเป็นภาษา ล่อศรัทธาให้หลงใหล แต่ต้องเข้าถึงแกนชีวิตของตนแท้จริงได้
หลักการในศาสนา (พุทธ) นั้น ผู้คนทั่วไปมักจะไม่คล้อยตามหรือเชื่อมั่น เพราะไปเห็นสภาพสังคมที่ปรากฏในแง่ขัดเคียงหรือไม่เห็นผลกับตนเองแท้ๆ จึงถอยใจไปพึ่งพาสิ่งมงคลหรือวัตถุมงคล ให้ดลใจไปตามอำนาจมืด จนกลายเป็นว่า มีใจเอาไว้ใส่อัตตา มีศรัทธาตาบอด สนองความปรารถนา จากแรงกระตุ้นของสังคม จนจิตเสียหน้าที่ไป
ผู้เขียนเชื่อว่า จิตเดิมๆ ของมนุษย์โหยหาแก่นธรรมชาติหรือหลักชัยของชีวิต เพื่อหลีกหนีวงจรความยากลำบากในการต่อสู้ชีวิต ในขณะเดียวกัน มนุษย์สามารถทำงานหรือวางแผนการไว้ได้หลายอย่างในเวลาวันเดียว เดือนเดียว ปีเดียว เป็นเรื่องน่าทึ่งที่ชีวิต เอื้อให้สมองทำงานได้มากมายเช่นนั้น และที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ จิต ทน รับ สะสม จำเจ อยู่กับวิถีปฏิบัติในแต่ละวันได้อย่างไร เช่น เราตื่น กิน นอน ทำงาน พูด เห็น รู้ เคลื่อนไหว หายใจ เจ็บปวด ขับรถ ฯ
ในบรรดากิจกรรมทั้งมวลของชีวิต พุทธศาสนาสอนว่า "จิต" เป็นผู้เป็นควบคุมไว้ จึงมีคำพูดว่า ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับจิต ด้วยเหตุนี้ "โยคาจาร" (สำนักโยคาจาร) จึงยอมรับว่า สรรพสิ่งโลก จะเกิดผล เกิดสีสันได้ ก็เพราะจิตแสดงออก หรือจิตเป็นผู้เปิดสวิตท์ในการรับรู้โลก มาสมัยใหม่นักวิทยาศาสตร์ ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่า เป็นเช่นนั้นหรือไม่
ผู้ที่น่าจะคุ้นเคยกับจิตคือ นักจิตวิทยา แต่วิชาสาขานี้เกิดขึ้นในทางตะวันตก โดยมีสาเหตุมาจากต้องการที่จะรักษาจิตมนุษย์ (เหมือนฟรอยด์) ให้พ้นจากภาวะซึมเศร้า กดดัน ภาวะเครียด กล่าวง่ายๆคือ ต้องการใช้จิตศาสตร์รักษาโรคจิต นั่นเอง ส่วนในตะวันออกของอินเดียและจีน มีการใช้จิตเป็นที่ฝึกฝนให้เกิดภาวะอดกลั้น อดทน จนเข้าสู่เอกภาวะ จนจิตเข้าสู่ภาวะเอกภาพ แล้วเข้าสู่อิสรภาวะ เหมือนนักพรตที่เคยฝึกมาก่อนเป็นพันๆ ปี ปัจจุบันเราจะคุ้นเคยกับหลักนี้คือ สมาธิและโยคะ
ยิ่งโลกมนุษย์ก้าวหน้า พัฒนาเครื่องมือใหม่ๆ และอาศัยเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีการดำเนินชีวิต เราก็ยิ่งห่างไกลโบราณวิถีหรือวิชาเอาตัว เอาจิตรอด ที่สอดคล้องกับหลักธรรมชาติสากล จึงไม่แปลกที่คนยุคใหม่มักปฏิเสธหลักการแบบเก่า เพราะพวกเขาเชื่อมั่นในเครื่องมือมากกว่า ศักยภาพของจิต จริงๆ
อย่างไรก็ตาม มนุษย์ทุกยุคทุกสมัย ก็ล้วนเป็นทุกข์ เผชิญกับปัญหาชีวิตเหมือนกันกับสมัยก่อน หลายปีดีดักที่เราก็หลงวนเวียนในวัฏจักรอาณานิยมโลก และภพชีวิตอย่างซ้ำๆซากๆ สิ่งที่กั้นวงจรที่ว่านี้คือ กลิ่น รส ง้วนอาหารของโลก ภพนี้ มันชั่งยั่วยวนใจเหลือหลาย จนยากที่ใครจะหลุดพ้น หล่นหลุดไปได้ และที่เป็นแรงขับเคลื่อนอย่างมืดดำคือ "ตัวไม่รู้ภพนี้" นั่นเอง
หมายความว่าอย่างไรครับคุณส.รัตนภักดิ์ครับ.. ขอแยกออกอย่างนี้นะครับผม คำว่า "ไม่รู้" หมายถึง ไม่รู้ว่าชีวิตว่า คือ อะไร เป็นอยู่อย่างไร ควรเป็นอย่างไร และไม่วิเคราะห์ภพและชีวิตนี้ให้เห็นชัดเจน มองในแง่ภพนะครับ มองในแง่ชาติ ที่เราตกอยู่ในเส้นทางเก่า วังวนแห่งพลกรรมนี่เอง
สอง มองในแง่ชีวิตที่กำเนิดเป็นตัวตน ที่จับต้องได้ มีหลักฐานคือ กาย ที่รองรับกับโลกอยู่ โดยมีระบบจิตเป็นที่กำหนดพฤติกรรมให้ดำเนินไป ตามปกติในแต่ละวัน ในแต่ละเดือน ท่านเชื่อไหมว่า เรามิได้ดำเนินตามเจตจำนงเลย แล้วดำเนินไปตามอะไรหรือ คำตอบคือ แรงกระตุ้นจากร่างกาย จากผลลัพธ์ที่สะสมมา เป็นปัจจัยให้เป็นไปเองในสมอง สิ่งแวดล้อม และวิทยาการที่ได้รับรู้มาจากแหล่งต่างๆ ให้จิตเราเตลิด หลงใหล คลั่งไคล้ในกลิ่นไอของโลก จนเราห่างใจการรับรู้ของจิตในแต่ละวันครับ
ผลต่อมาคือ ผลจากอิทธิพลกิจกรรมแต่ละวัน ยังผลให้ตกค้างในใจ ติดใจ จนจิตไม่วาง สะสมทับถมจมในใจแต่ละวัน เมื่อจิตสาลวนอยู่กับอดีต อยู่กับผลที่ตกค้าง จนกลายเป็นของเสียที่ดองหมักหมกในใจ กอปรสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันหน้า ฉะนั้น จิตจึงไม่มีเวลาว่างและไม่มีเวลาเป็นของตนเองอย่างอิสระได้เลย เราอิสระจากสิ่งเหล่านี้จริงๆ หรือไม่?
สาม ขั้นที่อยู่เฉพาะหน้า นั่นคือ การรู้ การเห็น การเผชิญกับสิ่งใกล้ๆตัว ไม่ว่าวัตถุ หรือสิ่งของ ทั้งรูปนามและนามธรรม เรากำหนดจดจำ จดจ่อ เกาะไว้เฉพาะหน้าได้หรือไม่ แล้วบอกตัวเองได้ไหมว่า นี่คือ อะไร นั่นคือ อะไร ใจ จับจดหรือใจปฏิเสธอยู่ ขั้นต่อมาคือ กำหนดรู้จากที่รู้ ที่เห็น ที่สัมผัสสิ่งนั้นได้อย่างเต็มเปี่ยมจิตหรือไม่ หากเรามองมันแบบไม่ใส่ใจ หรือไม่รู้จริง แค่รู้เผินๆ เท่านั้น จิตก็จะรู้สิ่งนั้น ไม่มั่นคง
เหตุผลคือ ทุกสิ่งที่อุบัติขึ้นเฉพาะหน้า เราควรจับ ผัสสะได้ชัด จากนั้น ก็ค่อยปล่อยไป หรือเก็บไว้ หากเรากำหนดใจที่จะจับจดไว้ จิตจึงถูกขยะอดีต หรือแผนการที่จะทำในอนาคต ดึงไป ส่วนที่อยู่ในปัจจุบันขณะต่อหน้า ต่อจิต กลับถูกมองละเลยไปเสีย ลักษณะดังกล่าวขอยกตัวอย่างเทียบเคียงดังนี้
เราเดินไปตามเส้นทางแห่งใดๆ คนเดียว แล้วพบกับสิ่งยั่วยวนตา ดึงดูดใจ หลายสิ่งๆ ตาเรากลับมอง เห็นสี รูปทรงดอกไม้น่าหลงใหล อยากได้ ผลคือ ๑) จิตผูกรัดดอกไม้ทันที ๒) เราลืมกายว่าทำอะไรอยู่ทันที ๓) เราไม่รู้ว่า สิ่งนั้น คืออะไรอยู่เบื้องหลัง ๔) เราลืมเป้าหมายในใจไปชั่วขณะทันที ๕) เราเสียพื้นที่ จิตแห่งความเป็นอิสะทันที ๖) เราไม่รู้ว่า จิตเราชอบหรือเพราะตาเราชอบหรือสัญชาตญาณแห่งอดีตดลให้แสดงออก ๗) จิตขณะเดิม (ที่คิดกับอดีตและเป้าหมาย) ถูกทดแทนด้วยเรื่องใหม่ ๘) เราลืมวิถีชีวิต ว่า มันดำรงไปอย่างไร จนกลายเป็นเรื่องประมาททันที ๙) เราขาดหลักในการมองโลก (สิ่งยั่วยวน) ทันทีด้วย
ท่านอาจคิดว่า เป็นเรื่องยุ่งยาก และห่างไกลโลกความเป็นจริงของมนุษย์ แท้จริง มันคือ โลกของมนุษย์ที่กำลังเป็นอยู่ แต่ไม่สามารถจับให้เป็นรูปธรรมได้ เราเป็นทุกคน แต่ไม่รู้ว่าตนเป็นอยู่ ฉะนั้น ใครที่รู้จักการรู้ การฝึกจิต ใช้จิตให้เป็นจริง ก็สามารถมองเห็นสรรพสิ่งได้อย่างชัดตื้น และไปสู่ชัดลึก อยู่ที่ว่า เราจะจับหรือใช้จิตสัมผัสสิ่งรอบตัว รั้วรอบกายให้ถูกต้อง ถูกหลักหรือไม่ เชื่อมั่นตนเอง อย่าเชื่อผู้เขียน
หากเราไม่ฝึกจิต ให้พินิจสิ่งที่เผชิญอยู่ทุกๆวัน จิตก็จะถูกสิ่งล่อลวง ดึงดูด เชิญชวญ ให้ไปตามแรงกระตุ้นได้ทุกเวลา การหยุดนิ่ง ไหวติง ตื่นตัว ถามตัวเอง คือ การกรองตัวเอง การเฝ้าระวังรั้วรอบกาย (ประสาท) ให้เห็นว่า มีใครเข้า-ออกบ้าง และเฝ้ามองคนที่อยู่ในใจตนว่า เล่นบทบาท แสดงออก มีอาการ มีปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้าอย่างไร จากนั้น รู้เตือน รู้ตัว รู้จับ รู้ปล่อย รู้ยอม รู้ยืดได้ เหมือนคำหนึ่งที่เรามักใช้กันเวลารู้แล้ว แล้วอุทานว่า "รู้แล้ว" (Known) คำนี้ มีคุณ มีค่า มีท่าทีต่อโลกมาก
นี่คือ การจับจิต เพื่อให้จิตจับใจ ในแต่ละวัน ทั้งนี้ "ต้อง" (Must have) มีหลักยึดในการแสดงบทบาทของตัวเอง หลักดังกล่าวคือ ๑) จิต ๒) กาย ๓) สติ ๔) วิทยาการ ๕) ความจริงที่อิงธรรมชาติ หากใครได้รับการบ่มจิต พินิจใจ ดังกล่าว ย่อมมีฐานที่จะรู้ร่างจิต รั้วจิต ใจจิต ได้ครับ
----------------------<๑๗/๖/๕๗>-------------------------
พี่ว่า...สังคมสมัยนี้ไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่อง "จิต" มากกว่า จึงทำให้วุ่นวายเช่นทุกวันนี้...แต่ถ้าใครสามารถฝึกจิตและสามารถรู้ถึงการบ่มเพาะจิตได้ คน ๆ นั้นจะเข้าขั้นประเสริฐเลยนะ เพราะการฝึกจิตให้กระทำดี...จะแสดงออกทางด้านพฤติกรรมของเขาเองว่าส่วนลึกของจิตใจเขาคนนั้นเป็นเช่นไร...เพราะจิตเบื้องลึกสามารถบอกอะไรเราได้มากเลย...จะทำให้เรารู้ว่า คน ๆ นั้นเป็นคนเช่นไร น่าคบหรือไม่น่าคบ...สังคมปัจจุบันคนส่วนใหญ่เน้นไปที่วัตถุ มากกว่าทางด้านฝึกจิตให้มีภูมิคุ้มกัน...เราจึงเห็นคนทั่ว ๆ ไป เห็นแก่ตัวมากมายไงค่ะ...เพราะถ้าพูดถึงเรื่อง "จิต" แล้ว คนส่วนใหญ่จะนึกถึงว่า ให้ไปนั่งสมาธิ วิปัสสนา...แต่ในความคิดของพี่ ๆ ไม่รู้ว่าพี่คิดถูก คิดผิด...พี่คิดว่า...การฝึกจิตเป็นการฝึกคิดในทางที่ถูกต้อง คิดในเชิงบวกมากกว่าลบ เข้าใจธรรมชาติ เข้าใจทุกสิ่งบนโลกมนุษย์ที่เป็นอยู่ เรียกว่า "ยอมรับความจริง" นี่คือ การฝึกจิตในความคิดของพี่นะ...ส่วนการนั่งสมาธิ หรือวิปัสสนา ก็เป็นองค์ประกอบอีกส่วนหนึ่ง...แม้แต่เราหายใจอยู่ เราก็สามารถฝึกจิตของเราไปในทางที่ดีได้ โดยคิดดี พูดดีและก็ทำในสิ่งที่ดี...แต่บางคนเพียงแค่คิดก็ยังคิดไม่ดีแล้ว แบบนี้จะกำหนดจิตให้คิดดีได้อย่างไร เมื่อคิดไม่ดีแล้ว คำพูดและการกระทำก็จะออกมาไม่ดี...ไม่รู้ว่าใช่หรือไม่ ตอบด้วยนะคะ :)
ขอบคุณครับกับธรรมะเตือนใจดีๆ
ได้ข้อคิดดีดี ..... ขอบคุณค่ะ
๑) จิต
๒) กาย
๓) สติ
๔) วิทยาการ
๕) ความจริงที่อิงธรรมชาติ
ตอบพี่บุษครับ..
(๑) ใช่ครับ..การฝึกจิตตน จะช่วยให้มองเห็นนิสัย พฤติกรรมตนชัดขึ้น และจะช่วยพัฒนาคุณค่า คุณธรรม คุณภาพ ของจิตคนนั้นด้วย
(๒) ใช่อีกครับ สังคมยุคนี้มุ่งเน้นวัตถุมากเกินไป จึงมองเห็นคนอื่นเป็นแค่ตัวแสวงหาผลประโยชน์กันเท่านั้น แต่พวกเรายังต้องพบอุปสรรคในชีวิตอีกมากมาย การฝึกจิตไว้คือ ภูมิคุ้มกันภัยอนาคตครับ เมื่อเราไม่เห็นคุณค่าการเข้าถึงตนเอง เราจึงต้องตีบตันในปัญหาจิต กลายเป็นทุกข์ง่าย ทนยาก งอแง หงุดหงิด หงิกเหงา เศร้าซึมง่าย อย่างไรก็ตาม เราคงจะบังคับให้คนอื่นเป็นอย่างเราเป็นมิได้ ขึ้นอยู่ว่าใครจะมองเห็นคุณค่าการฝึกตนเอง สัตว์มนุษย์เป็นตามยถากรรมของเขาเอง (เป็นไปตามพฤติกรรมที่สั่งสม) ฉะนั้น ความรู้และประสบการณ์ คือ แรงหนุนสำคัญที่จะมองสารัตถะของชีวิตออกครับ
(๓) การฝึกจิต มีสองอย่างคือ ๑) การฝึกการคิด การพูด การทำ เพื่อใช้ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น โดยมีพื้นฐานด้วยความเมตตา ไม่อคติ และพยายามย้ำให้ใจเป็นกลาง และเพื่อประโยชน์ข้อขั้นต่อไปคือ ๒) การฝึกจิตในรูปแบบศาสนวิถี (พุทธ) เช่น ฝึกสมาธิ ฝึกลมหายใจ ฝึกวิปัสสนา ฯ เพื่อสื่อสารกับตนเองอย่างละเอียด ที่เกี่ยวข้องกับโลก กฎ ความจริงในขั้นกว้างขึ้น และเพื่อให้เห็นโลกทัศน์ ชีวทัศน์ จิตทัศน์ครับ (รู้อยู่เหนือปรากฎการณ์ของโลก ชีวิต และจิต)
ฉะนั้น การพูดดี ทำดี คิดดีนั้น เป็นการแสดงออก การปฏิสัมพันธ์กับชาวโลกครับ ซึ่งจะเป็นการสร้างฐานให้กับตนเอง ไปสู่ข้อสองที่กล่าวแล้ว การทำเช่นนี้ หากมองในกรอบเวลา อาจกล่าวได้ว่า ข้อ๑ เป็นการฝึกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าปัจจุบันกรรม ส่วนข้อสองเป็นการวางรากฐานให้จิตเข้มแข็งในระยะยาว เมื่อแก่ เมื่อชรา เมื่อนั้นเราจะเผชิญกับทุกข์ของชีวิตสารพัด เนื่องจากร่างกายอ่อนแอ เสื่อมลง ภัยกายจะเข้ามา เราจึงต้องวางแผนการวางใจ มิให้หวั่นไหว จึงต้องยืดหยุ่น ปล่อยวางโลกลงครับ นี่คือ ข้อดีการฝึกจิต รู้จิต (ส่วนใครจะเข้าใจ เข้าถึงได้แค่ไหนก็อยู่ที่เจตนาคนนั้นครับ) ผมว่าพี่บุษมีพื้นฐานดีครับ
ขอบคุณครับที่แชร์ความคิด
อยากถามว่า...ถ้าพี่มีหน้าที่ต้องพาคนใน ม. ไปนั่งสมาธิ ที่วัด โดยที่เขาไม่เต็มใจไป เพราะเป็นโครงการของ ม. ให้ปฏิบัติ พี่จะบาปหรือเปล่าค่ะ? เหมือนกับว่าพี่ไปบังคับเขาให้ไป...แต่ถ้าเข้าใจหลักของ "ชีวิต" จริง ๆ พี่ว่า เขาจะต้องขอบคุณพี่ด้วยซ้ำ ที่พาพวกเขาไปพบกับความจริงของชีวิต :)
ไม่ครับ เพราะเราไม่ได้เป็นคนต้นคิด เราทำตามเจตนาของม. ถ้าคนที่ไปมีน้อยที่คิดเช่นนั้น ก็อย่าไปใส่ใจนัก สักวันเขาจะเข้าใจเมื่อเขาโตในหน้าที่ แต่ถ้ามีมาก ก็อาจต้องหาวิธีอื่นในการอบรม โดยเน้นกระบวนการฝึกจิตเชิงจิตวิทยาก็ได้ หรือพาไปทัศนวิถีชีวิตคนยาก คนป่วย คนใกล้ตาย ฯ เพื่อจะได้สะท้อนสัจธรรมของโลกก็ได้นะครับ