ตอบพี่บุษครับ..

(๑) ใช่ครับ..การฝึกจิตตน จะช่วยให้มองเห็นนิสัย พฤติกรรมตนชัดขึ้น และจะช่วยพัฒนาคุณค่า คุณธรรม คุณภาพ ของจิตคนนั้นด้วย 

(๒) ใช่อีกครับ สังคมยุคนี้มุ่งเน้นวัตถุมากเกินไป จึงมองเห็นคนอื่นเป็นแค่ตัวแสวงหาผลประโยชน์กันเท่านั้น แต่พวกเรายังต้องพบอุปสรรคในชีวิตอีกมากมาย การฝึกจิตไว้คือ ภูมิคุ้มกันภัยอนาคตครับ เมื่อเราไม่เห็นคุณค่าการเข้าถึงตนเอง เราจึงต้องตีบตันในปัญหาจิต กลายเป็นทุกข์ง่าย ทนยาก งอแง หงุดหงิด หงิกเหงา เศร้าซึมง่าย อย่างไรก็ตาม เราคงจะบังคับให้คนอื่นเป็นอย่างเราเป็นมิได้ ขึ้นอยู่ว่าใครจะมองเห็นคุณค่าการฝึกตนเอง สัตว์มนุษย์เป็นตามยถากรรมของเขาเอง (เป็นไปตามพฤติกรรมที่สั่งสม) ฉะนั้น ความรู้และประสบการณ์ คือ แรงหนุนสำคัญที่จะมองสารัตถะของชีวิตออกครับ 

(๓) การฝึกจิต มีสองอย่างคือ ๑) การฝึกการคิด การพูด การทำ เพื่อใช้ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น โดยมีพื้นฐานด้วยความเมตตา ไม่อคติ และพยายามย้ำให้ใจเป็นกลาง และเพื่อประโยชน์ข้อขั้นต่อไปคือ ๒) การฝึกจิตในรูปแบบศาสนวิถี (พุทธ) เช่น ฝึกสมาธิ ฝึกลมหายใจ ฝึกวิปัสสนา ฯ เพื่อสื่อสารกับตนเองอย่างละเอียด ที่เกี่ยวข้องกับโลก กฎ ความจริงในขั้นกว้างขึ้น และเพื่อให้เห็นโลกทัศน์ ชีวทัศน์ จิตทัศน์ครับ (รู้อยู่เหนือปรากฎการณ์ของโลก ชีวิต และจิต)

ฉะนั้น การพูดดี ทำดี คิดดีนั้น เป็นการแสดงออก การปฏิสัมพันธ์กับชาวโลกครับ ซึ่งจะเป็นการสร้างฐานให้กับตนเอง ไปสู่ข้อสองที่กล่าวแล้ว การทำเช่นนี้ หากมองในกรอบเวลา อาจกล่าวได้ว่า ข้อ๑ เป็นการฝึกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าปัจจุบันกรรม ส่วนข้อสองเป็นการวางรากฐานให้จิตเข้มแข็งในระยะยาว เมื่อแก่ เมื่อชรา เมื่อนั้นเราจะเผชิญกับทุกข์ของชีวิตสารพัด เนื่องจากร่างกายอ่อนแอ เสื่อมลง ภัยกายจะเข้ามา เราจึงต้องวางแผนการวางใจ มิให้หวั่นไหว จึงต้องยืดหยุ่น ปล่อยวางโลกลงครับ  นี่คือ ข้อดีการฝึกจิต รู้จิต (ส่วนใครจะเข้าใจ เข้าถึงได้แค่ไหนก็อยู่ที่เจตนาคนนั้นครับ) ผมว่าพี่บุษมีพื้นฐานดีครับ

ขอบคุณครับที่แชร์ความคิด