มาถึงวันนี้ได้ก็เพราะครู


มาถึงวันนี้ได้ก็เพราะครู

วันเสาร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เกือบจะหนึ่งอาทิตย์เต็ม ที่ปล่อยตนเองไหลตามกิเลส ก็ประมาทนั่นแหละ ปัญหาเข้ามาท้าทาย แต่ไม่ยอมลงมือแก้ แล้วใจก็บอกตนเองว่า “ขอพักแป๊บ” มันไม่แป๊บหน่ะซิ ลามยาวจนเกินเยียวยา

จนเฮือกสุดท้ายบอกตนเองว่า “เซาซะ”

แต่ความรู้สึกเหมือนหนูจมน้ำลงไปแล้ว ร่างกายกำลังไหลลงก้นมหาสมุทร

แล้วก็มีมือของครู มาดึงไว้ จิกหัวไว้ พร้อมกับตบหน้า ซ้ายขวาให้ได้สติ

แต่หนูก็สะบัด ไม่ยอมแม้จะตีขา หรือ ยกมือขึ้นมาตะกายน้ำ ทั้งที่พอมีแรงไหว

ครูก็ทุบกะโหลก แล้วก็ลากขึ้นมา จนถึงเหนือผิวน้ำ แล้วก็ตบหน้า ให้มันตื่น ให้ตะกายแขนขา เพื่อว่ายเข้าฝั่ง ตบหน้าเพื่อให้จมูกได้เริ่มหายใจเอาอากาศ รับรู้ความเป็นจริง

หนูทำตัวย่ำแย่ขนาดนี้ ไม่ตั้งใจ ไม่รักษาโอกาส ทั้ง ๆ ที่ครูเมตตาหยิบยื่นให้

เฮือกนั้นของความรู้สึกมันมีคำว่า “อะ แล้วแต่มันจะเป็นไป เหมือนความท้อแท้ครอบงำใจ รอดูหายนะของตนเอง”

แม้ลึก ๆ จะเจ็บและหวาดหวั่นว่า คนอื่นจะได้รับด้วย แต่มันก็ไม่ยอม แสดงออกถึงภาวะ เห็นแก่ตัวชัดเจนของจิตชั่ว ใครไม่รู้ แต่เรารู้ อยู่แก่จิตตน

หลวงพี่เมตตา แต่เหมือนใจหนูก็ไม่เปิด ท่านเหมือนส่งความรู้สึกมาประหนึ่ง

“จับมือน้องไว้ แต่ไม่มีแรงจะดึง”

แบบเฝ้าดูน้องห่าง ๆ

พอครูเมตตาส่งแรงดึงมา รู้เลยว่า หลวงพี่ดีใจ ปีติและทึ่งในความเมตตาเหลือล้นของครูที่ ช่วยเหลือน้องสาวท่าน

ตลอดทางมาวัด ใจหนูรู้สึกว่า

“วัดวันนี้ช่างไกลนัก ไม่ใช่ว่าไม่เคยขับรถผ่านฝนที่ตกหนัก มันนับครั้งไม่ถ้วนต่างหาก”

แต่วันนี้รู้สึกว่า “ข้างในเหนื่อย และการเดินทางช่างนานแสนนาน”

เกิดอะไรขึ้นทำไมหนูไม่อยากมาวัด

ก็เพราะหนูเหลวไหล ไม่รับผิดชอบ ไม่รักษาข้อวัตร ไม่ยอมวิ่งไม่ยอมเขียนบันทึก

แล้วพอเรื่องราวที่ค้างคา มารุมเร้า จิตเกิดอาการงอแง มันนอนแอ้งแม้ง ทำงานแบบลอยตามน้ำ พอผ่านไปวัน ๆ

ถ้าไม่สังเกตให้ชัด จะดูใจข้างในออกยากมาก ตัวชั่วมันเนียน

หากระเป๋าตังค์ไม่เจอ มารู้ตัวก็วันศุกร์ ก็แทบแก้อะไรไม่ทันเพราะชัวว่าไม่มีเงินแน่ตอนสองทุ่ม กว่าจะแก้ไขอะไรได้เวลาก็ผ่านเลยไปเที่ยงวันเสาร์ เสียสัจจะไปแล้ว

อะไรเป็นตัวถ่วงศักยภาพ

โทสะ (ทั้ง ๆที่ครูขอแล้ว ให้ดูตัวเดียว แก้ตัวเดียว อย่าให้มันออกมาทางกาย ทางวาจา)

ที่ท่านขอก็เพื่อตัวหนูเอง รักษาไม่ได้ แพ้ภัยกิเลสตนเอง แบบทั้งกิเลสในใจ แล้วครูก็ชี้ให้เห็นว่า

“มีกิเลสคือมารภายในและ มารภายนอก คือ สิ่งที่เรามองไม่เห็น จะมาขัดขวางไม่ให้เราถึงธรรม”

อะไรอีกที่ขัดขวาง

ความน้อยใจ ความเจ็บปวด ท้อแท้ สิ้นหวัง ซึ่งก็ยังคงอยู่ในหมวดโทสะ

ความลังเลสงสัยว่า ตนเองจะทำได้ไหม

วิธีแบบนี้จะเข้ากับตนเองไหม

ที่ผ่านมารอดมาได้ หลายคราก็ไม่ใช่เพราะวิธีเหล่านี้รึ ตั้งสติ อดทน เชื่อครูบาอาจารย์

ท่านไม่เคยพาลงนรก สักที

มีแต่ใจโง่ ๆ ที่มันถูกกิเลสตนเองหลอกไม่ใช่เหรอที่ทำให้เหลวแหลก

ความฟุ้งซ่าน ชอบคิดในด้านลบ คิดไร้สาระเสียเวลา เก่งแต่เรื่องตามใจตนเอง ตามใจกิเลส พอให้มาพิจารณาธรรมกลับอึ้ง เอ๋อ จนเกิดความรู้สึกรำคราญตนเอง

อะไรอีก นิสัยชอบตามใจตนเอง อวดเก่ง เห็นแก่ตัว เสียสละไม่เป็น ยอมคนไม่เป็น ขาดหัวใจแห่งความเมตตา

แล้วที่หนักๆช่วงหลังนี่คือ ความง่วง แทบจะถูกความง่วงรุกรานในชีวิตหนักหน่วงโดยเฉพาะ วันจันทร์ กับวันศุกร์ แล้วมันก็มักจะมาช่วงท้ายของการทำหน้าที่แล้วก็ไม่ผ่านสักที

สรุปว่า ถ้าไม่ตั้งใจ แล้วไปเปิดช่องให้กิเลส สรุปเสร็จมัน

หลวงพี่เมตตาชี้ผ่านมุมมองท่านว่า

ตลอดเส้นทางที่น้องมาปรึกษา แล้วเอาคำสอนครูมาเล่าให้ฟัง ทำให้ท่านได้ ทบทวนตนเองไปด้วย ได้สำรวจตนเองไปด้วย มันดีมากสำหรับท่าน

ส่วนจิตหนูท่านบอกว่า มันเป็นแบบนี้ ตอนจิตมันดีเหมือนมันวิ่งขึ้นชั้นพรหม ชั้นเทวดา แต่พอจิตไม่ดีบางทีก็ไม่รู้วิ่งลงนรกขุมไหน มันวิ่งอยู่อย่างนี้ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก มันก็เป็นของมันอย่างนี้ แต่ปัญหาของหนูคือ มันไม่ยอมรับความจริง มีแต่อยากบังคับให้มันดี มีแต่อยากเอาสุข ไม่อยากเอาทุกข์ เอ๋า ทำไมมันเป็นอย่างนั้น

สภาวะที่เกิด มันดีอยู่แล้ว มันแปลกที่ ทำไมไม่ยอมรับว่า มันบังคับไม่ได้ มันไม่เที่ยง มันทุกข์

แต่ท่านก็ให้กำลังใจว่า “เออ มันก็ยากอยู่” แต่มันเห็น มันคือ บ่ยอมรับ เอ๋าซิ่ง

ท่านบอกอีกว่า

“เอ๋า โยมน้อง คือ โชคดีแท้ ทำบุญมาดีแท้ มาเจอครูกะปุ๋ม เพิ่นทั้งลาก ทั้งดึง ทั้งตาม ครูบาอาจารย์ เพิ่น บ่ตามไผ๋ขนาดนี่”

“แล้วสิ่งที่ครูกะปุ๋ม สอนโยมน้อง มันใช่เลย ใช่ทางที่ครูบาอาจารย์ สอน ครูบาอาจารย์ พาเฮ็ด หลวงพี่กะเห็น ๆ อยู่”

“แค่น้องเป็นโยม แต่ทางที่เฮ็ดอยู่ ที่ครูน้องพาเดินอยู่ มันเป็นทางพ้นทุกข์ แท้ๆ เลย แบบเดียวกัน มันไปได่”

หลวงปู่ก็เคยบอก “ถ้าทำจริงๆมันได้มากกว่านี้อยู่ น้องคือบ่เฮ็ดบ่ทำ ซิเอาซำนิเบาะ เสียดายเด้”

ภาวนาเห็นแต่เมฆเห็นแต่พระจันทร์ ภาวนาให้มันอยู่เหนือเมฆเหนือพระจันทร์แหมะ มันจังซิดี

คือที่สุด ของที่สุดแห่งวาสนา

เขียนออกมาจากความจำได้ แต่ใจหนูยังกระด้าง น่าสมเพชไหม

ที่ผ่านมาหลวงพี่ถามหนูว่า แล้วอยู่มายังไง

หนูตอบท่านว่า “อดเอา ตอนยังไม่เข้าใจได้แต่ อดเอา แต่พอเข้าใจข้างในมันกะเบา”

ท่านก็ให้กำลังใจว่า “นั่นแหละ ถูกแล้ว อยู่ไปแบบนี้แหละ เดี๋ยวมันเต็มกะเข้าใจเอง”

ความจริงเหมือนลมหายใจนี้ หมดไปแล้ว แต่ครูให้ชีวิตใหม่ ก้าวต่อไป คือ โอกาสที่ครูเมตตาต่อเวลาให้จนกว่าจะเกม


คำสำคัญ (Tags): #aar#km#ภาวนา
หมายเลขบันทึก: 570441เขียนเมื่อ 15 มิถุนายน 2014 01:25 น. ()แก้ไขเมื่อ 15 มิถุนายน 2014 01:25 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)

มาถึงวันนี้ได้ก็เพราะครู

ยินดีด้วยค่ะ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี