แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับระบบอุปถัมภ์

                                                  อาจารย์ สุภัชชา พันเลิศพาณิชย์

แนวคิดเรื่องระบบอุปถัมภ์ที่มีนักวิชาการ อาทิ เช่น ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ลูเซียนเอ็ม แฮงค์ (Lucian M.Hank) และนักวิชาการท่านอื่น ๆ ชี้ให้เห็นความจริงข้อหนึ่งว่าสังคมไทย เป็นสังคมที่มีโครงสร้างที่เน้นความแตกต่างระหว่างฐานะตำแหน่ง ซึ่งได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้อุปถัมภ์ที่มีฐานะสูงกว่าและผู้รับอุปถัมภ์ที่มีฐานะต่ำกว่า และมีผู้ให้แนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ไว้หลายท่าน(อมร และปรีชา 2539:137,185) ดังนี้

อคิน รพีพัฒน์ (2533:79) กล่าวว่าเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้ที่เหนือกว่า คือมีทรัพยากรมากกว่าหรือสูงศักดิ์มีอำนาจมากกว่ากับผู้ที่ด้อยกว่าคือผู้ที่มีทรัพยากรน้อยกว่าหรือผู้มีอำนาจด้อยกว่าคือผู้ที่มีทรัพยากรน้อยกว่าหรือผู้ที่มีอำนาจด้อยกว่า โดยผู้ที่เหนือกว่าให้การอุปการะช่วยเหลือคุ้มครองป้องกันให้แก่ ผู้ที่ด้อยกว่าและผู้ที่ด้อยกว่าให้การสนับสนุน ทำงานให้โดยคอยรับใช้และเชื่อฟังเป็นการตอบแทน ถ้าพูดไปอย่างไทย ๆ เราก็ถือว่า ผู้ที่เหนือกว่าสร้างบุญคุณช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่าและผู้ที่ด้อยกว่าย่อมต้องตอบแทนบุญคุณสาระสำคัญในความสัมพันธ์เช่นนี้ คือ กตัญญูกตเวที

สนิท สมัครการ (2533:25) ให้ความหมายว่า เป็นลักษณะของความสัมพันธ์ทางสังคมประการหนึ่งซึ่งแต่ละฝ่าย บทบาท หน้าที่ และความคาดหวังต่อกันบางประการ ซึ่งเป็นที่รับรู้หรือยอมรับกันตามธรรมเนียมประเพณีหรือวัฒนธรรมของสังคม

Scott (ม.ป.ป อ้างถึงใน พิชาย,2533: 79) ให้ความหมายว่าระบบอุปถัมภ์เป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนสองกลุ่มที่เอื้อประโยชน์ให้แก่กันและกัน โดยมีฐานะทางสังคมต่างกันโดยคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงกว่าจะใช้อิทธิพลและสิ่งที่ตนมีอยู่คุ้มครองให้ผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งแก่ผู้มีฐานะต่ำกว่า ซึ่งต้องตอบแทนด้วยการให้ความจงรักภักดี เป็นแบบช่วยเหลือตอบแทนซึ่งรวมทั้งการอุทิศตนรับใช้แก่ผู้อุปถัมภ์

นิธิ เอียวศรีวงศ์ (2539:171-172) ได้อธิบายว่าเป็นระบบความสัมพันธ์ของคน 2 ฝ่ายซึ่งไม่เท่าเทียมกันในหลายๆ ด้าน ต่างฝ่ายต่างมาแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการซึ่งกันและกัน แต่เป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่เหมือนกัน ผู้ใหญ่อาจให้สินค้าแก่ผู้น้อย ในขณะที่ผู้น้อยให้บริการแก่ผู้ใหญ่หรือกลับกันก็ตามแต่กรณี ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ดารงอยู่ได้ไม่ใช่เพียงพอเพราะต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์เท่านั้นแต่ต้องมีอุดมการณ์ ที่ช่วยจรรโลงความสัมพันธ์อย่างนี้เอาไว้

ลิขิต ธีรเวคิน (2542:6) กล่าวว่า ระบบอุปถัมภ์คือระบบความสัมพันธ์ในสังคมจารีต ค่านิยม โดยการจัดกลุ่มระหว่างผู้อุปถัมภ์หนึ่งคน และผู้ใต้อุปถัมภ์จานวนหนึ่ง โดยผู้อุปถัมภ์จะเป็นคนซึ่งมีฐานะในสังคม หรืออำนาจทางการบริหาร มีเงินทองและเป็นที่นับหน้าถือตา สามารถให้คุณให้โทษ กับผู้ที่อยู่ใต้อุปถัมภ์ในระดับหนึ่ง(หน้า10)

กล่าวโดยสรุป ระบบอุปถัมภ์ หมายถึง ระบบความสัมพันธ์ระหว่างผู้อุปถัมภ์และผู้รับอุปถัมภ์ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกัน ซึ่งผลประโยชน์นั้นจะไม่เท่าเทียมกัน อยู่บนพื้นฐานต่างคนต่างพอใจ

ระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย

อุดม รุ่งเรืองศรี (2531:11) ให้ความเห็นไว้ว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่เรียกร้องให้สมาชิกมีสมรรถภาพในการทำงานให้เกิดสัมฤทธิ์ผลน้อยกว่าสังคมตะวันตก ผู้ใหญ่ไม่คาดหวังว่าผู้น้อยจะมีความสามารถในการทำงานให้เกิดผลสำเร็จสูง ส่วนผู้น้อยเองจะรู้สึกปลอดภัยใต้ความคุ้มครองของผู้ใหญ่ การแข่งขันระหว่างผู้ใหญ่ ผู้น้อยจึงไม่มี ความสัมพันธ์ทั้ง 2 ฝ่าย จึงเป็นความสัมพันธ์แบบพ่อกับลูก แบบให้ความคุ้มครองหรือ ผู้อุปถัมภ์กับผู้อยู่ใต้ปกครองหรือผู้น้อยในความอุปถัมภ์ การยอมรับความแตกต่างในเรื่องฐานะของบุคคลการเน้นการพึ่งผู้อื่นและการยึดมั่นตัวบุคคล ยังคงมีอิทธิพลต่อการปกครองไทยปัจจุบัน

จะเห็นได้ว่าลักษณะเจ้าขุนมูลนายยังคงอดยู่ในระบบราชการไทยค่อนข้างมาก ข้าราชการจำนวนไม่น้อยมีความรู้สึกว่าตนเป็นนายของประชาชน เหมือนดังเช่น มูลนายเป็นนายของพวกไพร่ ทั้ง ๆ ที่ตามแนวความคิดของระบบบริหารราชการสมัยใหม่ ข้าราชการไม่ได้เป็นนายของประชาชน หากแต่เป็นผู้นำบริการต่าง ๆ ของรัฐไปสู่ประชาชน ภายใต้ขอบเขตแห่งอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐโดยข้าราชการจะได้รับเงินเดือนเป็นผลตอบแทนในการปฏิบัติงาน เงินเดือน เหล่านี้ได้จากภาษีอากรของประชาชน ข้าราชการ จึงมีฐานะเป็นผู้รับใช้ประชาชน แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นข้าราชการกลับรู้สึกว่าตนเป็นนายของประชาชนและทางฝ่ายประชาชนเองก็ยอมรับ มีความรู้สึกต่อข้าราชการเหมือนดังเป็นมูลนายของตน มีความเกรงกลัว นอบน้อม และเคารพเชื่อฟังระบบราชการ จึงมีอิทธิพลในการควบคุมความคิดและพฤติกรรมทางการเมืองของกระชาชนเหมือนระบบไพร่เคยควบคุมวิถีชีวิต และความคิดอ่านของพวกไพร่ในสังคมสมัยเก่าส่วนในด้านความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการผู้ใหญ่และข้าราชการผู้น้อยภายในระบบราชการ ก็ได้รับอิทธิพลลักษณะความสัมพันธ์ของระบบไพร่อยู่ไม่น้อย ระบบราชการไทยยังยึดมั่นในความผูกผันกันเป็นเชิงส่วนตัวตามลักษณะความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ มากกว่าจะ มีความสัมพันธ์กันนอกจากลักษณะเจ้าขุนมูลนายที่ปรากฎอยู่ในระบบราชการแล้ว การอุปถัมภ์ค้าชู การเน้นการพึ่งพาผู้อื่น การยึดมั่นในตัวบุคคล ยังคงมีอิทธิพลอยู่มากในสังคมไทย ดังจะเป็นได้ว่า พรรคการเมือง จะเสื่อมหรือจะเจริญรุ่งเรืองก็ขึ้นอยู่กับหัวหน้าพรรคเป็นสำคัญ บุคคลใดแม้จะมีความสามารถมากเพียงไหน หากไม่ได้รับการอุปถัมภ์ค้าชูจากผู้ใหญ่ที่มีอำนาจแล้วก็มีโอกาสน้อยมากที่จะเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานอย่างเต็มที่ ความสามารถในการฝากตัวกับผู้มีอำนาจจึงเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ระบบอุปถัมภ์ยังอยู่ในโครงสร้างสังคมไทยเรื่อยมาจนเป็นธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมคนคนไทยในการปฎิบิติตน

ไพบูลย์ ช่างเรียน (2533:3) ได้สรุปเกี่ยวกับโครงสร้างสังคมของวัฒนธรรมไทยไว้ดังนี้

1. ยึดถือตัวบุคคลเป็นหลัก

2. นิยมความสนุกสนาน นิยมจ่ายทรัพย์ในปัจจุบัน ไม่ชอบทางาน

3. ระบบอุปถัมภ์ ระบบอาวุโส ผลประโยชน์ส่วนตัว

4. ยึดถือตนเองเป็นสำคัญ

5. นิยมทางสายกลาง

6. ยึดถือการเอาใจเจ้านาย ผู้มีอำนาจ

7. นิยมความสัมพันธ์ส่วนตัว

8. ไม่มีการแยกหน้าที่ออกจากเรื่องส่วนตัว มีการใช้อิทธิพลส่วนตัว

จากอดีตสู่ปัจจุบันระบบอุปถัมภ์ยังฝังรากลึกจนมิเคยหายไปจากวิถีชีวิตคนไทยจนถึงปัจจุบัน

แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย

นิธิ เอียวศรีวงศ์ (2536:94) เสนอให้ผู้ที่มีหน้าที่บริหารประเทศตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของระบบโลกที่จะส่งผลต่อวิถีชีวิตของคนในสังคมไทย โดยให้การคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต ดังนี้

1. การผลิตในภาคเกษตรกรรมจะเป็นการผลิตที่ใช้ทุนเข้มข้นยิ่งขึ้น และการเตรียมตัวเข้าสู่ระบบใหม่นี้ พวกที่มีทุนเดิมจะปรับตัวได้ง่ายกว่าชาวนารายเล็ก ซึ่งประสบปัญหามากกว่าคนที่ปรับตัวไม่สำเร็จ จะต้องกลายเป็นแรงงานรับจ้างในภาคเกษตรหรือออกจากภาคเกษตรไปทางานในโรงงานอุตสาหกรรมต่อไป

2. การอพยพเข้าสู่เมืองจะมีมากขึ้นโดยลาดับ เนื่องจากความล่มสลายของเกษตรปัญหาคือเมืองจะสามารถดูดซับผู้อพยพใหม่อย่างมีคุณภาพดีเพียงใด

3. ผลในทางการเมือง คือระบบการเมืองจะใช้พรรคการเมืองเป็นตัวแทน และคนในชนบทที่มีตัวแทนในรูปของระบบอุปถัมภ์ การเมืองในลักษณะเช่นนี้จะไม่มีพลังเสียงพอที่จะก่อให้เกิดการปฏิรูปของระบบได้

พงษ์ศักดิ์ (2540:33-34หน้า3) ได้สรุปแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยได้ดังนี้

1. ความสัมพันธ์ตามระบบอุปถัมภ์ท้องถิ่นส่วนใหญ่ถูกคุกคามอย่างรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งเกิดขึ้นอย่ารวดเร็วจากกระบวนการพัฒนา

2. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีลักษณะหลายด้าน การเกิดทรัพยากรใหม่ ๆ ทาให้ผู้นาท้องถิ่นสร้างระบบอุปถัมภ์ของตนขึ้นได้ ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์สมัยใหม่จะมีลักษณะเฉพาะด้านมากขึ้น เช่นผู้อุปถัมภ์แต่ละคนจะมีอิทธิพลเฉพาะด้าน ซึ่งอาจมีอิทธิพลทางการเมืองหรือการฝากเข้าทางาน อิทธิพลในระบบราชการฯลฯ

3. ระบบอุปถัมภ์ใหม่ ๆ ไม่ค่อยมีลักษณะถาวร มีลักษณะการตักตวงการใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ในช่วงสั้น ๆ มากขึ้นมีความสัมพันธ์ทางจิตใจน้อยลง

4. ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์แบบใหม่มีลักษณะเชิงเฉพาะด้าน มักจะมาจากภายนอกชุมชน ทาให้ไม่เกิดความผูกพันทางจิตใจ หรืออารมณ์ความรู้สึกมากนักการแลกเปลี่ยนเชิงวัตถุหรือการใช้สอยเป็นหลัก

5. การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้น ทาให้มีการขยายตัวของเมือง ของประชาชนทาให้บุคคลประกอบอาชีพโดยอิสระ หรือไม่ค่อยผูกพันกับระบบอุปถัมภ์มากขึ้น การปรากฏตัวของระบบอุปถัมภ์ในสังคมที่พยายามพัฒนาของประชาธิปไตยยังเป็นการซ้ำซ้อนของสองค่านิยมจนอาจ สู่ความขัดแย้งในคู่กรณีได้

 

แนวทางแก้ไขวิถีทางลักษณะผู้นำสู่การแก้ไขระบบอุปถัมภ์

ดังนั้น ผู้นำต่างๆเช่น ผู้นำทางการเมือง อย่างนักการเมือง ผู้นำด้านศาสนาอย่างพระสงฆ์จะต้องมีเป็นผู้นำที่มีความเชื่อสัตย์ สุจริต เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เป็นแบบอย่างที่ดีให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการศึกษาของประเทศเพื่อสร้างพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมืองให้มีความเท่าเทียมกันมากขึ้นเพื่อแก้ไขระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ทั้งนี้จะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาในทุกด้าน โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในทางการเมืองภายใต้ความสานึกผิดชอบในการทำหน้าที่พลเมืองที่ดีของประเทศ ซึ่งท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่การสร้างสังคมที่มีความเข้มแข็งในทุกด้าน

ขอบคุณแหล่งที่มา เรื่องบรรษัทภิบาลของธุรกิจกับการยกระดับการเมืองและการเลือกตั้งของไทยนายไพรัช บูรพชัยศรีพ.ศ.2553