ตอนแรก..ผมไม่แน่ใจ เพราะสมรรถนะบางอย่าง เป็นสิ่งที่ครูส่วนใหญ่เขามี แต่เธอไม่มี แต่เธออึดและฮึดสู้กับความไม่รู้ของเด็ก ที่ถูกส่งมาจากครู ป.๑ - ๒ ที่สอนควบและสุขภาพก็ไม่ดีเหมือนกัน เธอไม่ยอมเสียเวลา บ่นเด็กหรือครูที่สอนมา..แต่ใช้เวลาแก้ปัญหาตั้งแต่เปิดเทอม

ผมมีเค้าโครงหรือกรอบงานวิจัยอยู่หนึ่งเรื่อง ตั้งใจทำ ๕ บท แบบง่ายๆ กระชับ ตรงไปตรงมา คาดว่าจะเขียนให้แล้วเสร็จภายใน ๑ เดือน เพราะดำเนินการทดลอง ด้วยการบริหารจัดการและสังเกตผลที่เกิดขึ้นเชิงประจักษ์มาแล้ว ๒ ปีเต็ม จึงควรที่จะเขียน เป็นรายงานและสรุปผลเป็นงานวิจัยเล็กๆ ได้แล้ว

แต่ก่อนจะเขียน..ขอพูดเป็นบันทึกไว้ตรงนี้ก่อน ขออนุญาตท่านผู้อ่านที่เคารพ..อย่าคิดเป็นอื่นไกล จะกลายเป็นการคุยโม้โอ้อวด และหรืออ่านแล้ว มองได้ทั้งบวกและลบ ถ้าเป็นลบ หมายถึงว่า ผมนำเรื่องราวของคนใกล้ตัว มาตีแผ่ทำไม ประจานบางสิ่งบางอย่างบางแง่บางมุมเกินไปไหม มองเป็นบวก..เรื่องนี้มีอยู่จริง ในสังคมการศึกษาไทย โดยครูไทยนี่แหละ อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ผมจะเล่าเป็นเรื่องจริงทั้งหมด จะคิดอย่างไรก็ได้ หรือจะนำไปใช้บริหารจัดการชั้นเรียน ก็ได้..อานิสงส์ด้านคุณภาพจะเกิดขึ้นกับเด็กไทยตาดำๆมิใช่น้อย

เรื่องมีอยู่ว่า..ภรรยาผม เป็นครูสอนชั้น ป.๓ - ๔/ ควบ ๒ ห้องมาหลายปี ไม่มีบุคลิกคุณนาย ผอ.เลยแม้แต่น้อย สังเกตจากการเก็บกระดาษกวาดขยะกับเด็กๆ และทำกิจกรรมโครงการสารพัด เหมือนครูทั่วไป เธอไม่เสียใจเลย ที่ไม่เก่งคอมพิวเตอร์ เธอเห็นความสำคัญของไอซีที ทุ่มทุนซื้อให้ลูกกับสามี ให้ทันยุคทันสมัย โดยหวังพึ่งพาบ้างในด้านการจัดทำสื่อการสอน แต่พอเอาเข้าจริง เธอก็เกรงใจไม่อยากใช้ไหว้วานมากนัก

เหตุผลที่เธอไม่อยากแตะต้องคอมพิวเตอร์ เธอบอกแสงจากคอมอาจทำให้ตาเสื่อมเร็ว เธอเองก็สุขภาพไม่ดี เป็นทั้งไทรอยด์และหัวใจ เวลาว่างส่วนใหญ่ หมดไปกับการอ่านหนังสือ ยิ่งหนังสือที่แต่งโดยสมเด็จพระสังฆราช เล่มหนาๆ อ่านแล้วอ่านอีก ไม่รู้สึกเบื่อหน่าย

เธอเล่นเฟสไม่เป็น ไม่รู้จักลายน์ โทรศัพท์ ใช้น้อยเหลือเกิน เติมเงินครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ จะโทรเฉพาะที่จำเป็น โดยมากจะตอนค่ำ คุยกับลูก เวลาสอนหนังสือเธอจะไม่โทรหาใครทั้งนั้น เธอทำเช่นนี้มาตลอดนับสิบปี ๓ - ๔ ปีมานี้ เห็นผลชัดเจน บังเกิดสิ่งดีๆที่ตัวเด็กนักเรียน

ตอนแรก..ผมไม่แน่ใจ เพราะสมรรถนะบางอย่าง เป็นสิ่งที่ครูส่วนใหญ่เขามี แต่เธอไม่มี แต่เธออึดและฮึดสู้กับความไม่รู้ของเด็ก ที่ถูกส่งมาจากครู ป.๑ - ๒ ที่สอนควบและสุขภาพก็ไม่ดีเหมือนกัน เธอไม่ยอมเสียเวลา บ่นเด็กหรือครูที่สอนมา..แต่ใช้เวลาแก้ปัญหาตั้งแต่เปิดเทอม

ด้วยการใช้แบบฝึกอ่านอย่างหลากหลาย ที่เขตให้มา และที่สะสมไว้ ให้เด็กได้อ่านแล้วอ่านอีก สอนเด็กเป็นรายบุคคล สอนซ่อมเสริมบ่อยมาก แก้ปัญหาการอ่านการเขียนและการคิดคำนวณเป็นรายวัน เจาะกันเป็นรายคน เด็กคนไหนไม่ไหวจริงๆ เรียกมาเสริมเติมเต็ม ๒๐ นาทีในตอนเช้า ให้ใกล้ชิดครูจะได้ทันเพื่อน พอเทอมสอง ก็วิเคราะห์แนวข้อสอบระดับชาติ หาจุดเด่นจุดด้อยของเด็ก ทดลองทำข้อทดสอบ ฝึกความชำนาญ ให้คุ้นชินทั้งอัตนัยและปรนัย..บางครั้งการสอนไม่เป็นไปตามหลักสูตร ก็ต้องสอนเสริมพิเศษในวันเสาร์ ฟรีและเลี้ยงข้าวกลางวันนักเรียนด้วย

เธอทำเช่นนี้มาตลอด...เหมือนทำงานวิจัย..เดิมๆซ้ำๆ...จนผมภูมิใจในผลงานของเธอ ปีการศึกษา ๒๕๕๕ ผลการสอบระดับชาติ (NT) ป.๓ ที่ว่าดีแล้ว ปี ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ต้องเรียกว่าดีเยี่ยม ทั้ง ในด้านคำนวณ ด้านภาษา และด้านเหตุผล(๓ วิชา) ติดระดับท๊อบเท็น ของเขตพื้นที่ที่มี ๙๓ โรงเรียน มีค่าเฉลี่ยของคะแนนสูงกว่าระดับประเทศ

ดังนั้น..งานวิจัยของผม แบบทดสอบของสพฐ. คือเครื่องมือสำคัญ ตัวแปรที่เป็นปัจจัยหลัก คือวิธีสอนและความเอาใจใส่ของครู ตัวแปรและปัจจัยแวดล้อม ผมมองว่าเธอมีกำลังใจที่ได้ทำงานอันเป็นที่รัก มีครอบครัวที่อบอุ่น และไม่มีหนี้สิน

และผมมองว่า เธอไม่ต้องเสียเวลาก้มหน้าเล่นเฟส เล่นลายน์กับใคร ก้มหน้าก้มตาตรวจการบ้านเด็ก แก้ไขข้อผิดพลาดของเด็ก แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเด็กอยู่ตลอด..ถึงแม้เธอจะไม่ใช่ครูต้นแบบของใคร แต่เธอก็นั่งอยู่ในหัวใจผม ด้วยความศรัทธาครูแบบนี้จริงๆ

 

                                                                                        ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

                                                                                        ๕ มิถุนายน ๒๕๕๗