เรื่องราวเเห่งการเดินทาง


วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เป็นวันแห่งการเผชิญ ความเคลื่อนไหวในใจ

รุ่งเช้าครูมารับที่วัดเพื่อเดินทางไป สนามบินอุบล ด้วยจิตหมอง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับหนูก่อนการเดินทางบ่อย ๆ

ครูจึงจัดชุดใหญ่เพื่อให้สติ พอข้างในเบาเห็นความเปลี่ยนของน้ำหนักในใจชัดเจน

แล้วครูก็ให้ตั้งสติขับรถทำเวลา แล้วครูก็ทดสอบซ้ำโดยให้หนูใช้ปัญญาว่า ที่เบาเข้าใจหรือแค่คิดได้

ซึ่งผลลัพธ์ออกมาก็เพียงคิดได้ เป็นโจทย์ซ้ำให้หนูกลับมาคิดทบทวน

ปัญหาคือ มันเอาความคิดความเห็นของตนเองไปตัดสินเรื่องราวและสิ่งต่าง ๆ

เอากิเลสตนเองไปแปดเปื้อนผู้อื่น แก้ไขยังไง

ให้ตั้งสติมองหลาย ๆ มุม ถ้ามุมแรกเป็นความคิด ลองกลับมุมมองปรับปัจจัย ที่สำคัญฟังให้มากขึ้น สังเกตให้มากขึ้น

เป็นทักษะที่ไม่ค่อยฝึกกับตนเอง มีแต่คิดและตัดสิน

ถึงสนามบินไม่นานเข้า Gate พนักงานเรียกขึ้นเครื่อง จากสนามบินอุบลมุ่งตรงสู่ดอนเมือง ทำเวลาได้ดีทีเดียวถึงก่อนเวลา 10 นาที ประสานคนขับ บอกว่าอยู่ที่ประตู 1 พอรับกระเป๋าเสร็จคนขับโทรแจ้งว่ารออยู่ประตู 5 เดินออกมาไม่เจอ

ข้างในหนูเริ่มจะสติแตก เพราะบอกชั้นและประตูตรงกันแต่หากันไม่เจอ

จึงเงยหน้าขึ้นอ่านป้ายว่าใช่อาคารผู้โดยสาร 1 ตรงข้ามวัดดอนเมือง

เท่านั้นแหละ ปลายสายตกใจ เพราะไปรับที่สุวรรณภูมิ ตอนนั้นใจหนูจ๋อยเลย

ครูชี้ให้แก้ไขโดยการประสานผู้จัด ตัดสินใจกันว่า นั่ง TAXi ไปรพ.สระบุรีจะเร็วกว่า

แจ้งครูแล้วท่านก็พาขึ้น Taxi มุ่งสู่ รพ.สระบุรี

กับเรื่องราวนี้ คล้าย ตลกร้าย แต่เป็นเรื่องจริงยิ่งต้องทำเวลากลับยิ่งช้า

สิ่งที่หนูควรทำคือ ต้องประสานกับคนขับ ย้ำกันตั้งแต่ เมื่อวานหรือไม่อย่างช้าก็ก่อนขึ้นเครื่องให้ชัดว่า นัดหมายที่สนามบินไหน ประตูไหน เวลาเท่าไหร่ คอนเฟิร์มทะเบียนรถคนขับ ระยะทาง ระยะเวลา

มาถึงรพ.สระบุรี ครูก็ชวนทีมทำงานต่อ จากที่เผชิญเหตุการณ์ นำเสนอช่วงเช้าได้ 3 เรื่องที่รู้สึกได้ถึงความสบาย ๆ แช่มชื่นเบิกบานของบรรยากาศ ความตั้งใจของตนคือ จับทุกเรื่องมาเขียนเล่า เอาประเด็นสำคัญ สะท้อนความงาม

ดูเหมือนทักษะการจับเรื่องยังไม่ได้สมบูรณ์ เขียนเล่าไปก่อนได้ 3 จับลง mind map ไว้อีก 6 เหลือค้างยังไม่ได้เขียน

ตั้งใจปรับแก้ นิสัยไม่ชอบส่งข้อมูล

แก้ไขยังไง เขียนจับเรื่องราว เอาประเด็นสำคัญ สะท้อนบรรยากาศและความสดใสของบรรยากาศ และที่สำคัญใจของคนเล่าที่ ยิ่งเล่ายิ่งมีความสุข ใครได้เล่าเรื่องดี ๆ ให้ครูฟัง สังเกตเห็นว่า เขามีความสุข

อะไรยังทำให้ทำได้ไม่ถึงครึ่ง ความกลัว ความกังวล สิ่งเหล่านี้คุกคามใจได้เพราะขาดสติ สรุปคือ ต้องตั้งสติกับตนเองให้มากกว่านี้มาก ๆ

พอบ่ายสองได้เวลาต่อเครื่องไป สุราษฯ นั่งรถจากสระบุรีมาสนามบิน หนูหลับแบบคอพับคออ่อน ครูถ่ายคลิปไว้ให้ได้เห็น ตลกและน่าอาย แต่มันจริง หลับซะคอพับคออ่อนไม่มีสติ

แก้ยังไง ถ้าง่วงหรือเพลียตั้งสติหายใจไปก็น่าจะพอหล่อเลี้ยง แต่นี่หลับพับ ซะชัดเจน

จากดอนเมืองมุ่งสู่สุราษฯ พี่จิ๋มมารับเอง ฟังเสียงคุยและบรรยากาศดูสบาย ๆ แบบอิ่มสุข

ถึงโรงแรมแบบใช้เวลาไม่นาน ครูเข้าที่พัก

จัดแจงเปลี่ยนชุดไปวิ่ง ฝนตกซะงั้น พอถึงริมน้ำก็ใช้ได้อยู่นะฝนปรอย ๆ ก็กำลังเย็นดี เหงื่อร้อนๆกับน้ำฝนเย็นๆปะทะกันก็ทำให้รู้สึกสบายๆกำลังดี น้ำจากร่างกาย ที่มีความร้อนปนบนผิวหนังที่ถูกลมในร่างกายดันออกมาจากรูขุมขน พอมาชนกับน้ำฟ้า ที่ผ่านอากาศมาแบบชุ่มเย็น ก็ให้ความรู้สึก เย็น ๆ ในใจได้ดีทีเดียว

ในใจคิดใคร่ครวญ เรื่องแก้ไขตนเอง ยังไงก็จะหยุดปัญหาให้ได้ ถ้าเราไม่หยุดแล้วจะให้ใครหยุดก็มันปัญหาของเรา

วิ่งอยู่ครึ่งชั่วโมงก็กลับที่พัก อาบน้ำสระผม แล้วก็หลับยาว

ตื่นมาห้าทุ่ม ครึ่งค่อยได้ทำวัตร อันนี้แก้ยังไง ยังประมาทมากอยู่ ต้องทำทำวัตรเขียนงานให้เสร็จก่อนแล้วค่อยหลับ

จิตที่ชอบต่อรองยังคงมีอำนาจ

แก้ซ้ำย้ำที่เวลาเพราะไม่งั้น ผลลัพธ์ถ้าแก้ตรงนี้ไม่ได้ปัญหาจะเกิดที่ครอบครัว

สู้ๆ

คำสำคัญ (Tags): #ภาวนา#aar
หมายเลขบันทึก: 569731เขียนเมื่อ 4 มิถุนายน 2014 05:03 น. ()แก้ไขเมื่อ 4 มิถุนายน 2014 05:03 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี