ผมศึกษาคำสอนของพุทธศาสนามาบ้าง จนพอรู้ว่า...ไม่มีการเมืองการปกครองรูปแบบใด ที่จะทำให้เกิด "สังคมที่ดี หรือ สังคมอุดมคติ” ที่มีแต่คนดี ไม่มีคนเลว หรือ คนชั่ว หรือ คนกระทำผิด (แบบในยุคพระศรีอาริย์) อย่างแน่นอน
.
ความจริงสังคมมนุษย์ทั่วไปในโลกตามแนวพุทธศาสนา ล้วนดำเนินชีวิตด้วยความโลภ โกรธ หลง หรือ มีอวิชชาเป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องนำพา (แรงขับ แรงกระตุ้น) ไม่เว้นแม้บุคคลผู้นั้นจะอยู่ในชนชั้นใด แม้แต่สังคมภิกษุ / นักบวชในศาสนาพุทธ ถ้าทำตามพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์จริงๆ ก็ถือว่าเป็นสังคมที่ดีที่สุดในโลกอย่างที่ทุกคนใฝ่หา แต่ความเป็นจริง ก็ยังมีภิกษุที่ทำผิดธรรมวินัย เพราะยังเป็นปุถุชนอยู่ ยิ่งมีคนจิตใจหยาบช้า คนต่ำทรามเข้ามาบวชเป็นภิกษุ ต่อให้มีกฎเกณฑ์เข้มงวดแค่ไหน ก็ทำบาปกรรมหยาบช้าได้เสมอ และยิ่งถ้าผู้เป็นครูอาจารย์ไม่ดีจริง หรือเอาใจใส่สั่งสอนอบรมจริง ก็มีโอกาสที่กระทำผิดมากยิ่งขึ้น
.
ดังนั้น...จึงไม่มีระบอบการปกครองแบบไหนดีที่สุดในโลก โดยไม่มีข้อบกพร่อง เพราะระบอบประชาธิปไตยก็ไม่มีหลักประกันว่าจะมีผลสำเร็จดีกว่าระบอบการปกครองอื่นแต่อย่างใด และถ้าคน/ผู้นำในระบอบนั้นหลงตน มัวเมาในอำนาจ และผลประโยชน์ก็ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนและสังคมเหมือนระบอบการปกครองอื่นๆ แต่...ระบอบประชาธิปไตยดีตรงที่ว่า เมื่อคนเก่าหมดวาระลงตามที่กำหนด ประชาชนก็จะเลือก “ตัวแทน” ใหม่ โดยไม่ต้องรบราฆ่าฟันล้างโคตรเหมือนระบอบอื่นๆ และถ้าประชาชนยึดมั่นในหลักการเหตุและผล การเชื่อมั่นในตนเอง โอกาสที่ประชาชนจะมีความเสมอภาค ความยุติธรรม และเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกันก็มีมากขึ้นเท่านั้น
.
ประชาธิปไตยเป็นระบอบหนึ่งของสังคม ที่แค่เลือก "ตัวแทน" ไปทำงาน
ไม่ได้มุ่งเน้นหา "คนดี" มาเป็นผู้นำ ผู้ปกครอง
แต่...ถ้าเผอิญได้ "คนดี และเก่ง" มาเป็นตัวแทนยิ่งดีใหญ่
.
ผมคิดว่า เมื่อสังคมใดเลือกระบอบการอยู่ร่วมกันในสังคมแบบใดแล้วจริงๆ ก็ควรยึดมั่นถือมั่นตามหลักการของระบอบนั้นๆ เช่น สังคมไทยเลือกการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เราก็ควรยึดหลักการของประชาธิปไตยจริงๆ ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ เลือกคนที่ “อาสา” มาเป็น "ตัวแทน" ไปทำงานพัฒนาหรือแก้ปัญหาตามที่ประชาชนต้องการ ไม่ใช่แบบทุกวันนี้ ที่สังคมไทยไปเอาวิธีการของระบอบการปกครองอื่นๆ มาปนเปกับระบอบประชาธิปไตย โดยอ้างว่าเพื่อความเหมาะสมกับสังคมไทย แล้วเรียกใหม่ว่า “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” เช่น ต้องการให้นักการเมืองเป็น "คนดี" อ้างแต่ "ความเป็นคนดี" เพื่อทำลายคนที่อาสามาเป็น "ตัวแทนประชาชน" ว่าเป็นคนไม่ดี เพื่อคนที่อ้างตัวเอง "เป็นคนดี" เข้ามามีอำนาจแทน แบบนี้มันจะทำให้คนในสังคมนี้ สับสนในหลักการ แนวคิดของประชาธิปไตย
.
แต่...ถ้าสังคมไทยมีคนจำนวนหนึ่งคิดว่าระบอบประชาธิปไตยไม่ดีพอ และหันกลับไปเชื่อว่าการปกครองที่ดีที่สุดของสังคมไทย คือ การให้คนคนหนึ่ง หรือ คนกลุ่มหนึ่ง ที่เชื่อว่า “เป็นคนดี มีความรู้ มีคุณลักษณะพิเศษเหนือกว่าประชาชนธรรมดาควรเป็นผู้นำ ผู้ปกครอง” เช่น วิธีการเลือกผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน คนกลุ่มนั้นก็ควรรณรงค์ชักชวนให้คนส่วนมากในสังคมไทยเห็นด้วย และเมื่อมีคนเห็นด้วยมากเข้า จนสังคมส่วนใหญ่เลือกและตัดสินใจใช้การปกครองแบบที่นำเสนอ ก็ควรประกาศให้โลกรับรู้ว่า เราเลือกระบอบการปกครองแบบ “ผู้นำเป็นคนดี” ใหม่ ทุกคนจะได้ยอมรับขอบเขต ข้อจำกัดของตัวเอง จะได้ไม่ต้องมาจัดตั้งม็อบ ทหารไม่ต้องยึดอำนาจรัฐประหารอยู่บ่อยๆ เพื่อขับไล่คนที่ตนเองไม่ชอบให้พ้นอำนาจไป ซึ่งวิธีการแบบนี้จะทำให้เกิดความเดือดร้อน วุ่นวาย สร้างความขัดแย้งต่อคนในสังคมอย่างไม่รู้จบรู้สิ้นไปอีกนาน
.
ซึ่งที่ผ่านมาในอดีตสังคมไทย เราได้รับการปลูกฝังให้มีความเชื่อและแนวคิดตามคำสอนในพระพุทธศาสนาที่สอนให้ละบาปหรือความชั่ว บำเพ็ญบุญกุศล และฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์ กฎแห่งกรรม การบำเพ็ญบารมีเพื่อไปสู่พระนิพพาน จนกลายเป็นลักษณะนิสัยจิตใจของคนไทยอย่าง และการที่จะไปสู่นิพพานได้นั้น บางคนก็เสียสละตั้งใจบำเพ็ญบารมี เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้มากมายก่อนที่ตัวเองจะไปนิพพาน บุคคลเหล่านี้ทางพุทธศาสนา เรียกว่า “โพธิสัตว์” โพธิสัตว์เป็นบุคคลที่มีคุณธรรมสูงมากกว่าคนทั่วไป ต้องบำเพ็ญทศบารมีให้เต็มเปี่ยม และสามารถนำพาบุคคลต่างๆ ให้รู้จักบำเพ็ญบุญกุศล สร้างบารมีตาม ด้วยการทำบุญ ทำทาน ทำความดีให้ก้าวหน้าเสมอ จนบรรลุนิพพานด้วยกันเป็นจำนวนมาก
.
ในสังคมไทยมีความเชื่อ(ถูกปลูกฝัง-ล้างสมอง)ว่าบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง หรือยกตัวเองเป็นพระราชา หรือ กษัตริย์ หรือ พระเจ้าแผ่นดิน หรือจักรพรรดิได้นั้น ต้องมีวาสนาบุญบารมีเก่า หรือคุณธรรมสูงกว่าผู้อื่น หรือตั้งใจเป็นโพธิสัตว์ เพราะการเป็นพระราชา หรือกษัตริย์ หรือพระเจ้าแผ่นดิน หรือจักรพรรดิ ต้องตั้งใจเสียสละแรงกายแรงใจ สติปัญญา และทรัพย์สมบัติ เพื่อดูแลประชาชนจำนวนมากให้สงบสุข ปลอดภัย มั่นคง ไม่ได้สุขสบายเหมือนคนทั่วไป ซึ่งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา(ประวัติที่ถูกสร้าง) ก็ดูเหมือนเป็นเช่นนั้น คนไทยจึงเชื่อว่าผู้ที่จะเป็นพระราชา หรือกษัตริย์ หรือพระเจ้าแผ่นดิน หรือ จักรพรรดิต่อๆ มานั้น ต้องเป็นพระโพธิสัตว์ทุกองค์ และทุกองค์ต้องมีทศพิธราชธรรมเป็นแนวทางชีวิต หรือในการปกครองบริหารจัดการ จึงสามารถนำสังคมไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ได้ดีกว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในภายหลังลูกหลานคนในตระกูลโพธิสัตว์จึงได้รับการยกย่องเสมือนหนึ่ง “เป็นเทพ”ตามไปด้วย ประชาชนคนธรรมดาที่จะเข้าหา/เข้าพบหรือเป็นลูกน้องบริวาร ก็ต้องรู้จักวิธีการพูด วิธีการแสดงออกที่ให้เกียรติตามไปด้วย ไม่งั้นจะถือว่าหมิ่นราชนิกูล มีโทษประหารชีวิตสมัยนี้ก็ถือว่าล่วงเกินตามมาตรา 112 ต้องติดคุกหลายปี
.
ดังนั้น สังคมไทยจึงถูกปกครองในลักษณะพระราชา หรือพระมหากษัตริย์ที่เป็นทั้งประมุข เป็นผู้ปกครอง และเป็นผู้บริหารมานานในลักษณะโพธิสัตว์ คนไทยจึงถูกทำให้เชื่อว่า “สังคมที่ดี ควรถูกนำ หรือปกครองด้วยคนดี” เท่านั้น และทุกคนควรตั้งใจทำความดี จนเป็นคนดี มากกว่าอยากเป็นคนเก่ง หรือคนรวย เช่น ควรเป็น พ่อดี แม่ดี ครูดี พี่ดี น้องดี ลูกดี หลานดี เพื่อนดี นายดี ลูกจ้างดี วัดดี พระดี ฯลฯ (ยกเว้นตัวเอง 555)
.
จริงๆ แล้ว ประเทศไทยในอดีตก็เหมือนกับกับการปกครองของประเทศต่างๆ ที่เริ่มต้นเกิดจากกลุ่มบุคคล(ตระกูล)ต่างๆ ที่นำลูกหลานหรือข้าทาสบริวารของตัวเองมารวมกันไพร่พล แล้วเป็นกองทัพใหญ่ เพื่อสร้างแว่นแคว้น หรือกอบกู้เอกราช หรือทำสงครามแย่งชิงแว่นแคว้น หรือราชบัลลังก์ เมื่อเหตุการณ์สงบ ก็แบ่งสรรกันปกครองในพื้นที่ต่างๆ ตามที่แต่ละตระกูลตกลงกัน ไม่ได้ปกครองโดยราชา หรือกษัตริย์มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว เพียงแต่ตระกูลต่างๆ ตกลงยกตระกูลหนึ่งขึ้นมาเป็นหัวหน้า(กษัตริย์,ราชา) อาจเพราะตระกูลนั้นเป็นผู้นำริเริ่ม หรือมีกำลังไพร่พลมากกว่า หรือมีทุนรอนทรัพย์สินมากกว่า หรือมีฝีมือรบเก่งกว่า เพื่อเป็นผู้นำในการปกครองรัฐ แว่นแคว้นของตัวเองต่อไป ส่วนตระกูลอื่นๆ ที่ได้ไปอยู่ตามที่ต่างๆ ก็ปกครองดูแลบ้านเมืองของตัวเองไป สัก 1-3 ปี ก็นำเงินหรือสิ่งของมามอบให้ผู้นำ เพื่อให้รู้ว่ายังเป็นพวกเดียวกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้นำจะเข้าไปปกครองดูแลเมืองต่างๆ ทั้งแว่นแคว้นเอง เพราะไม่มีทั้งคนของตัวเอง และกำลังเพียงพอที่จะแบ่งไปปกครองดูแล ยกเว้นเมืองเล็กเมืองน้อยที่อยู่ใกล้เมืองของผู้นำ ผู้นำก็จะส่งคนของตัวเองไปดูแลเองได้โดยตรง
.
เมื่อผู้นำที่ได้รับการเลือกให้เป็นกษัตริย์หรือราชาอยู่ในตำแหน่งได้นานๆ ก็มักสะสมกำลังพลของตนเองให้เหนือตระกูลอื่น เมื่อตัวเองมีกำลังเหนือกว่าผู้ใด ก็มักจะรวบอำนาจมาไว้กับตัวเองผู้เดียว และมักจะสร้างความสัมพันธ์กับขุนนางที่มายอมเป็นพวก ด้วยการขอลูกสาวหลานสาวมาแต่งงานด้วย หรือแต่งตั้งให้มีบทบาท ตำแหน่งงานในเขตบ้าน/เมืองของผู้นำ กลายเป็นการสร้างเครือข่ายพวกพ้องตัวของผู้นำและลูกหลานของผู้นำโดยเฉพาะให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงต่อไป (ชั่วกัลปาวสาน) แต่...เป็นธรรมชาติปกติวิสัย หรือสัจธรรมที่ไม่สิ่งใดจะยืนยงคงอยู่ได้นานแสนนาน อำนาจบารมีของตระกูลผู้นำย่อมอ่อนแอลงตามลำดับ เพราะลูกหลานผู้นำคนต่อมาเมื่อเกิดมามักสุขสบาย ไม่ค่อยลำบาก มีแต่คนมาสมัครเป็นลูกน้อง/บริวารเพราะเป็นลูกหลานราชา/กษัตริย์ ส่วนมากมักมีแต่พวกประจบสอพลอ ยกยอปอปั้น ทำให้หลงระเริงเสพสุขมัวเมาได้ง่าย เมื่อเติบใหญ่มีบริวารมากขึ้น ถ้าผู้นำมีลูกหลานหลายคน ต่างคนก็ต่างคิดว่าตัวเองแน่ ตัวเองสมควรเป็นผู้นำคนต่อไป ก็มักจะเกิดการสะสมไพร่พล แข่งขันแย่งชิงอำนาจ และราชบัลลังก์ในที่สุด ทำให้เกิดสงครามกลางเมือง สูญเสียผู้มีความสามารถของแต่ละฝ่ายตลอดมา จนบ้านเมืองอ่อนแอ ไม่สงบสุข ในที่สุดก็ต้องเกิดผู้นำคนใหม่ ราชวงศ์ใหม่ เช่น กรุงศรีอยุธยา เป็นตัวอย่างที่เป็นกรณีศึกษาได้ดีมาก
.
แต่...ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถือว่าประเทศไทยโชคดีมากที่ช่วงนั้นฝรั่งขยายอาณานิคม และบังคับให้ไทยต้องปักปันเขตแดนของตัวเองให้ชัดเจน หลังจากปักปันเขตแดนแล้วจึงถือว่า “ประเทศ” เกิดขึ้นในตอนนี้นั่นเอง รัชกาลที่ 5 จึงทรงอาศัยเหตุนี้ ได้ปรับปรุงการปกครองแบบเดิมที่ต้องอาศัยกำลังพลของแต่ละตระกูลมาค้ำจุนประเทศ (ทำให้เกิดการแย่งชิง ทำลายตระกูลอีกฝ่าย และสะสมกำลังไพร่พลก่อกบฏได้ง่าย) โดยการยกเลิกเจ้าเมือง เจ้าผู้ครองนครไม่ให้มีอำนาจเต็ม ส่งข้าราชการจากกรุงเทพฯไปดูแลการเก็บภาษีแต่ละท้องที่เอง แล้วส่งมายังกรุงเทพฯ กรุงเทพฯ ค่อยจ่ายเงินออกไปเป็นเงินเดือนของข้าราชการแต่ละเมือง (เจ้าเมือง เจ้าผู้ครองนครจึงหมดอิทธิพล) ต่อมาได้เลิกทาส(ทำให้แต่ละตระกูลมีไพร่พลน้อยลงหรือไม่มีเลย) แล้วฝึกทหารแบบฝรั่งในนามประเทศ เมื่อฝึกได้มากขึ้นก็กลายเป็นกองกำลังหลักของประเทศที่สั่งการโดยพระเจ้าแผ่นดิน หรือเสนาบดี หรือข้าราชการที่ทรงมอบหมายเท่านั้น ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งหรือตระกูลใดตระกูลหนึ่งเหมือนเดิม (ลดการแย่งชิงราชบัลลังก์ สงครามกลางเมือง กบฏได้มาก) ซึ่งระบอบการปกครองของรัชกาลที่ 5 แบบนี้ ก็กลายเป็น “เจ้าประเทศ” คือ เหมือนกับการปกครองของเจ้าเมือง เจ้าผู้ครองนคร เจ้าประเทศราช แต่มีขนาดใหญ่กว่านั่นเอง แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทำตนลุแก่อำนาจในฐานะเจ้าประเทศ เพราะท่านรู้ว่า ประเทศทางฝรั่งกำลังมีอิทธิพลมากกว่า พระองค์จึงต้องคอยปรับระบบราชการให้สอดคล้องกับยุคสมัย เช่น จัดตั้ง กระทรวง ทบวง กรม, จัดตั้งเสนาบดีสภา, ขยายการจัดการศึกษาแบบใหม่ให้ทั่วถึง, ส่งลูกหลานของพระองค์ และขุนนางไปศึกษาต่อยังประเทศตะวันตกหลายแห่ง และกษัตริย์องค์ต่อมา(ร.6-ร.7) ก็พยายามปรับปรุงระบบราชการให้ทันสมัยขึ้น, ทั้ง 3 พระองค์ ได้ทรงทดลองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ลดอำนาจบริหารหรือปกครองโดยกษัตริย์ลง รัชกาลที่ 5 ทรงเปิดโอกาสให้ประชาชนธรรมดาได้รับการศึกษาจากรัฐ รัชกาลที่ 6 ทรงขยายการศึกษาให้ประชาชนคนธรรมดาเข้ารับการศึกษาอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ ขยายการศึกษาถึงระดับมหาวิทยาลัย เพื่อให้ประชาชนคนธรรมดาได้รับการศึกษาที่สูงอย่างเป็นระบบ แล้วเข้ามารับราชการช่วยในการบริหารและปกครองในส่วนต่างๆมาโดยตลอด(ปัจจุบันคลอบคลุมทุกสาขาทั่วทั้งประเทศ) แต่ยังไม่ได้เปิดโอกาสให้กับประชาชนเข้ามาบริหารปกครองประเทศโดยตรง เพราะทรงเห็นว่าประชาชนและขุนนางยังไม่พร้อมต่อการปกครองในระบอบนี้
.
เมื่อกษัตริย์ยังไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาบริหารปกครองประเทศโดยตรง จึงมีพวกคนกลุ่มหนึ่ง(คณะราษฎร์) ทนไม่ไหวที่ดูจะล่าช้าไม่ทันใจ เพราะอยากให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการปกครองและบริหารประเทศโดยเร็ว จึงรวมตัวกันยึดอำนาจจากกษัตริย์ ประกาศให้มีระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อทุกอย่างยังไม่พร้อม(แนวคิด-ความเข้าใจ-การศึกษา-การตัดสินใจด้วยการโต้เถียง หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น) กลับรีบประกาศให้ใช้ทั้งประเทศ แทนที่จะลองทดลองไปทีละเมือง ทีละจังหวัด ระบอบใหม่นี้จึงไม่ได้ผลดีตามที่คาดหวัง ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ต่อมาคนกลุ่มที่ยึดอำนาจก็แข่งขันแย่งชิงอำนาจกันเอง จนฝ่ายที่เป็นทหารชนะ ซึ่งก็ไม่ได้ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจและตระหนักในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง(มัวแต่ไปส่งเสริมชาตินิยม) ฝ่ายกษัตริย์จึงค่อยๆ สะสมบารมีมาเรื่อยๆ พยายามสลายอิทธิพลกลุ่มคณะราษฎร์(ปรีดี+จอมพล ป.) และนิสิตนักศึกษาที่ศรัทธาสายนี้/ผู้คนที่สนใจอยากเห็นไทยเป็นประชาธิปไตยลงได้ โดยอาศัยทหารกลุ่มหนึ่ง(สฤษดิ์-ถนอม) ยึดอำนาจ แล้วให้ทหารกลุ่มนี้บริหารปกครองประเทศมาตั้งแต่ปี 2501-2514 แต่ก็ถูกแทรกแซงด้วยกระแสของนิสิตนักศึกษา และพวกหัวก้าวหน้าในปี 2516 และ 2519 ซึ่งฝ่ายกษัตริย์ก็พยายามควบคุมและปราบปรามได้สำเร็จ จนเริ่มมีอำนาจอย่างแท้จริงตั้งแต่ปี 2520 ปรากฏชัดเจนในปี 2523 และเบ็ดเสร็จในปี 2540 ซึ่งถือว่าเป็นจุดกำเนิดแนวทางใหม่ในการปกครองของประเทศไทย โดยอาศัยระบอบประชาธิปไตย และการเลือกตั้งเป็นฉากหน้า (ใบอนุญาตที่ 1) แต่ “กำกับ”แนวทางการบริหารปกครองโดยกลุ่ม“กษัตริยานิยม”(Royalism) (ใบอนุญาตที่ 2) ซึ่งสนับสนุนแนวคิดความเป็น “ราชอาณาจักร”[kingdom, realm = ดินแดนของกษัตริย์, เจ้าของแผ่นดิน, (กษัตริย์ ส. ผู้ป้องกันภัย,นักรบ / ขตฺติย บ. ผู้ปกป้องรักษานาไร่,ผู้แบ่งที่ดิน,ผู้เป็นใหญ่ในนา)] ต่อกษัตริย์หรือราชวงศ์ใดราชวงศ์หนึ่งโดยเฉพาะ ให้เป็นทั้งประมุขและบริหารปกครองด้วยองค์เอง แนวคิดนี้คนหลายคนเข้าใจว่าเป็น “ราชาธิปไตยนิยม”(Monarchism) ที่สนับสนุนการปกครองโดยกษัตริย์เหมือนกัน แต่แนวคิดนี้ต่างกันที่ ไม่ได้เจาะจงพระมหากษัตริย์ หรือราชวงศ์ใดราชวงศ์หนึ่งโดยเฉพาะ
.
สรุป : ปัญหาของประเทศไทยที่สร้างความสับสน วุ่นวาย เดือดร้อนต่อสังคม สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลจากความขัดแย้ง และการปฏิวัติยึดอำนาจ จากม็อบปิดถนน ปิดสถานที่ราชการ ยึด-ปิดทำเนียบ ยึด-ปิดสนามบิน ยึด-ปิดสถานีโทรทัศน์ ฯลฯ น่าจะประมาณ 100 ล้านล้านบาทได้มั๊ง (ถ้านับตั้งแต่เลือกตั้ง ปี 2518 จนถึงขณะนี้) ล้วนมาจากที่นักการเมืองจากการเลือกตั้ง คิดว่าเข้าใจว่าตัวเองมีอำนาจในการบริหาร การปกครอง การจัดการจากประชาชนมอบให้แล้วลงมือทำตามนโยบาย โดยไม่รู้หรือตระหนักว่า...จะบริหารปกครองได้ดี ต้องได้รับความเห็นชอบ หรือได้รับอนุญาตจากกลุ่มที่ยังยึดมั่นใน “กษัตริยานิยม” ก่อน ถ้าขืนทำไปโดยไม่ได้รับความเห็นชอบ จะถูกขัดขวางจากข้าราชการ(ม้า-จ๊อกกี้), หรือถ้ายังดื้อก็จะเจอม็อบประเภทม็อบกู้ชาติ, ม็อบบ้าคลั่ง กปปส., ถ้ายังดื้อขืนทำอีก ก็จะเจอการปฏิวัติ ยึดอำนาจในที่สุด, สมัยปัจจุบันนี้หลังเลือกตั้งปี 2562 เป็นต้นมา ถ้าขืนดื้อทำก็จะเจอม็อบแบบเบาะๆ เพื่อเตือนสติ แต่ถ้ายังดื้อขืนทำอีกก็จะเจอแบบหนัก คือ “นักร้องเรียน” คราวนี้สารพัดองค์กรอิสระ ก็จะออกมาดาหน้าตัดสินว่าผิดอย่างนี้อย่างนั้น (ทั้งๆที่เหตุผลที่อ้างว่าผิด ไม่มีน้ำหนัก หรือพิจารณาโดย “การตีความเอาเอง” เพื่อให้ผิดให้ได้ (คุณสมัคร พิธีกรอาหาร-ชัชชาติ รถไฟความเร็วสูง, เศรษฐา,แพทองธาร-จริยธรรม) หรือใช้อำนาจตัดสินที่ตัวเองโดยที่ตัวเองไม่มีอำนาจกฎหมายใดรองรับ คงไม่มีการยึดอำนาจไปอีกนาน เพราะใช้ ปปช.,ศาลปกครอง,ศาลรัฐธรรมนูญ ง่ายกว่า เนียนกว่าด้วย แถมไม่เปลืองงบประมาณให้ใครยึดอำนาจอีก
.
ถ้านักการเมืองคนใดเข้าใจปมปัญหานี้ แบบพรรคประชาธิปัตย์ (ยุค นายชวน หลีกภัย จนถึงยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ก็จะรอดพ้นปราศปัญหาใดมาเป็นอุปสรรคขัดขวางแต่อย่างใด ที่จริงรัฐธรรมนูญ 2540 ร่างเพื่อนายชวนจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีแบบราบรื่น ไม่ต้องกลัวพรรคร่วมรัฐบาลหักหลัง ดันโถล่ได้ทักษิณมาเป็นนายกฯแบบไม่คาดฝัน ทำทุกอย่างตั้งแต่ดิสเครดิตก็รอดตัว ก่อม็อบก็เอาไม่ลง เลือกตั้งอีกครั้งทักษิณชนะถล่มทลาย สุดท้ายต้องยึดอำนาจจึงไล่ทักษิณได้ พอแก้รัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อไม่ให้คนอย่างทักษิณมาอีก ก็ดันได้สมัคร กว่าจะไล่สมัคร ขัดขวางสมชายได้ ต้องก่อม็อบที่ทำลายประเทศมหาศาลก็ต้องทำ ไม่งั้นเอาไม่ลง กว่าจะช่วยนายอภิสิทธิ์ให้เป็นนายกฯ ได้ก็หืดขึ้นคอ คราวนี้เจอม็อบเสื้อแดงบ้าง จัดม็อบสู้ก็สู้ไม่ได้ ก็เลยหาข้ออ้างให้พวกเสื้อแดงเป็นพวกก่อการร้าย เพื่อให้ทหารออกมาปราบ และยิงเสื้อแดงทุกอย่างที่วางหน้า พอเลือกตั้งใหม่ ดันได้ยิ่งลักษณ์อีกแล้ว ตอนแรกใช้น้ำท่วม ก็ยังรอด ใช้เสธ.อ้ายล้อมทำเนียบก็จุดไม่ติด เชื้อไฟไม่แรง, คราวนี้ใช้ม็อบบ้าคลั่ง กปปส.ออกมาขับไล่อ้างลักหลับ, ปลดยิ่งลักษณ์ได้ก็เพราะอ้างย้ายถวิล สุดท้ายก็ยังไม่อยู่ สั่งยึดอำนาจอีกทีดีกว่า อุตส่าห์ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 2560 คิดว่าคงชนะทักษิณและพวกเสื้อแดงได้แน่ๆ แต่ก็ดันได้พรรคเพื่อไทยอีกแล้ว ก็ต้องจัดสารพัดม็อบ ผสมให้นักร้องคอยจับผิดส่งฟ้อง รธน. ปปช. คราวนี้ดูแล้วคงชนะแบบสบายๆหน่อย ใช้คนแค่ 9 คนก็ชนะแล้ว (อาจทำทีให้ ตลก.บางส่วนตัดสินแบบตรงข้ามบ้าง ไม่งั้นดูน่าเกลียดเกินไป)
.
สรุปของสรุป : ถ้าบุคคลใด อยาก “อาสา” เข้ามาเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน ก็แค่เลือกตั้งให้ผ่านก็พอ แต่ถ้าอยากบริหารประเทศ อยากพัฒนาประเทศตามแนวคิดของตัวเอง ก็ต้องทำใจและยอมรับให้ได้ว่า ต้องได้รับใบอนุญาตที่ 2 ก่อน, ถ้ายอมรับได้ก็ไม่เป็นไรคงอยู่ครบเทอม โดยทำตามแนวคิดของตัวเองเป็นส่วนเสริม แต่ต้องทำตามที่ “ผู้กำกับ”วางแนวไว้เป็นหลักสำคัญ รับรองหมดห่วง สบายใจนอนหลับสนิททุกวัน
.
แต่ถ้า...ถามผม ผมคิดว่าตอนนี้เราสามารถปกครองในระบอบประชาธิปไตยเต็มที่ได้ เพราะประชาชนคนไทยมีความพร้อมทั้งแนวคิดประชาธิปไตย การทำงานแบบต้องเข้าประชุมถกเถียงก่อนตัดสินใจ แต่ยังไม่น่าไว้ใจตรงที่ยังไม่ยอมรับความแพ้ง่ายๆ (ถ้ากูไม่ได้ มึงก็ต้องไม่ได้) ส่วนความมั่นคงภายใน ภายนอก หรือระหว่างประเทศยกให้ “ผู้กำกับ”อย่างเต็มที่ไปเลย เพราะจริงๆ แล้วทุกประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยแท้ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ล้วนต้องมีกลุ่มบุคคล(อาจใช้ชื่อแบบนิยายของแดน บราวน์ก็ได้) ที่อยู่เบื้องหลังในการดูแลประเทศในภาพรวมทั้งนั้น ฉากหน้านโยบายทั่วไปขึ้นอยู่กับพรรครีพับรีกัน หรือเดโมแครต ที่ชนะในครั้งนั้น ส่วนประเทศจีนนั้นเปิดเผยเลยว่า ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน บุคคลต่างๆที่จะได้รับตำแหน่งล้วนคัดเลือกมาจากคณะกรรมการพรรคทั้งสิ้น คณะกรรมการพรรคแต่ละระดับ ก็เริ่มต้นจากประชาชนแต่ละท้องที่ สมัครเข้าไปสมาชิกพรรคก่อน
.
แต่...ถ้าฝ่าย “กษัตริยานิยม”(Royalism) ยังสามารถทำให้ประชาชนคนไทยเชื่อถือไว้ใจ ให้มีบทบาทดูแลรักษาปกครองบ้านเมือง บริหารประเทศได้มากกว่านักการเมืองจากการเลือกตั้ง ผมก็ยอมรับได้ เพราะผมเชื่อว่า ผมสามารถปรับตัวเข้ากับระบอบการปกครองทุกรูปแบบได้ เพราะผมเป็นพุทธศาสนิกชน ที่พอมีสติปัญญาเข้าใจได้ว่า...ไม่ควร "ยึดมั่นถือมั่น" เพราะทุกสิ่งเป็น “อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา” และตัวผมเองเชื่อมั่นในการเวียนว่ายตายเกิด และกฎแห่งกรรมอย่างมั่นคง ทำให้ผมเชื่อว่า “การที่เราเกิดในแต่ละชาติ เพราะเราต้องไปเรียนรู้ และชดใช้ความผิดพลาดที่ทำมาในอดีตชาติต่างๆ ส่วนการเกิดในสังคมแบบใด แสดงว่าต้องเกิดมาเพื่อเรียนรู้โอกาส และอุปสรรคของสังคมแบบนั้นที่จะช่วยให้เราได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเอง”
เช่น ผมเกิดมาในสังคมไทย แสดงว่าผมต้องมาเรียนรู้การยึดติดในความสุขสบาย ความหลงมัวเมาเพลิดเพลินกับธรรมชาติวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม และความเป็น "คนดี” ให้ผ่านพ้นให้ได้, แต่...ถ้าผมไปเกิดที่เกาหลีเหนือ แสดงว่า ผมต้องไปเรียนรู้การกดขี่ข่มเหง ระบอบชนชั้น, ยิ่ง...ถ้าผมไปเกิดในประเทศยุโรปในยุคกลาง แสดงว่า ผมต้องไปเรียนรู้ไม่ให้เผยแพร่เรื่องความลึกลับ การเวียนว่ายตายเกิด หรือเรื่องที่ยุคนั้นห้ามเอาไว้ ผมต้องเน้นเรื่องความรัก ความเมตตาอย่างเดียว ถ้าผมดื้อรั้นและไม่ทำตาม ผมคงถูกแขวนคอ เผาไฟ หรือไม่ก็คงถูกบังคับให้กินยาพิษแน่ๆ,
.
เรามาช่วยกันทำให้สังคมไม่สับสนเถอะครับ ท่านที่คิดว่า "ตัวเองดีกว่า" หรือ “คิดดีกว่า”ชาวบ้าน อย่าดีแต่พูดว่าประเทศไทยควรปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่...กลับทำลายหลักการวิธีการของประชาธิปไตย แล้วไปส่งเสริมอำนาจของชนชั้น "upper class" หรือ "aristocracy" หรือ “Elite” ให้มีพลังยิ่งกว่าอำนาจประชาธิปไตย
.
ถ้า...ท่านยังเชื่อว่า...สังคมไทยควรปกครองในระบอบประชาธิปไตย ก็ควรยอมรับแนวคิด/หลักการ/แนวทางหรือวิธีการทางประชาธิปไตยจริงๆ ไม่ใช่ยังถูกหลอกให้หลงงมงาย เชื่อว่า “ไม่ควรให้ประชาชนมีอำนาจปกครองตัวเอง เพราะยังฉลาดไม่พอ”, แต่...ควรให้ชนชั้นตัวเอง หรือคนตระกูลหนึ่งเป็นผู้ปกครอง/ผู้นำ/ผู้บริหารเท่านั้น”, “ประชาธิปไตยไม่ใช่อยู่ที่การเลือกตั้ง”, “ควรเลือกคนดีมาเป็นผู้แทน”, "ไม่ควรเลือกนักการเมืองที่ทุจริต คอรัปชั่น", “คนที่จะมาเป็นนักการเมืองต้องจบปริญญาตรีขึ้นไป”, “คนที่จะมาเป็นนักการเมืองต้องไม่ใช่นักธุรกิจ หรือทำธุรกิจมาก่อน”, “คนกรุงเทพฯ 1 เสียง ดีกว่าคนต่างจังหวัด 1 ล้านคน”, คนอีสานเหมาะแค่เป็นคนรับใช้”, ฯลฯ หรือ พอมีคะแนนเสียงมากในสภาก็บอกว่า “เผด็จการรัฐสภา”, "สภาผัวเมีย" พอเลือกตั้งเสร็จ ได้นักการเมืองที่ไม่ถูกใจ ก็กล่าวหาว่า “จะล้มเจ้า” หรือ “เล่นพรรคพวก”.
.
เพราะไปๆมาๆ ที่อ้างว่ารักประชาธิปไตยนั้น ใจจริงๆ คือ ไม่อยากให้ “ทักษิณ” มีอำนาจในการบริหาร การปกครอง เสียมากกว่า เพราะ…อยากให้ชนชั้นตัวเองเป็นผู้บริหาร ปกครองฝ่ายเดียวเท่านั้นเองมั๊ง. 5555