สะกัดขุมความรู้จาก "อาจารย์จิระพันธุ์ พิมพ์พันธุ์" ผู้บริหารต้นแบบ

 การจัดการสมัยใหม่          

ในปัจจุบันกระแสการจัดการความรู้นับเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการสมัยใหม่ ได้ขับเคลื่อนสู่ทุกวงการ โดยเฉพาะหน่วยงาน สถานศึกษาต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน    ต่างดั้นด้น ค้นหา แนวทางการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) เพื่อแลกเปลี่ยน เรียนรู้    ต่อยอดองค์ความรู้  นับเป็นมิติใหม่ในวงการจัดการความรู้สู่ความสำเร็จอีกมิติหนึ่ง  

จัดการความรู้แบบไม่รู้ตัว

          อาจารย์จิระพันธุ์  พิมพ์พันธุ์  ผู้อำนวยการโรงเรียนจิระศาสตร์วิทยาได้กล่าวถึงแนวทางการจัดการความรู้แบบไม่รู้ตัวมาก่อน นับตั้งแต่อดีตเคยเป็นข้าราชการครูที่โรงเรียนประจำจังหวัดชาย ได้นำเทคนิคแนวทางที่เคยประสบพบเห็นสมัยไปเรียนเมืองนอก กลับมาได้มาเผยแพร่และสนับสนุนให้นักเรียนสมัยนั้น (ปี ๒๔๙๙-๒๕๑๒) ได้ลองจัดกิจกรรมเสียงตามสาย  จัดแสดงดนตรีสากล  และทำหนังสือพิมพ์กำแพง ฯลฯ แต่ปรากฏว่าไม่เป็นที่ถูกใจของผู้บริหาร หาว่าเป็นการยุยงส่งเสริมเด็กแสดงออกล้ำเส้น เด็กนักเรียนเหล่านั้นต่อมาภายหลังกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป เช่น ปราจิณ ทรงเผ่า (นักดนตรีวงดิอิมพอสสิเบิ้ล) และปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ นักเขียนและบรรณาธิการวางสาร อสท. ซึ่งคนในวงการการท่องเที่ยวหรือเคยอ่านวารสาร อสท.ต้องรู้จักดี 

ชีวิตหักเห

          ในปี ๒๕๐๒ ...ดิฉันได้ก่อตั้งโรงเรียนเอกชน  ชื่อว่าโรงเรียนจิระศาสตร์วิทยา เปิดสอนครั้งแรกในระดับมัธยมต้น มีนักเรียน ๑๘๐ คน ครู ๘ คน และจ้างครูใหญ่ทำหน้าที่บริหาร ๑ คน ส่วนตนเองเป็นผู้ช่วยผู้บริหารอยู่โรงเรียนรัฐบาล อาจารย์จิระพันธุ์ กล่าวเปิดประเด็น

          ต่อมาปี ๒๕๑๒ ตัดสินใจลาออกจากราชการ เพราะเห็นว่าระบบการทำงาน         ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา ดังจะเห็นได้ว่าผู้บริหารไม่ให้การสนับสนุนในการทำงานแบบ คิดนอกกรอบประจวบกับจังหวะที่โรงเรียนกำลังเจริญเติบโตก้าวหน้า จากเด็กจำนวนร้อย เพิ่มขึ้นเป็นหกร้อย เจ็ดร้อยคน จึงได้ออกจากราชการมาเป็นครูใหญ่เสียเอง   ครั้งหนึ่ง ประมาณ ปี ๒๕๑๘ เด็กนักเรียนที่เคยมีอยู่กว่าเจ็ดร้อยคน ลดลงมาเหลือห้าร้อยคนเศษตัวเองรู้สึกกลุ้มใจมาก คิดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าสาเหตุที่ทำให้เด็กลดลงเพราะเหตุใด ดิฉันจึงรับประทานยานอนหลับทุกขนานบรรดามี แต่ก็ไม่ได้ทำให้การแก้ปัญหาคลี่คลายดีขึ้น  (อาจารย์หยุด ถอนหายใจยาว) ตั้งใจว่าจะเลิกทำโรงเรียน.....แต่คิดได้ว่าถ้าเลิกทำโรงเรียนตัวเองคงไม่เดือดร้อนอะไร แต่คนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ครู กับนักเรียน....

          บังเอิญในปีนั้นดิฉันหลบไปพักผ่อนให้สบายใจที่พัทยา  ระหว่างพักอยู่ที่นั่นช่วงวันหยุดมีเพื่อนที่ทำงานธนาคารได้โทรชวนไปนั่งฟังการอบรมคิวซีซี  QCC: Quality Control Circle ฟังไปรู้สึกเข้าที  วันรุ่งขึ้นกลับมาถึงโรงเรียนก็ได้พบปะพูดคุยกับคณะครู เล่าประสบการณ์ ความรู้และแนวทางในการระดมสมองทำงานร่วมกัน  จากนั้นจึงได้ริเริ่มกระจายอำนาจและเปิดโอกาสให้ครูและบุคลากร เลือกตัวแทนเข้ามาบริหารงานร่วมกับคณะผู้บริหารในลักษณะ คณะกรรมการสภาครู และมี คณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ๗ ฝ่าย เช่นฝ่ายแผนงาน  ฝ่ายวิชาการ  ฝ่ายกิจการนักเรียน ฝ่ายบุคลากร ฝ่ายอาคาร-สถานที่ ฝ่ายธุรการ-การเงิน ฝ่ายชุมชน และฝ่ายประสิทธิผล ทำให้ครูมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการในโรงเรียน ซึ่งเขาได้มีส่วน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา ร่วมพัฒนา และร่วมรักษาเกียรติคุณความดี  จากนั้นไม่กี่ปี ปรากฏว่ากิจการโรงเรียนเจริญก้าวหน้า พัฒนามาโดยลำดับ จำนวนนักเรียนเพิ่มมากขึ้นทุกๆปี  อาจารย์จิระพันธุ์ กล่าวเสริม

 บัญญัติ ๑๐ ประการ          

มีผู้สนใจมาศึกษาดูงานโรงเรียนจิระศาสตร์วิทยาหลายคนถามว่า มีเทคนิคอย่างไรจึงทำให้โรงเรียนมีชื่อเสียง อาจารย์กล่าวว่า ...การสร้างคนก่อนสร้างงาน คือกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่ความสำเร็จ  และภารกิจของการสร้างคนก็อาศัยการจัดการความรู้ โดยมีบัญญัติ ๑๐ ประการ เป็นแนวทาง ดังต่อไปนี้          

         ๑. การสร้างวัฒนธรรมใหม่ โดยใช้ยุทธวิธี สร้างความเข้าใจ ให้ความสำคัญและผลักดันคุณภาพของครูและบุคลากรทุกคนในโรงเรียน

<p>
         ๒. สร้างวิสัยทัศน์ร่วม  โดยเปิดโอกาสให้ทุกคน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา ร่วมพัฒนาและร่วมรักษาเกียรติคุณความดี            </p>
<p>         ๓. สร้างบรรยากาศ ปรับสภาพแวดล้อม ภูมิทัศน์ให้มีบรรยากาศแห่งการเรียนรู้           </p><p>        ๔. ฝึกการเรียนรู้ทางลัด  โดยจัดให้มีการศึกษาดูงาน หน่วยงาน สถานศึกษาดีเด่นและนำแบบอย่างมาพัฒนาต่อยอด           </p><p>        ๕. สร้างการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์เชิงบวก โดยมีสโลแกนว่า การเป็นครูโรงเรียนจิระศาสตร์นั้น  ต้องมุ่งมั่นในเรื่องศักดิ์ศรี  จะทำการสิ่งใดต้องให้ดี แม้จะสิ้นชีวียอมพลีเอย  หรือร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาความดี พวกเราน้องพี่จิระศาสตร์วิทยาเป็นต้น           </p><p>         ๖. จัดพื้นที่และเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยจัดให้ครูได้มีโอกาสพบปะพูดคุย ประชุมปรึกษาหารือกันอยู่เนืองนิตย์ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน และทุกภาคเรียน กล่าวคือ - ทุกวันจันทร์ มีการประชุมสภาครู และครู ม.๑-๓- ทุกวันอังคาร มีการประชุมคณะครูระดับอนุบาล ๑-๓- ทุกวันพุธ มีการประชุมคณะครูระดับ ป. ๑-๓- ทุกวันพฤหัสบดี มีการประชุมคณะครูระดับ ป.๔-๖- ทุกวันศุกร์ มีการประชุมคณะหัวหน้าสายชั้นในการประชุมสภาครูและหัวหน้าสายชั้น เวลา ๙.๐๐-๑๐.๐๐ น. ส่วนการประชุมระดับ/ช่วงชั้น ประชุมเวลา ๑๖.๓๐-๑๗.๓๐ น. กิจกรรมการประชุม แต่ละคณะ เป็นลักษณะการนำเสนอผลงาน ปัญหาอุปสรรค และแนวทางในการแก้ปัญหาหรือพัฒนางานที่ฝ่ายต่างๆรับผิดชอบจัดทำเป็นโครงการ/ งาน /กิจกรรม และจะมีการจัดกิจกรรมนันทนาการร่วมกัน เช่น ร้องเพลง เต้นรำ/ เต้นแอโรบิค  เล่นดนตรี หรือเล่นกีฬา เป็นต้น </p><p>         ๗. พัฒนาคนให้เข้าใจงาน โดยจัดให้มีการนิเทศภายใน และฝึกอบรม สัมมนา ตลอดจนนำไปศึกษาดูงานอยู่เนืองนิตย์ </p><p>         ๘. มีระบบการให้คุณให้โทษ กล่าวคือมีการชมเชย ให้รางวัลและจัดเงินปันผลพร้อมทั้งจัดสวัสดิการต่างๆให้ครูและบุคลากรทุกคนตามสมควร </p><p>         ๙. หาเพื่อนร่วมทางเพื่อทำงานร่วมกัน โดยจัดให้ครูได้ดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลกันในลักษณะ กิจกรรมครูคู่มิตร  เพื่อนช่วยเพื่อน  พี่ช่วยน้อง  และกิจกรรมครอบครัวสัมพันธ์ ฯลฯ</p><p>          ๑๐. จัดขุมความรู้ให้มีประสิทธิภาพ  โดยมีระบบข้อมูลสารสนเทศ  มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูและบุคลากรทั้งในโรงเรียนและแลกเปลี่ยนกับหน่วยงานสถานศึกษาอื่นๆทั้งภาครัฐและเอกชนที่มาเยี่ยมชมศึกษา ดูงาน หรือ การที่ครูและผู้บริหารได้รับเชิญไปจัดนิทรรศการ/แสดงผลงาน  ตลอดจนการไปเป็นวิทยากรบรรยายในโอกาสต่างๆ เป็นต้น  </p><p>ปฐมพงศ์  ศุภเลิศ</p><p>๒ พ.ย.๔๙</p>