การเรียนเพื่อให้รู้

  • เคยมีความตั้งใจ มุ่งมั่นที่จะเรียน (ขณะเป็นนักเรียน) เพื่อให้ได้คะแนนผลการเรียนออกมาสวยๆ 
  • แต่ลึกๆ เคยนึกได้ว่าบางครั้งคิดถามตัวเองว่าได้คะแนนดี ๆ สวย ๆ แล้วไม่รู้ เข้าใจในเรื่องที่เรียนจริงๆ จะเอาไปทำอะไรได้ (จะเกิดประโยชน์อะไร) 
  • ก็เลยไม่ค่อยสนใจว่าจะได้คะแนนดีหรือไม่ แต่อยากได้ความรู้ ก็เลยทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ความรู้ แล้วผลพลอยได้ก็คือคะแนนที่ดี
  • แต่กว่าจะรู้วิธี ซึ่งมารู้ทีหลังว่ามันไม่ใช่คำตอบสำเร็จสำหรับทุกคน มันเป็นการเฉพาะตัว (ทำให้เข้าใจภาษาพระที่ว่าปัจจัจตัง)
  • ทำให้เข้าใจว่าแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน
  • แต่บางอย่างเราก็ยังยืนยันความคิดตัวเองว่า ทุกคนมีจุดร่วมบางอย่างในหลายอย่างที่่คล้ายหรือเกือบเหมือนกันได้

ก็เลยอยากจะบันทึก บอกเล่าเรื่องที่ตัวเองใช้ในการเรียน เพื่อให้รู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางโลก หรือทางธรรม หรืออื่นๆ ก็น่าจะใช้ได้หรือเอาใช้เปรียบเทียบ เพื่อเป็นแลกเปลี่ยนกัน สำหรับบางคนที่มีจุดร่วมในเรื่องการเรียนเหมือนผู้บันทึก แต่ยังหาความรู้สึกนั้นไม่เจอ ได้เจอเร็วขึ้น ซึ่่งจะเป็นผลดีที่จะช่วยให้เราได้หันกลับมาใช้เวลาที่มีเท่าๆ กันทุกคน และผ่านไปเร็วเหมือนโกหกได้อย่างคุ้มค่ากับการเกิดมาเพื่อเรียนรู้ พัฒนาชีวิต พัฒนาจิต จนสามารถยกระดับจนเหนือแรงโน้มถ่วงของวัฎวนได้ เหมือนพลิกฝ่ามือ

วิธีการของผมคือ

1. สังเกตตัวเองทุกวันว่าในแต่ช่วงละเวลาของวัน เรามีความรู้สึกอะไรบ้าง ทำสบายๆ ดำเนินชีวิตไปปกติไม่ต้องกังวลอะไร
2. สังเกตได้ว่าหากเรารัก(ฉันทะ)ที่จะรู้อะไร แล้วเราใส่ใจกับมันมากจนมีความรู้สึกถ้าไม่รู้ไม่เลิก มันจะจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นไปเรื่อยๆ บางทีเราก็ไม่รู้อะไรได้เหมือนกัน (อาจมีสมาธิมากไป) ผมก็งง มันอาจเครียดก็ได้ เลยลองใช้แบบใส่ใจแบบสบายๆ ไม่เครียดจนเกินไป หาเหตุผลไปเรื่อยๆ ในเรื่องนั้น ๆ ที่ศึกษาอยู่ แปลกที่มันค่อยๆ รู้ขึ้นเรื่อยๆ (ความรู้ คือ การที่เราได้รับฟัง เห็น ทำผ่านมาแล้ว แล้วมันเข้าไปอยู่ในเราในลักษณะของความเข้าใจโดยไม่หายไปเร็ว)

3. สังเกตว่าวันนึง ที่สภาวะนึงของร่างกาย ความปลอดโปร่งของอารมณ์ (จิตใจ) เวลาไหนที่ทำการศึกษาเช่น อ่าน เขียน แล้วรู้เรื่องดี เข้าใจดี จะทำให้เราระลึกถึงสิ่งที่ศึกษาได้ เหมือนกับเปิดดูทั้งๆ ที่เราแค่นึกถึง หากทำได้ขนาดนี้ เราก็พยายามรักษาหรือจดจำสภาวะดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี้แล้วประคองให้เกิดได้บ่อย ๆ เราจะเรียนอะไรเวลาไหนก็ได้

4. สุดท้ายอาจนำไปเทียบกับ คำว่า ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ก็ได้ 

5. ฝึกตามความคิดไปแบบสบายๆ เรื่อยๆ ลืมก็ไม่เป็นไร นึกได้ให้กลับมาที่ความคิด (เหมือนฝึกให้มีสติ)

* อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แน่นอนคือความไม่แน่นอน ความรู้ทางโลกไว้ช่วยให้ดำรงชีวิต แต่หากมีเวลาหาความรู้ทางธรรมไปด้วยก็จะเป็นกำไรชีวิต เพราะจิตของเราจะบันทึกทั้งสิ่งดีและไม่ดี หากเราเรียนรู้ในการทำดี พูดดี คิดดี ก็จะมีแต่สิ่งดีบันทึกลงไป เวลาเรานึกถึงเมื่อไร เราก็จะมีแต่ความสบายใจ *