การปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือ การปกครองที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ แต่ในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ที่ประชาชนทุกคน จะทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองตนเองโดยตรง จึงต้องใช้ระบบตัวแทน โดยให้ประชาชนเลือกตั้งผู้แทนไปทำหน้าที่แทนตนเองแบบมีเงื่อนไขในระยะเวลาคราวละสี่ปี หากหากปฏิบัติหน้าที่ไม่ดีขาดประสิทธิภาพ ก็จะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าในครั้งต่อไป

หลักการประชาธิปไตย

ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ

การปกครองระบอบประชาธิปไตย ยึดหลักการสำคัญ ๖ ประการ

๑. หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน แลการมีส่วนร่วมในการปกครองของประชาชน หมายความว่า อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของปวงชน การปกครองต้องเป็นของประชาชน และเพื่อประชาชน

๒. หลักเสียงข้างมากแต่คุ้มครองเสียงข้างน้อย หมายความว่า การตัดสินใจนโยบายสำคัญ ยึดถือเสียงข้างมากของส่วนใหญ่เป็นหลัก แต่ทั้งนี้ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิของเสียงข้างน้อย

๓. หลักการปกครองโดยกฎหมาย หมายความว่า ประชาชนทุกคนต้องอาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือในการคุ้มครอง โดยที่ทุกคนได้รัยความยุติธรรมภายใต้กฎหมายเดียวกัน

๔. หลักสิทธิและเสรีภาพ คือ ประชาชนได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

๕. หลักความเท่าเทียมกัน ถือว่าประชาชนทุกคนมีความเท่าเทียมกันในทุกโอกาส ไมเลือกปฏิบัติ ไม่แบ่งแยกเพศ ผิว ศาสนา ขนชั้น เรียกว่าไม่ลำเอียงเลือกที่รักมักที่ชัง

๖. หลักเหตุผล คือการฟังเหตุผลของกันและกัน เคารพความคิดเห็นของผู้อื่น

สิทธิหน้าที่ของปวงชนชาวไทย

รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและการใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนผ่านตัวแทน โดยให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทุกคนไว้ดังนี้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ สาระสำคัญ คือ การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพิ่มขึ้น ตลอกทั้งปรับปรุง โครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้นทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ (คู่มือประชาชนสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, ๒๕๔๗,หน้า ๘)

หน้าที่ของปวงชนชาวไทย

รัฐธรรมนูญนอกจากจะคุ้มครองสิทธิของประชาชนโดยเท่าเทียมกันแล้ว ยังได้กำหนดหน้าที่ของประชาชนชาวไทยไว้หลายประการ ที่สำคัญ คือ

๑. หน้าที่พลเมือง กำหนดให้ประชาชนชาวไทยมีหน้าที่ปฏิบัติตนตามกฎหมายป้องกันประเทศ

๒. หน้าที่ตามกฎหมายเลือกตั้ง กำหนดให้ประชาชนชาวไทยทุกคนมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ถ้าใครไม่ไปเลือกตั้งโดยไม่แจ้งก็จะทำให้เสียสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด สิทธิเลือกตั้งของประชาชนที่สำคัญกว่านั้น คือ การที่ประชาชนพึงตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองที่ประชาชนควรเป็นผู้กำหนด ถึงภาระความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมที่จะเลือกคนดีเพื่อไม่ให้ประเทศสูญเสียโอกาส ทั้งนี้ เพราะการเลือกตั้งเป็นวาระแห่งชาติและภาระทางการเมืองของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย (คู่มือประชาชนสำหรับการเลือกตั้ง, ๒๕๔๗, หน้า ๘)

การเลือกตั้ง

การเลือกตั้ง หมายถึง กรณีที่บุคคลได้เลือกบุคคลหนึ่งจากบุคคลหลายๆคนหรือตามบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งบัญชีหนึ่งจากบัญชีรายชื่อหลายบัญชีเพื่อให้ไปกระทำการอันใดอันหนึ่ง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งการเลือกตั้งคือการเลือกบุคคลหนึ่งจากผู้สมัครหรือกลุ่มคนที่อาสาสมัคร ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีแนวความคิดทางการเมืองที่หลากหลายเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนตามเจตจำนงของตน

ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่พลเมืองของประเทศในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยย่อมแสดงออกซึ่งการเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยดังกล่าวในการเลือกตั้งเพื่อจัดสรรตัวแทนของตนเข้าไปใช้อำนาจในการปกครองประเทศ ดังนั้นการเลือกตั้งจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

หลักการสำคัญของการเลือกตั้งมีดังนี้

๑. หลักความสุจริตและเที่ยงธรรม เพื่อป้องกันการโกงทุจริตในการเลือกตั้ง

๒. หลักการเลือกตั้งโดยอิสระเพื่อให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่ถูกบังคับหรือจูงใจ

๓. หลักการลงคะแนนเสียงแบบลับเพื่อไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ การตัดสินใจใช้สิทธิเลือกตั้ง

๔. หลักการเลือกตั้งอย่างแท้จริง เพื่อให้เป็นการแข่งขัน ไม่มีการฮั้วในการเลือกตั้ง เช่น การห้ามถอนการสมัคร เป็นต้น

๕. หลักการเลือกตั้งมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนตามวาระ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเลือกผู้บริหารใหม่ หรืออาจเลือกชุดเดิมถ้าประชาชนพอใจ

๖.หลักความเสมอภาคในการรับรองให้ประชาชนทุกคนไม่ว่าจะมีเพศ อายุ ศาสนา อาชีพใด ฯลฯ ย่อมมีสิทธิเลือกตั้งเท่ากันโดย ๑ เสียง เลือกผู้แทนได้ ๑ คน

๗. หลักความทั่วถึงเป็นการทั่วไป เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด

การเลือกตั้งจะมีความหมายถือว่าเป็นฐานที่มาของความชอบธรรมในอำนาจของรัฐบาลและผู้ปกครองนั้น จะต้องมีลักษณะตามหลักเกณฑ์ที่ได้ยอมรับเป็นสากล ดังต่อไปนี้

๑. ความเป็นอิสระแห่งการเลือกตั้ง หมายถึง การแสดงเจตนารมณ์ในการเลือกตั้งจะต้องเป็นไปอย่างอิสระ เสรี ปราศจากการข่มขู่ การให้อามิสินจ้าง หรือการใช้อิทธิพลบีบบังคับ

๒. หลักการเลือกตั้งตามระยะกำหนดเวลา หมายถึง การจัดให้มีการเลือกตั้งตามกำหนดระยะเวลา เพื่อให้ประชาชนได้ทีโอกาสตรวจสอบการปฏิบัติไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการพิจารณาความชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐของผู้ปกครอง และเพื่อเป็นเงื่อนไขเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสสามารถและเปลี่ยนผู้ปกครองได้โดยสันติวิธี

๓. การเลือกตั้งที่ยุติธรรม หมายถึง การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ เป็นไปตามตัวบทกฎหมายปราศจากการครอบงำและเล่ห์ทางการเมือง อิทธิพลทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และสังคม

๔. หลักการใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นการทั่วไป หมายถึง การให้สิทธิเลือกตั้งแก่ประชาชนทั่วไปโดยไม่มีการกีดกันหรือจำกัดสิทธิบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นพิเศษ เนื่องมาจาก เพศ ผิว สถานภาพทางเศรษฐกิจ สังคม ตราบใดที่ประชาชนผู้นั้นไม่ขาดคุณสมบัติ การมีคุณสมบัติในการเลือกตั้งนั้นมักคำนึงถึงคุณสมบัติที่สำคัญ ๗ ประการ ได้แก่

๔.๑ อายุ ประเทศต่างๆ จะกำหนดขั้นต่ำของการใช้สิทธิเลือกตั้งไว้ เนื่องจากคนอายุน้อยอาจจะขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดประสบการณ์ทางการเมือง ซึ่งจะทำให้การวินิจฉัยขาดเหตุผล

๔.๒ ความเป็นพลเมือง หมายถึง การเป็นสมาชิกในรัฐหนึ่งๆ และการเป็นสมาชิกนั้นนำมาซึ่งสิทธิและหน้าที่ทางการเมือง ในเกือบทุกประเทศจะสงวนสิทธิเลือกตั้งไว้แก่พลเมืองของตน ซึ่งเป็นคนในบังคับหรือมีสัญชาติของตน

๔.๓ การมีถิ่นที่อยู่ หมายถึง กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำในการมีถิ่นที่อยู่ในเขตการเลือกตั้ง ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการจัดทำ และตรวจสอบทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและเพื่อป้องกันการทุจริต

๔.๔ การรู้หนังสือ กำหนดพื้นฐานความรู้ขั้นต่ำเกิดจากเหตุผลที่ว่า ผู้ที่อ่านออกเขียนได้เท่านั้นที่จะรู้เรื่องการบ้านการเมือง และสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามเงื่อนไขนี้ไม่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป เพราะการที่จะรู้หรือไม่รู้หนังสือนั้นขึ้นอยู่กับการบริการของรัฐให้แก่ประชาชน

๔.๕ คุณสมบัติเกี่ยวกับความประพฤติ หมายถึง การจำกัดสิทธิของบุคคลบางประเภทที่มีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรงจนถูกศาลตัดสินลงโทษ หรือตัดสิทธิในการเลือกตั้ง

๔.๖ คุณสมบัติเกี่ยวกับสภาพความสมบูรณ์ทางด้านจิตใจ การตัดสินใจของพวกเขาก็จะเป็นเจตนารมณ์ที่ขาดความสมบูรณ์

๔.๗ คุณสมบัติเกี่ยวกับสถานภาพทางสังคมบางประการ บุคคลบางประเภทถูกจำกัดสิทธิเนื่องจากสถานภาพทางสังคม เช่น นักบวช นักพรต ซึ่งโดยบทบาทและหน้าที่ทางสังคม ถือว่าไม่ควรมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยการเลือกตั้ง เนื่องจากจะไม่เป็นผลดีต่อสถานภาพของเขาเอง และอาจนำมาซึ่งมลทินของสถาบันที่บุคคลประเภทนี้สังกัดอยู่

๕.หลักความเสมอภาค หมายถึง การมีสิทธิในการเลือกตั้งของประชาชน ความสำคัญและได้รับความยอมรับโดยเท่าเทียมกัน

รูปแบบของการเลือกตั้ง

อาจแบ่งออกได้เป็น ๒ รูปแบบ

  • ๑. การเลือกตั้งโดยตรง (Direct Election) หมายถึง การที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ลงคะแนนเสียงเลือกผู้แทนของตนให้เป็นผู้แทนได้เลย
  • ๒.การเลือกตั้งโดยอ้อม (Indirect Election) หมายถึง การที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ลงคะแนนเสียงเลือกบุคคลหรือสภาเยชั้นหนึ่งก่อน บุคคลหรือสภาดังกล่าว จึงลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎรอีกชั้นหนึ่งเป็นรอบที่สอง
  • ประเภทของการเลือกตั้ง
  • การแบ่งประเภทการเลือกตั้งตามที่มาของการเลือกตั้งนั้น อาจแบ่งเป็น ๒ ประเภท ได้ดังนี้
  • ๑. การเลือกตั้งทั่วไป (General-Election) หมายถึง การเลือกตั้งที่ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งพร้อมๆ กันโดยจะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปได้ใน ๒ กรณี คือ ครบวาระที่ต้องมีการเลือกตั้งและการยุบสภาผู้แทนราษฎร
  • ๒. การเลือกตั้งซ่อม (By-election) หมายถึง กรณีที่ผู้แทนราษฎรขาดจากสมาชิกสภาพ เช่น ตายลาออก หรือเพราะเหตุอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนด เช่น มีคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของสภานิติบัญญัติว่าการเลือกตั้งใหม่ที่ผ่านมาไม่เป็นไปโดยชอบ ซึ่งในกรณีเช่นนี้มักจะเรียกว่าเป็นการเลือกตั้งซ้ำ (Re-election)
  • ระบบการเลือกตั้ง
  • ระบบการเลือกตั้งในประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะมีระบบการเลือกตั้งแบบที่ใช้อยู่ทั่วไปอยู่ ๔ ระบบใหญ่คือ

๑. ระบบการเลือกตั้งตามเสียงข้างมาก (Majority Electional System) ระบบการเลือกตั้งแบบนี้เป็นระบบง่าย สะดวกและรวดเร็ว กล่าวคือ เป็นการเลือกตั้งแบบลงคะแนนเสียงครั้งเดียว ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง ทั้งนี้ระบบการเลือกตั้งแบบนี้ แบ่งออกได้ ๒ กรณี คือ

๑.๑ ระบบเขตเดียวคนเดียว คือ แต่ละเขตผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเลือกผู้แทนได้ ๑ คน ผู้สมัครคนใดได้รับคะแนนมากที่สุดถือว่าได้รับเลือกตั้ง

๑.๒ ระบบเขตเลือกตั้งเดียวแต่ผู้แทนได้หลายคนในระบบนี้หลักการคือ ในแต่ละเขตเลือกตั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเลือกผู้แทนได้มากกว่า ๑ คน อาจจะเป็น ๒ คน หรือมากกว่านั้นตามที่แต่ละเขตจะพึงมีผู้แทนได้โดยผู้สมัครคนใดได้คะแนนสูงสุด และเรียงลำดับตามที่แต่ละเขตจะพึงมีผู้แทนได้ เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งในเขตนั้นๆ

๒. ระบบการเลือกตั้งตามเสียงข้างมากสองรอบ การเลือกตั้งแบบนี้ถ้าในการเลือกตั้งรอบแรกไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดได้รับคะแนนเสียงข้างมาก โดยเด็ดขาด (Absolute Majority) ก็จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในรอบที่สอง (Second Ballot) ซึ่งจะให้สิทธิเฉพาะผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้ ที่ ๑ และที่ ๒ ของรอบแรกเท่านั้นที่จะเข้าร่วมแข่งขันและในรอบนี้ผู้สมัครที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจะเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง

๓. ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน ในระบบนี้เป็นการเลือกตั้งโดยกำหนดให้ผู้ลงคะแนนเลือกจากบัญชีรายชื่อผู้สมัครที่พรรคการเมืองเสนอเป็นบัญชีๆไป ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงตามส่วนแห่งคะแนนเสียงทั้งหมดจะเป็นผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งในรูปแบบนี้ ระบบการเลือกตั้งแบบนี้เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขข้อพกพร่อง ในระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมาก โดยเชื่อว่าจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและยังเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนทั่วทั้งหมด

ระบบการเลือกตั้งแบบผสมระหว่างเสียงข้างมากและการเลือกตั้งแบบสัดส่วนร่วมกันทั้งนี้ ในระบบการเลือกตั้งแบบนี้ใช้วิธีการคิดคะแนนเสียงแบบข้างมากผสมกับระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนซึ่งสามารถแยกออกได้เป็น ๒ รูปแบบหลักคือ

๓.๑ ระบบการเลือกตั้งแบบผสมที่แยกการคิดคะแนนเสียงข้างมากในเขตเลือกตั้งทั่วๆ ไปในขณะที่เขตเลือกตั้งใหญ่จะใช้วิธีคิดแบบสัดส่วน

๓.๒ ระบบการเลือกตั้งที่ใช้วิธีการคิดคะแนนเสียงแบบข้างมากในเขตเลือกตั้งทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกันก็ให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรอีกจำนวนหนึ่งในระบบสัดส่วนควบคู่กันไป

ระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาของประเทศไทยในปัจจุบัน

๑. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งแยกได้ ๒ กรณี คือ

๑.๑ เขตเลือกตั้งเดียวแต่มีผู้แทนได้หลายคนหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “แบ่งเขต เรียงเบอร์” โดยในแต่ละเขตเลือกตั้งนั้นจะมีได้เขตละไม่เกิน ๓ คน โดยผู้สมัครที่ได้คะแนนเสียงสูงสุดเรียงลำดับลงมาตามที่แต่ละเขตจะมีผู้แทนได้โดยประชาชนในแต่ละเขตเลือกตั้งสามารถลงคะแนนได้ตามจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่ ทั้งนี้ประชาชนในเขตเลือกตั้งมีสิทธิจะเลือกผู้สมัครหมายเลขใดก็ได้ จะลงคะแนนให้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดียวกันทั้งหมดหรือให้ต่างพรรคกันก็ได้โดยในระบบนี้มีได้ทั้งสิ้น ๔๐๐ คน

๑.๒ ระบบบัญชีรายชื่อ (Party-List System) หรือระบบสัดส่วนโดยกำหนดเป็นเขตใหญ่ๆ หรือที่เรียกว่า “Zone List” โดยกำหนดออกเป็น ๘ กลุ่มจังหวัดและให้แต่ละกลุ่มจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ประชาชนที่มีสิทธิลงคะแนนในแต่ละเขตเลือกตั้งเลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเพียงพรรคเดียวเท่านั้น ทั้งนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทสัดส่วนในแต่ละเขตเลือกตั้งมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เขตละ ๑๐ คน ดังนั้น รวมกันทั้งประเทศแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทนี้มีทั้งหมด ๘๐ คน

๒. การเลือกตั้งและการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามีจำนวนทั้งสิ้น ๑๕๐ คนสำหรับที่มาของสมาชิกวุฒิสภานั้นมีที่มา ๒ กรณี

๒.๑ การเลือกตั้งโดยกำหนดให้เขตจังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งและให้มีสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดละ ๑ คน ทั้งนี้ ผู้มิทธิเลือกตั้งสามารถเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เพียง ๑ คน เท่านั้น โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับคะแนนสูงสุดเป็นผู้รับเลือกตั้ง

๒.๒ การสรรหาโดยกำหนดให้องค์กรที่มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภามีสิทธิเสนอชื่อได้ไม่เกินองค์กรละ ๑ คน และต้องทำเป็นหนังสือและมีรายละเอียดครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เสนอต่อคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ สำหรับจำนวนสมาชิกวุฒิสภาประเภทสรรหานั้น ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนของสมาชิกวุฒิสภาประเภทเลือกตั้งว่ามีอยู่จำนวนเท่าไร

แนวทางการเลือกตั้งผู้แทนที่ดี

๑. มีประวัติการทำงานหรือผลงานที่ผ่านมาดี และเป็นที่ยอมรับ

๒. มีคุณธรรมและรู้จักเสียสละ เป็นที่ยอมรับของคนในท้องถิ่น ว่าเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์สุจริตทั้งชีวิตส่วนตัวและการงาน

๓.มีความรู้ความสามารถ คือ มีการศึกษาพอสมควร และรู้จักการวางแผนการพัฒนาท้องถิ่น ให้ตรงกับความต้องการของประชาชน

๔. เคารพกฎหมายและระเบียบ และกติกาทางการเมือง

๕. มีบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนาประชาธิปไตย คือ ต้องเป็นผู้เคารพเสียงส่วนมาก ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนส่วนมาก

๖. มีการหาเสียงหรือแนะนำตัวอย่างสร้างสรรค์ โดยไม่ทำผิดกติกาการเลือกตั้ง

๗. เข้าถึงประชาชนในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น และนำมาแก้ไขโดยเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์สุขของประชาชน

๘. เป็นแบบอย่างของการรู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม

๙. กระตุ้น ส่งเสริม ให้ประชาชนรู้จักการรวมกลุ่มและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง

ในสังคมประชาธิปไตยการเลือกตั้งนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพราะถือได้ว่าเป็นการแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ และยังเป็นสิ่งกำหนดตัวบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติตามกรอบกติกาที่รัฐธรรมนูญของประเทศบัญญัติไว้ อย่างไรก็ตามบทบาทสำคัญของการเลือกตั้งที่ดีนั้นจะต้องมีอยู่อย่างน้อย ๓ ประการด้วยกันคือ

๑. ระบบการเลือกตั้งนั้นจะต้องสะท้อนความต้องการและผลปะโยชน์อันหลากหลายของประชาชน และกลุ่มผลประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมนั้นๆ

๒. ระบบการเลือกตั้งนั้นจะต้องสามารถหลอมรวมฝ่ายต่างๆ ให้เกิดการบูร-ณาการทางสังคมขึ้นมาได้ กล่าวคือสามารถเอื้อต่อการรวมตัวกันในหมู่ผู้ได้รับการเลือกตั้งให้เกิดฝ่ายเสียงข้างมากที่มีประสิทธิภาพในการเป็นรัฐบาล และเกิดฝ่ายเสียงข้างน้อยที่เป็นปึกแผ่นในการถ่วงดุลและตรวจสอบการทำงานของฝ่ายเสียงข้างมาก

๓. ระบบการเลือกตั้งนั้นจะต้องเอื้ออำนวยให้เกิดฝ่ายเสียงข้างมากที่มีขนาดพอเพียงและไม่มากจนเกินไป เพื่อเป็นหลักในประกันในการจัดตั้งรัฐบาลและบริหารประเทศตามเจตจำนงทางการเมืองของตน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีหลักประกันที่จะต้องมีฝ่ายเสียงข้างน้อย (ฝ่ายค้าน) ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน โดยอย่างยิ่งในการตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายรัฐบาล

ดังนั้น “การเลือกตั้ง” จึงถือเป็นเรื่องสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นวิธีการที่จะให้ได้มาซึ่งตัวแทนของประชาชนในของประชาชนในการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร แต่การเลือกตั้งที่จะให้ได้มาซึ่งสภาผู้แทนราษฎรที่ดี และเป็นสถาบันที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริงนั้น จะต้องเป็นการเลือกตั้งที่มีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม และโปร่งใสเท่านั้น ปราศจากการซื้อสิทธิขายเสียง แต่สภาพข้อเท็จจริงหาเป็นอย่างนั้นไม่ การเลือกตั้งแต่ละครั้ง การต่อสู้ทางการเมืองเป็นไปอย่างรุนแรง ใช้ยุทธวิธีต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ เพื่อให้ได้ซึ่งอำนาจรัฐ และปราศจากการคำนึงถึงความสมัครใจ ความตระหนักในหน้าที่ จิตสำนึกในการเมืองที่ดีของประชาชน ภาพการมีวัฒนธรรมแบบประชาธิปไตยถูกบิดเบือนไปแทบจะทั้งสิ้น และกลายเป็นประชาชนไปมีส่วนร่วมแบบถูกระดมหรือชักจูงให้ไปเลือก ถูกซื้อคะแนน ใช้เงินกันอย่างรุนแรงและกว้างขวาง มีสิ่งจูงใจ ผลประโยชน์ตอบแทน การพนัน เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่างเป็นปัจจัยที่ส่งผลหรือสัมพันธ์กับการตัดสินใจใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชนทั้งสิ้น ซึ่งบางครั้งก็เป็นไปด้วยความสมัครใจยอมรับเงื่อนไขหรือสิ่งแลกเปลี่ยน แต่บางครั้งก็เป็นไปด้วยความจำใจ หรือด้วยความไม่รู้

นอกจากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว คุณลักษณะของผู้สมัครรับเลือกตั้งในด้านความรู้ ความสามารถ ชื่อเสียง และการประกอบคุณงามความดี ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจ อีกประการหนึ่งก็คือพรรคการเมืองที่สังกัดอยู่ เนื่องจากปัจจุบันต้องเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อด้วยพรรคการเมืองพรรคการเมืองเป็นผู้คัดเลือกผู้สมัคร กำหนดนโยบายและอุดมการณ์ทางการเมือง ซึ่งเปรียบเสมือนนโยบายของรัฐบาล หากได้รับการเลือกตั้งแล้วเป็นรัฐบาลก็จะนำนโยบายของพรรคไปเป็นนโยบายของรัฐบาล ผลงานของพรรค ชื่อเสียงและตัวผู้นำหรือ หัวหน้าพรรคก็มีส่วนในการที่จะส่งผลให้ผู้สมัครได้รับเลือกตั้ง เนื่องจากหัวหน้าพรรคการเมืองคือผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หัวคะแนนก็เป็นตัวแปรที่จะกระตุ้นให้ประชาชนไปลงคะแนน ความสำเร็จของผู้สมัครรับเลือกตั้งส่วนหนึ่งก็มาจากหัวคะแนน ในสังคมชนบทที่ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจและความสนใจกิจกรรมทางการเมือง หัวคะแนนนับว่ามีบทบาทเป็นอย่างมาก

นอกจากคุณลักษณะของผู้สมัครและพรรคที่สังกัดแล้วก็ยังมีปัจจัยที่มีผลต่อผู้มีสิทธิในการเลือกลงคะแนนเสียงอยู่เหมือนกัน เช่น เพศ อายุ อาชีพ ระดับการศึกษา เป็นต้น ก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลเหมือนกัน เพราะมีเพศที่แตกต่างการลงคะแนนเสียงก็ต่างกันออกไป อาชีพที่แตกต่างก็มีผลทำให้ความคิดเห็นในการลงคะแนนเสียงเพื่อผลประโยชน์ก็ต่างกันออกไป ระดับการศึกษาเองก็เหมือนกันการศึกษาต่างกัน ระดับความรู้ความสามารถ ความคิดเห็นก็ต่างกันและปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือการได้รับข่าวสารทางการเมือง ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจมากที่สุด หากว่าได้รับฟังข่าวสารที่แตกต่างกันก็ส่งผลให้การเลือกลงคะแนนก็แตกต่างกันตามไปอีก หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง คือการเข้าไปมีส่วนร่วมในการฟังคำปราศรัยหาเสียง หรือนโยบายของพรรคตนเอง ของบรรดาเหล่าผู้แทนราษฎรทั้งหลายที่ได้จัดขึ้นในแต่ละเขตของตน เมื่อได้รับรู้ข่าวสารหรือการเข้าไปมีส่วนร่วมแบบนี้แล้วการที่จะตัดสินใจเลือกลงคะแนนเสียงก็จะแตกต่างกันไปตามความคิดเห็น หรือทัศนะหลักการของแต่ละคนที่มีความรู้ความเข้าใจในการเลือกลงคะแนนเลือกตั้งผู้แทนไปทำหน้าที่แทนตนเอง

แต่องค์ประกอบที่สำคัญที่จะทำให้การเลือกตั้งแต่ละครั้งนั้นเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรมมากน้อยเพียงใด ถ้าผู้เลือกตั้งไปเลือกตั้งไปเลือกตั้งด้วยเหตุจูงใจ ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ปราศจากข้อมูลข่าวสาร ผลการเลือกตั้งก็จะไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการปฏิรูปทางการเมือง ซึ่งการมีส่วนร่วม พฤติกรรรมการตัดสินใจ การใช้เหตุผล ความรู้ความเข้าใจ ปราศจากอคติ ความหวาดกลัว ผลประโยชน์ หรือไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลหรืออำนาจของผู้ใด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยในการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งทั้งสิ้น

ปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหลายเหล่านี้ ก็อาจจะเป็นหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกลงคะแนนเสียงของ ประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนน ที่ทั้งมี เพศ อายุ อาชีพ การศึกษา แนวคิด อีกทั้งการได้รับข้อมูลข่าวสาร และการดำรงชีวิต ที่แตกต่างกันตามสถานภาพอันเป็นเหตุปัจจัยต่อการตัดสินใจของแต่ละบุคคล