สิทธิมนุษยชน (Human Right)หมายถึง สิทธิที่มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับการรับรอง ทั้งความคิดและการกระทำที่ไม่มีการล่วงละเมิดได้ โดยได้รับการ คุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ และกำหนดให้รัฐบาล ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐดำเนินการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนทุกคน และสนธิสัญญาระหว่างประเทศ

ปัญหาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่เห็นได้ชัดคือบุตตลที่เราเรียกกันว่า "ชาวโรฮิงญา"

โรฮิงญา  เป็นประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามในรัฐอาระกัน ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในรัฐ ถูกเหยียดหยามและเลือกปฏิบัติโดยรัฐบาลทหารพม่าอย่างต่อเนื่อง และถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมากโดยรัฐบาลทหารพม่า ตั้งแต่การบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ตามกฎหมายสัญชาติพม่าปี 1982 ต้องขออนุญาตจากรัฐบาลทหารถ้าจะออกจากพื้นที่ และต้องจ่ายเงินถ้าจะออกจากพื้นที่ ทำให้มีสถานภาพความเป็นอยู่ที่ต่ำมาก เนื่องจากไม่สามารถหางานทำหรือค้าขายได้ ซ้ำร้ายยังถูกละเมิดไม่ให้รับสิทธิที่จะได้รับสัญชาติ ห้ามแต่งงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลทหารพม่า

สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพม่าและกลุ่มชาวโรฮิงยาแตกแยกมากขึ้น เมื่อช่วงต้นของสงคราม กองกำลังกู้ชาติของพม่าเลือกที่จะสนับสนุนกองทัพญี่ปุ่น ขณะที่กองทัพอังกฤษในพม่าก็ได้กองหนุนจากคนอินเดีย และโรฮิงยา ชาวพม่าเผชิญกับความรุนแรงจากกองกำลังอังกฤษและพันธมิตร แต่ความพ่ายแพ้ของอังกฤษในตอนต้นของสงคราม การถอยทัพอย่างรวดเร็วของอังกฤษได้ทิ้งให้ชาวอินเดีย ชาวโรฮิงยาเผชิญหน้ากับความรุนแรงที่มาพร้อมกับกองทัพญี่ปุ่น และพันธมิตรที่เป็นกองกำลังกู้ชาติของพม่า เมื่อสถานการณ์ของสงครามโลกครั้งที่ 2 เปลี่ยนไป กองทัพญี่ปุ่นเริ่มประสบกับความพ่ายแพ้ในสงคราม กองกำลังกู้ชาติของพม่าเปลี่ยนการสนับสนุน กลับมาเป็นพันธมิตรกับกองกำลังอังกฤษ  ชาวอินเดีย ชาวโรฮิงยาที่อดีตพันธมิตรของอังกฤษถูกละเลย และทิ้งให้เผชิญกับชะตากรรมของตนในพม่าแต่เพียงลำพัง จนกระทั่งพม่าได้รับเอกราชบนเงื่อนไขของการยอมรับของกลุ่มชาติพันธ์ตามข้อตกลงปางหลวง

แม้ว่าในภายหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ ชาวโรฮิงยาจะถูกรับรองในความเป็นกลุ่มชาติพันธ์ในสมัยรัฐบาลของนายอูนุ ในการประชุมสภาเมื่อ 1950 แต่ภายหลังการยึดอำนาจของนายพล เน วิน ในปี 1978 พร้อมกับการนำสังคมนิยมแบบพม่ามาใช้ มีการสร้างความรู้สึกชาตินิยมพม่าพุทธขึ้นมา นำไปสู่ความเกลียดชังกลุ่มชาติพันธ์ที่แตกต่างไปจากพม่า และกลุ่มชาติพันธ์ที่แตกต่างไปจากพม่ามากที่สุดคือผู้คนที่อาศัยอยู่ในดินแดนอาระกัน หรือระคายในปัจจุบัน ที่มีลักษณะภายนอก มีภาษา มีการแต่งกายใกล้เคียงกับผู้คนในบังคลาเทศ มากกว่าพม่า มีการนับถือทั้งศาสนาอิสลาม ฮินดูและพุทธ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกเขาต่อสู้เคียงข้างอังกฤษเจ้าอาณานิคมนับตั้งแต่เริ่มต้นและสิ้นสุดสงคราม ความเข้าใจที่แตกต่างในประวัติศาสตร์ของชาวโรฮิงยากับชาวพม่า จึงเป็นการง่ายที่จะทำให้คนกลุ่มดังกล่าวเป็นชาว "โรฮิงยา" ที่เป็นผู้อพยพมาจากจิตตะกอง และพื้นที่ใกล้เคียงในยุคสมัยอาณานิคมอังกฤษ เป็นผู้คนซึ่งจะไม่ได้รับสิทธิในการเป็นพลเมืองพม่าตามกฎหมายสัญชาติ (1982)

ชาวโรฮิงยากลุ่มนี้จะเผชิญกับปัญหาในกระบวนการพิสูจน์สัญชาติที่เป็นกระบวนการร่วมกันระหว่างรัฐบาลพม่าและรัฐบาลไทย แต่แรงงานที่ยื่นขอพิสูจน์สัญชาติ และแสดงหลักฐานว่าตนนับถือศาสนาอิสลาม หรือมารัฐระคายจะถูกปฏิเสธตั้งแต่การยื่นเอกสาร หากเอกสารได้รับการยอมรับ เอกสารดังกล่าวจะถูกส่งไปพิจารณาที่เมืองเนปิดอว์ กระบวนการพิสูจน์สัญชาติของพวกเขาจะใช้เวลานานกว่าคนพม่าอื่น ๆ และผลการพิจารณาส่วนใหญ่จากทางรัฐบาลพม่าคือไม่ผ่านการพิสูจน์ ถูกปฏิเสธความเป็นพลเมืองของตน ชาวมุสลิมโรฮิงยา หรือพม่ามุสลิมจะไม่ได้รับหนังสือเดินทางชั่วคราวและวีซ่าการทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศไทยแม้จะพยายามทำตามกระบวนการทางกฎหมาย  การไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติทำคนกลุ่มนี้ก็ยังคงแรงงานที่ผิดกฎหมายต่อ แม้ว่ากระบวนการพิสูจน์สัญชาติของรัฐบาลพม่าจะไม่ได้มีประสิทธิภาพ และมีบางส่วนที่สามารถหลีกเลี่ยงการพิสูจน์สัญชาติจากทางพม่าจนได้หนังสือเดินทางชั่วคราวเช่นเดียวกับชาวพม่า และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ

การสร้างชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกได้สร้างให้คนกลุ่มน้อยที่แตกต่างไปชนชั้นนำที่ครอบงำการสร้างชาติกลายเป็นคนอื่นที่ยังไม่พร้อมจะเป็นพลเมืองของรัฐ หรือในบางกรณีกลายเป็นศัตรูของชาติ กรณีของประเทศพม่า ชาวโรฮิงยาไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มชาติพันธ์ที่ขัดแย้งกับรัฐบาลพม่า แต่เป็นมากกว่าคนนอก เป็นคนนอกที่อพยพบนแผ่นดินบ้านเกิดของตนเอง เมื่อรัฐบาลพม่าปฏิเสธที่จะยอมรับและให้สถานะของการเป็นพลเมืองของพวกเขา พวกเขาการถูกทำร้าย ถูกทำลาย ถูกแย่งชิงทรัพย์สิน ถูกขับไล่ออกไปจากบ้านเกิดของตนในพม่า ไม่ได้รับการปกป้อง คุ้มครองจากรัฐ และถูกบังคับให้อพยพหนีออกจากประเทศพม่า เป็นผู้อพยพที่มุ่งหน้าไปยังประเทศบังคลาเทศ ปากีสถาน ซาอุดิอาระเบีย แต่สำหรับมาเลเซีย และประเทศไทย ที่ซึ่งรัฐบาลไม่ยอมรับสถานะของการเป็นผู้อพยพ พวกเขาอยู่ในฐานะของผู้ลักลอบหนีเข้าเมือง เป็นแรงานข้ามชาติผิดกฎหมาย บางคนอาจได้รับสิทธิในการอยู่อาศัยชั่วคราว หลายคนก็อยู่อย่างผิดกฎหมาย แต่พวกเขาก็ยังมีความสามารถที่จะดิ้นรนท่ามกลางสนามปะลองของการอำนาจต่างๆ ของทั้งสองประเทศ แต่กรณีที่แย่ที่สุดคือการพวกเขาชาวโรฮิงยาที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกผูกขาด หรือถูกครอบงำโดยอำนาจได อำนาจหนึ่ง การถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และปฏิบัติการของรัฐในห้องกัก ของด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือการตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ กลายเป็นแรงงานบนเรือประมงที่ไม่ได้มีโอกาสขึ้นฝั่งเป็นระยะเวลานาน หากทนได้ก็ทน หากทนไม่ได้ก็อาจถูกฆ่าและกลายเป็นศพลอยอยู่กลางทะเลหรือกลายเป็นอาชญากรที่ตัดสินใจฆ่าไต้ก๋งเรือเพื่อที่จะหลบหนีออกจากเรือ

ท่ามกลางการดิ้นรนในสนามการแข่งขันของอำนาจต่าง ๆ ที่เอื้อให้ชาวโรฮิงยาสามารถดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดได้ การสร้างวาทกรรมของการเป็นผู้ก่อการร้าย ของชาวมุสลิม ที่รวมไปถึงการเป็นมุสลิมของชาวโรฮิงยาในประเทศไทย ที่ยังไม่ได้มีอิทธิพลโดยตรง หรือนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงต่อชาวโรฮิงยาโดยคนธรรมดาในสังคม อาจนำไปสู่ความรุนแรงที่ขยายตัวอย่างไร้การควบคุม และฝังลึกลงในสังคมไทย แม้ว่าสังคมไทยจะแตกต่างไปจากสังคมพม่า แต่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดก็ใช่ว่าไม่มี


อ้างอิง
http://prachatai.com/journal/2013/08/48462
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=447005

http://kittayaporn28.wordpress.com/