ครอบครัวข้ามชาติ

ในปัจจุบันโลกเปิดกว้่างมากขึ้นทำให้มีการเคลื่อนย้ายบุคคลจากรัฐหนึ่งไปยังรัฐหนึ่ง จากการที่ได้ศึกษษมาการเคลื่อนย้ายของประชากรในลักษณะนี้ก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสิทธืมนุษยชนอย่างหนึ่งซึ่งรู้จักกันในนามของบุคคลข้ามชาติ เมื่อบุคคลดังกล่าวได้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานในอีกรัฐหนึ่งมีการลงหลักปักฐานในลักษณะครอบครัว ทำให้เกิดปัญหาในวงกว้างมากขึ้น หรือที่เรียกกันว่า ครอบครัวข้ามชาติ ซึ่งครอบครัวข้ามชาตินั้นคนในครอบครัวไม่ได้มีจุดเกาะเกี่ยวกับสัญชาติมากกว่า1สัญชาติขึ้นไป

ครอบครัวข้ามชาตินั้นเป็นประกฏการ์ณทางสังคมปกติสามัญที่พบเห็นได้ไม่ยากในโลกปัจจุบัน เนื่องการข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย โดยส่วยใหญ่ปรากฏการ์ณข้ามชาติเกิดขึ้นตรงพื้นที่ระหว่างชายแดนของสองประเทศมักมีความซับซ้อนมากกว่าพื้นที่อื่นๆ[1]

ลักษณะปัญหาของครอบครัวข้ามชาติ

สมาชิกในครอบครัวจำนวนหนึ่งต้องเผชิญกับปัญหาการไม่มีสถานะพลเมืองไทย หรือความไร้สัญชาติ- ไร้รัฐ[2]ในลักษณะต่างๆ ส่งผลให้ผลเขาเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและบริการสาธารณะที่รัฐจัดให้เฉพาะกับคนสัญชาติไทย เช่นการรักษาพยาบาล สิทธิสวัสดิการเป็นต้น อีกทั้งยังต้องเผชิญกับความยากจนอันเนื่องมาจากภาวะของการถูกจำกัดสิทธิในการเดินทาง เพื่อการประกอบอาชีพ รวมถึงความรู้สึกด้อยคุณค่า ไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่เท่าเทียวมคนอื่น น้อยเนื้อต่ำใจในชะตากรรม

กรณีตัวอย่าง

เรื่องราวของครอบครัวเจดีย์ทองมีจุดเริ่มต้นจากการที่นายอาทิตย์ เจดีย์ทอง ซึ่งเป็นแรงงานสัญชาติไทยและนางสาวแพทริเซีย ซึ่งเป็นแรงงานสัญชาติมาเลเซีย เดินทางไปทำงานที่ประเทศไต้หวันและได้พบรักกันขณะไปทำงาน ต่อมานายอาทิตย์ได้เดินทางกลับมายังประเทศไทยก่อน ระหว่างทางกลับมาเลเซียนางสาวแพทริเซียได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทยเพื่อมาเยี่ยมนายอาทิตย์และตัดสินใจอยู่กินกันฉันสามีภรรยากับนายอาทิตย์ที่ บ้านห้วยส้าน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จนมีบุตรด้วยกัน 3 คน แต่ละคนเกิดในประเทศไทย มีสัญชาติไทย และมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักตามปกติ ซึ่งการตรวจลงตราในหนังสือเดินทางของนาวสาวเเพทริเซียนั้นมีกำหนดเวลาไว้ชัดเจนเเละนางสาวแพทริเซียก็อยู่ในประเทศไทยเลยกำหนดเวลาดังกล่าวเเล้ว

ต่อมานางสาวเเพทริเซียต้องการอยู่ในประเทศไทยอย่าถาวรจึงไปแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นคนไร้รัฐ เพื่อให้รัฐบันทึกตนเป็นบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนโดยใช้ชื่อ อัญชลีเจดีย์ทอง จากการกระทำดังกล่าวทำให้นางสาวเเพทริเซียเป็นผู้มี 2 สถานะ คือ เป็นคนสัญชาติมาเลเซีย และเป็นบุคคลไร้รัฐด้วย[3]

กรณีตัวอย่าง

ครอบครัวฐานะรุ่งอุดมคือ น้องแอ้สะโม่เคร มีบิดาคือนายวิเชียร ฐานะรุ่งอุดม เป็นชนชาติกะเกรี่ยงที่ได้สัญชาติไทย ส่วนมารดาคือนางสาวมีนาเป็นมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านก้อเชอ ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ มีใบอนุญาตทำงานและหนังสือเดินทางชั่วคราว ซึ่งพบว่ามีวีซ่าเข้าประเทศไทยอยู่ที่ประเทศไทยได้จนถึงวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2557 เธออ้างว่าตนมีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐเมียนมาร์ในฐานะคนสัญชาติเมียนมาร์แล้ว ต่อมาภายหลังน้องแอ้สะฅโม่เครเกิด นายวิเชียรและนางสาวมีนาพร้อมกับน้องแอ้สะโม่เคร อพยพไปอยู่ที่บ้านก้อเชอ ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์จะเห็นได้ว่านายวิเชียร รุ่งฐานะอุดมเป็นมนุษย์ข้ามชาติเมื่อเขาอพยพไปยังก้อเชอโดยไม่มีวีซ่าและไม่มีสัญชาติเมียนมาร์ จึงเป็นการเข้าเมืองผิดกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ หากตำรวจของประเทศดังกล่าวตรวจพบ นายวิเชียรอาจถูกจับกุมตามกฎหมายของประเทศนั้นๆได้ ส่วนน้องแอ้สะโม่เครเกิดที่ประเทศไทย มีบิดาคือนายวิเชียรซึ่งมีสัญชาติไทย จึงได้สัญชาติไทยตามพรบ.สัญชาติตามหลักดินแดนและหลักสืบสายโลหิตผ่านบิดา มีชื่อในทะเบียนบ้านคนอยู่ถาวร แต่เมื่อข้ามไปที่ก้อเชอ จึงกลายเป็นมนุษย์ข้ามชาติที่ไม่มีวีซ่าในการเข้าประเทศเมียนมาร์อย่างถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีสัญชาติเมียนมาร์ อีกทั้งเมื่อพิจารณาทางด้านนางสาวมีนาซึ่งเป็นมารดาที่มีสัญชาติเมียนมาร์ น้องแอ้สะโม่เครจึงมีสิทธิได้รับสัญชาติเมียนมาร์อีกสัญชาติหนึ่งตามหลักสืบสายโลหิตด้วยผ่านมารดาแต่ยังมิได้ปรากฏว่ามีการดำเนินการเพื่อขอสัญชาติเมียนมาร์ให้แก่น้องแอ้สะโม่เครแต่อย่างใด

จากความเห็นส่วนตัวข้าพเจ้าเห็นว่าปัญหาครอบครัวข้ามชาติ มองว่าทางหน่วยงานภาครัฐควรเพิ่มมาตรการสอดส่องและช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีเอกสารสิทธิเพื่อที่บุคคลข้ามชาตินั้นจะได้รับสิทธิที่พึงมีพึงได้เฉกเช่นเดียวกันกับประชาชนคนอื่น อีกทั้งข้าพเจ้าเห็นว่าสังคมควรเปิดกว้างเรื่องเชื้อชาติมากขึ้นโดยลดทิฐิเรื่องรัฐชาติคนไทยสัญชาติไทยลดไป เพราะปัจจุบันโลกเปิดกว้างถึงแม้เป็นฝรั่งหัวทองหรือคนผิวสีถ้าหากเขาตั้งใจที่จะอยู่ประเทศไทยก็ควรไม่แบ่งแยกเขาแต่เรียกเขาว่าคนไทยเหมือนกันปัญหานี้ก็อาจลดลงไม่มากก็น้อย แต่ที่สำคัญที่สุดคือภาครัฐต้องดูแลและมีมาตรการปก้ไขโดยตรงดังที่กล่าวมาแล้ว


[1] http://www.ipsr.mahidol.ac.th/IPSR/AnnualConference/ConferenceV/Download/ppt/ThaiFamilyPopulation02.pdf

[2] http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=278&d_id=277

[3] เอกสารประกอบการศึกษาวิชากฎหมายสิทธิมนุษยชน, รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน HR-LLB-TU-2556-TPC



ความเห็น (0)