“โทษประหารชีวิต” นับเป็นโทษสูงสุดที่ได้มีการบัญญัติไว้ในกฎหมาย โดยในอดีตการประหารชีวิตของแต่ละประเทศที่มีการลงโทษด้วยวิธีนี้ก็แตกต่างกันออกไป เช่น การแขวนคอ การฝังทั้งเป็น การนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า การยิงเป้า ซึ่งในประเทศไทยในสมัยก่อนมีการลงโทษผู้กระทำความผิดแต่ละอย่างแตกต่างกันออกไปตามความหนักเบาของความผิดที่กระทำ เช่นการตัดหรือควักอวัยวะ การจับขังคุกขี้ไก่หรือคุกมืด การประจาน แต่สำหรับการประหารชีวิตนั้น แรกเริ่มคือการตัดคอด้วยดาบ แล้วเสียบหัวประจาน ต่อมาได้มีการยกเลิกการตัดคอ เปลี่ยนมาเป็นการยิงเป้า และล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2546 ก็ได้มีการยกเลิกการยิงเป้ามาเป็นการฉีดยาหรือสารพิษเข้าร่างกายนักโทษให้ตายแทน

การประหารชีวิต เกิดขึ้นด้วยเหตุผลหลักๆที่ว่าเป็นการลงโทษต่อผู้กระทำความผิดที่ร้ายแรงให้สาสม และให้ถือเป็นเยี่ยงอย่างให้คนในสังคมไม่กระทำผิดตามอีก แต่ก็ได้มีกระแสต่อต้านเกี่ยวกับการประหารชีวิตขึ้นมากมายด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม และเรียกร้องด้านสิทธิมนุษยชน ทำให้หลายประเทศกว่า 140 ประเทศทั่วโลกยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว แต่ในประเทศไทยยังคงมีการลงโทษด้วยวิธีนี้อยู่ และมีกระแสต่อต้านเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

โทษประหารชีวิตในมุมมองหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เพราะการประหารชีวิตเป็นการทำให้ผู้อื่นสิ้นชีวิตเป็นการพรากสิทธิในการอยู่รอดของมนุษย์ของนักโทษ อีกทั้งหากมองในมุมด้านศาสนาก็เป็นการกระทำที่โหดร้าย ผิดหลักศาสนาด้วย นอกจากนี้ยังได้มีการวิจัยออกมาพบว่าการตั้งโทษประชีวิตไว้ในคดีความผิดร้ายแรงนั้น ไม่ได้ช่วยให้การก่ออาชญากรรมเช่นนั้นลดลงเลย

จากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ได้มีประเด็นสิทธิมนุษยชนมาตราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องประหารชีวิตไว้ด้วย ได้แก่

[1] ข้อ 1 มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในเกียรติศักดิ์ และสิทธิต่างมีเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันด้วยเจตนารมณ์แห่งภราดรภาพ

ข้อ 3 คนทุกคนมีสิทธิในการดำรงชีวิต เสรีภาพและความมั่นคงแห่งตัวตน

ข้อ 5 บุคคลใดๆจะถูกทรมานหรือได้รับผลปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้ายผิดมนุษยธรรมหรือต่ำช้ามิได้

นอกจากนี้ [2] ภายหลังจากประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก UN และเป็นภาคีสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน 7 ฉบับจากทั้งหมด 9 ฉบับ โดยเฉพาะกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ในพิธีสารเลือกรับฉบับที่สอง ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง มุ่งให้เกิดการยกเลิกโทษประหารและได้รับการรับรองจากสมัชชาใหญ่ UN ในปี 2532 มีผลบังคับใช้ระดับโลก เป็นกฎบัตรที่กำหนดให้มีการยกเลิกโทษประหารอย่างสิ้นเชิง แต่อนุญาตให้รัฐภาคีสามารถใช้โทษประหารได้ในภาวะสงคราม ซึ่งหากมีการยกเลิกโทษประหารชีวิตในประเทศไทยได้ ก็จะมีผลต่อการลงนามและให้สัตยาบันในพิธีสารเลือกรับฉบับที่สองของกติการะหว่างประเทศดังกล่าวเช่นกัน

ซึ่งในเรื่องนี้ [3] คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ICCPR เคยวินิจฉัยว่ารัฐภาคีไม่จำเป็นต้องยกเลิกโทษนี้โดยสิ้นเชิง แต่ต้องบังคับใช้อย่างจำกัดเฉพาะหมวดคดีบางประเภท

แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตออกจากบทลงโทษทางอาญา แต่ได้มีรายงานจากแผนแม่บทสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2552-2556 ว่าได้มีการพิจารณากฎหมายที่มีอัตราโทษประหารชีวิตให้ยกเลิกเป็นจำคุกตลอดชีวิตภายในปี 2556 แล้ว

หากพิจารณาจากสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน จะกล่าวว่าควรให้โทษประหารชีวิตยกเลิกไปเลยในตอนนี้ก็เหมือนจะยังไม่พร้อมสำหรับประเทศไทย เนื่องจากในบางครั้งการลงโทษนี้ก็ยังใช้เป็นเยี่ยงอย่างให้แก่สังคมอยู่ แต่ถ้าหากสามารถหาวิธีลงโทษที่เหมาะสมกับการกระทำความผิดร้ายแรงนั้นมาใช้แทนการประหารชีวิตก็น่าจะเป็นผลดีต่อสังคม.

อ้างอิง

[1] http://library.nhrc.or.th/ulib/document/Fulltext/F...

[2]http://www.rlpd.moj.go.th/rlpdnew/images/rlpd_1/HR...

[3] http://news.mthai.com/webmaster-talk/252462.html

http://www.dailynews.co.th/Content/Article/127538/โทษประหารชีวิต+ความจำเป็นที่ต้องคงอยู่+หรือความรุนแรงที่ควรยกเลิก!%

http://elib.coj.go.th/Ebook/data/judge_report/jrp2...