ศาลสิทธิมนุษยชน

         คำว่า สิทธิมนุษยชน ก่อนที่จะเกิดปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนั้น มีการให้คำนิยามที่แตกต่างหลากหลายความหมาย อีกทั้ง คำว่าสิทธิมนุษยชนนี้ ก็ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย มนุษย์เราพึ่งจะรู้จักและให้การยอมรับกันจริงๆก็หลังจากที่เกิดปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ปี ค.ศ. 1948 และสาเหตุที่เกิดปฏิญญาสากลฯ นี้ขึ้นก้เพราะเป็นผลสะท้อนจาก อิทธิพลของเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นแนวคิดเรื่องนี้ เช่น 2 คำประกาศอิสรภาพ ค.ศ.1776 ของอเมริกาที่ทำการปฏิวัติแยกตัวออกจากอังกฤษ และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของมนุษยชนและพลเมือง ค.ศ. 1789 ของฝรั่งเศส หลังมีการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1789 นับได้ว่า เอกสารทางประวัติศาสตร์เหล่านี้เป็นเอกสารที่สำคัญ ที่มีส่วนก่อให้เกิด ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 ขึ้นมา

        หากเราศึกษา จะเห็นว่า เอกสารที่สำคัญแต่ละฉบับล้วนเกิดจาก เหตุการณ์ต่างๆที่สะท้อนให้เห็นถึงการละเมิดสิทธิมนุษย์ ด้วยกันทั้งสิ้น และล้วนเกิดขึ้นในประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรป จึงได้มีการจัดตั้งองค์กรและหน่วยงานต่างๆเข้ามาดูแลและปฏิบัติหน้าที่ ในส่วนของด้านกระบวนการยุติธรรม ก็ได้มีหน่วยงานต่างๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นICJหรือศาลโลก รวมถึง ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปด้วย

           ที่มาของ ศาลดังกล่าว ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป (The European of Human Rights-ECtHR) ตั้งอยู่ที่เมืองสตราส์บูร์ก (Strasbourg) ประเทศฝรั่งเศส ตามหลักการในอนุสัญญายุโรปว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน ปี 1950 (The European Convention on Human Rights) เพื่อดูแลและตรวจสอบการปฏิบัติตามอนุสัญญาของประเทศสมาชิก ซึ่งอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า อนุสัญญาเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน (Convention for the Protection of Human Rights and Fundamental Freedoms) ซึ่งเป็นหนึ่งในอนุสัญญาที่สำคัญที่สุด ที่สภายุโรป (The Council of Europe) ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกของสภายุโรป ทั้ง 47 ประเทศได้เข้าเป็นภาคีและรับหลักการของอนุสัญญาฯ

หลักสำคัญของอนุสัญญาสรุปได้ดังต่อไปนี้

  • สิทธิในการดำรงชีวิต
  • สิทธิในการที่จะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมทั้งในทางแพ่งและอาญา
  • สิทธิที่จะได้รับการคำนึงถึงชีวิตส่วนตัวและครอบครัวของบุคคล
  • เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
  • เสรีภาพทางความคิด จิตสำนึกและศาสนา
  • สิทธิในการที่จะได้รับการเยียวยาที่ดี
  • สิทธิในการครอบครองทรัพย์สินอย่างสุขสงบ
  • สิทธิในการเลือกตั้งและการรับเลือกตั้ง
  •       การนำคดีขึ้นสู่ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป จะสามารถทำได้โดยรัฐบาลคู่กรณีหรือบุคคลธรรมดาเพื่อฟ้องร้องรัฐบาลของรัฐภาคีทั้ง 47 ประเทศหากเกิดการละเมิดในสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ ทั้งนี้ คำพิพากษาของศาลมีผลผูกพันต่อรัฐคู่กรณีที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาล และแนวทางการพิจารณาคดียึดถือตามคำพิพากษาที่ได้พิพากษาไปแล้วเป็นหลัก (Case law)<p>      กระบวนการพิจารณาคดีในศาล โดยทั่วไป</p><p> รัฐภาคีสมาชิกแห่งอนุสัญญาหรือปัจเจกชนใดที่ได้มีการร้องเรียนว่าตนเป็นผู้เสียหายจากการละเมิดอนุสัญญาอาจจะเสนอคดีขึ้นสู่ศาลได้โดยตรงที่เมืองสตราส์บูร์ก โดยร้องเรียนว่ามีการฝ่าฝืนการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐภาคี ในสิทธิใดสิทธิหนึ่งที่ได้รับการประกันในอนุสัญญา</p><p>     คำว่า “สิทธิมนุษยชน” ในอนุสัญญาหรือพิธีสารมักจะใช้ถ้อยคำอย่างกว้างๆ และเป็นภาษากฎหมายที่มีความหมายเฉพาะ ทั้งนี้เป็นผลมาจากการเจรจาที่มีเหตุผลทางการเมืองนั่นเอง ดังนั้น การเข้าใจถึงความหมายและขอบเขตของสิทธิต่างๆ ที่ได้รับการประกันตามอนุสัญญาฯ เหล่านั้นจึงไม่เหมือนกัน และอาจทำให้มีการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแตกต่างกันได้ รัฐเองก็มักตีความให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในความหมายอย่างแคบและให้น้อยที่สุด ในทางกลับกันเอกชนหรือประชาคมกลับต้องการให้มีการตีความการคุ้มครองสิทธิให้มีความหมายอย่างกว้างให้มากที่สุด</p><p> ดังนั้นศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป จึงมีความสำคัญอย่างมากในการพิจารณาบรรทัดฐานและเกณฑ์ทางกฎหมายร่วมกันระหว่างรัฐภาคีของรัฐสภาแห่งยุโรป คำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนจึงอาจถือเป็นบรรทัดฐานในการนิยามและกำหนดขอบเขตการคุ้มครองสิทธิต่างๆให้มีความชัดเจนแน่นอนได้</p><p> แต่ถึงแม้ว่าคำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปจะ “ไม่มีผลเหนือศาลภายใน” หรือ “ไม่มีผลลบล้างคำพิพากษาของศาลภายใน” ก็ตาม แต่ผลกระทบของคำพิพากษาที่สำคัญที่สุดก็คือ ทำให้ประเทศสมาชิกได้ปรับกฎหมายภายในของตนให้สอดคล้องกับอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน</p><p> ซึ่งคำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปนั้น ได้เป็นที่ยอมรับว่ามีความชัดเจนแน่นอน และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติตามได้ไม่เฉพาะเพียงแต่ในประเทศในภูมิภาคยุโรปเท่านั้น คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(UN Human Rights Committee) ก็ได้นำแนวคำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปไปปรับใช้ในการพิจารณาถึงพันธกรณีของรัฐภาคีองค์การสหประชาชาติ ในกรณีที่มีการร้องเรียนโดยรัฐหรือเอกชนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนโดยรัฐใดรัฐหนึ่งหรือไม่ด้วย</p><p>เมื่อมองภาพโดยรวมแล้ว ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปนับเป็นตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จแห่งกลไกการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในระดับภูมิภาคซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า กฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนก็ทำงานได้ผลในการบังคับใช้สิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน คำพิพากษาของศาลได้ซึมแทรกเข้าสู่ระบบกฎหมายของประเทศที่เป็นภาคีสมาชิก ก่อให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายต่างๆ อันยังประโยชน์แก่คนหรือกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสหรือเสียเปรียบในสังคม รวมทั้งเป็นตัวอย่างบรรทัดฐานในการใช้ตีความสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานต่างๆ ขององค์การต่างๆ ในองค์การสหประชาชาติหรือองค์การในระดับภูมิภาคอื่น

     อ้างอิง 

    ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป, http://library.nhrc.or.th/Dictionary/search_dic.ph... สืบค้นวันที่ 18 พฤษภาคม 2557

    บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน HR-LLB-TU-2556-TPC



    ความเห็น (0)