กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย

     มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มหรือเป็นสัตว์สังคม การที่อยู่รวมกันหลากหลายย่อมเกิดความขัดแย้งตลอดจนเกิดความไม่เท่าเทียมทางสังคมได้ จึงต้องมีกฎหมายเพื่อรักษาความสงบสุขเกิดขึ้น และการที่จะทำให้สังคมเกิดความเท่าเทียม ไม่มีการกดขี่ข่มเหงจึงต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น

ตราสารระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคี

ตราสารระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่พัฒนามาจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนหลัก ๆ มีทั้งสิ้น 9 ฉบับ แต่ไทยเป็นทั้งหมด 7ฉบับ ได้แก่

(1)กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง(International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR)

(2)กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม(International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights-ICESCR)

(3)อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบต่อสตรี(Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women-CEDAW)

(4) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก(Convention on the Rights of the Child-CRC)

(5)อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกประติบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ(Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination-CERD)

(6)อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี(Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment- CAT)

(7)อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ(Convention on the Rights of Persons with Disabilities - CRPD)

แต่อย่างๆไรก็ตามยังมีอนุสัญญาอีก 2ฉบับที่ไทยยังไม่เป็นภาคีคือ

(8) อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันบุคคลจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ(Convention on the Protection of All Persons from Enforced Disappearance - CED)

(9) อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบครัว (Convention on the Protection of the Rights of Migrants Workers and Member of their Families MWC)[1]

ในส่วนปัญหาทางด้านสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยที่น่าสนใจคือเรื่ององผู้หญิงกับพระธาตุ[2] ซึ่งเป็นความเชื่อที่มีมาแต่โบราณว่า ผู้หญิงห้ามขึ้นพระธาตุ จึงเกิดการตั้งประเด็นว่าเหตุใดผู้หญิงถึงขึ้นพระธาตุไม่ได้ ซึ่งมีเหตุผลเบื้องหลังคือ ผู้หญิงเป็นเพศที่สกปรกเนื่องจากผู้หญิงเป็นเพศที่มีประจำเดือน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า ในสมัยก่อนนั้นไม่มีผ้าอนามัยเหมือนในปัจจุบัน หากผู้หญิงที่ในขณะนั้นมีประจำเดือนแล้วเข้าพระธาตุจะทำให้พระธาตุซึ่งเป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ เป็นที่ศักการะบูชานั้นเลอะเทอะเปรอะเปื้อนได้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา ๓๐ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทาง เศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่นย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบข้อ 1เพื่อความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญานี้ คำว่า “เลือกปฏิบัติต่อสตรี” จะหมายถึง การแบ่งแยก การกีดกัน หรือการจำกัดใด ๆเพราะเหตุแห่งเพศ ซึ่งมีผลหรือความมุ่งประสงค์ที่จะทำลายหรือทำให้เสื่อมเสียการยอมรับ การได้อุปโภค หรือใช้สิทธิโดยสตรีโดยไม่คำนึงถึงสถานภาพด้านการสมรส บนพื้นฐานของความเสมอภาคของบุรุษและสตรีของสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมของพลเมืองหรือด้านอื่น ๆ

ข้อกำหนดข้างต้นเป็นเพียงตัวอักษรที่ไม่มีคุณค่า....เพราะตราบใดที่ทัศนคติของคนยังไม่เปลี่ยน..ความเท่าเทียมระหว่างชายกับหญิง..ก็เป็นเพียงคำพูดสวยหรูที่มีค่าเพียงลมที่ผ่านออกมาจากปาก..

จากที่ได้ศึกษาเรื่องความเป็นหญิงในพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าหาได้ดูถูกสตรีไม่ แม้จะมีแนวคิดทางพุทธศาสนาว่าสตรีเป็นศัตรูพรหมจรรย์ แต่ที่เป็นศัตรู(อุปสรรค)นั้นเป็นเพราะหญิงนั้นน่าพึงใจ หาได้เพราะน่ารังเกียจ แต่ความหมายที่ผิดแผกไปเพราะชนรุ่นหลังตีความอย่างไม่ศึกษาที่มา

และที่สำคัญที่สุดคือแนวคิดจากชาวล้านนาคำว่า "พระธาตุ" ของคนท้องถิ่นทางภาคเหนือ ซึ่งเคยเป็นดินแดนของอาณาจักรล้านนามีสองความหมาย ความหมายหนึ่ง หมายถึงพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นศาสดาของศาสนาพุทธหลังจากที่พระองค์ได้เสด็จปรินิพพานและมีการประชุมเพลิงสรีระของพระองค์ แล้ว ได้มีการแบ่งกระดูกส่วนต่างๆ และขี้เถ้าที่มาจากการเผาพระพุทธเจ้าไปยังที่ต่างๆ เพื่อให้พุทธศานิกชนได้กราบไหว้บูชา จะได้เป็นเครื่องเตือนใจในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าพระธาตุอาจเป็นอัฐิของพระอรหันต์ หรือพระสายปฏิบัติ ซึ่งหลังจากการเผาร่างแล้วกระดูกที่เหลือเปลี่ยนสภาพเป็นเหมือนดั่งแก้วผลึก หรือมีรูปทรงต่างๆ เช่น กลม รูปเม็ดข้าวสาร หรืออื่นๆ

เมื่อ "พระธาตุ" อันมาจากร่างกายของพระพุทธเจ้าที่คนล้านนาเลื่อมใสศรัทธาอย่างสูงสุด ถูกบรรจุไว้ในสิ่งปลูกสร้างที่ก่ออิฐถือปูน บางแห่งอาจมีการสร้างสิ่งปลูกสร้างครอบบริเวณที่พระธาตุฝังอยู่ในดิน แต่ส่วนใหญ่มักจะมีการบรรจุพระธาตุไว้ที่องค์ครรภ์ซึ่งมีรูปทรงคล้ายระฆัง คนล้านนาจึงถือว่าสิ่งปลูกสร้างนั้นเป็นดั่งตัวแทนขององค์พระสัมมาสัมพุทธ เจ้า เสมือนพระพุทธองค์อยู่ ณ ที่นั้นสตรีจึงสำรวมกายไม่ไปย่างกรายใกล้พระธาตุจนเกินไป เป็นการกระทำที่เกิดจากความเข้าใจว่า ผู้หญิงไม่พึงอยู่ใกล้พระ มิได้เกิดจากการกดขี่ทางเพศแต่อย่างใดและแนวคิดที่ว่าหญิงมีประจำเดือนห้ามไปวัดนั้น เพียงเพราะสมัยก่อนนั้นไม่มีผ้าอนามัยใช้อย่างปัจจุบันการที่หญิงมีประจำเดือนจะไปไหนย่อมเลอะเทอะ และลำบาก มิใช่เพราะสังคมรังเกียจประจำเดือน

จากกรณีนี้ทำให้เห็นว่าคนสมัยใหม่ไม่ควรตัดสินและตีความตามใจชอบ เป็นไปในแง่ร้ายว่าที่ห้ามผู้หญิงขึ้นไปสักการะเพราะสตรีนั้นสกปรก ควรศึกษาให้ถี่ถ้วนว่าเพราะเค้ามีวัฒนธรรมที่ดีงามสืบทอดกันมาอย่างไร


[1] http://www.mfa.go.th/humanrights/human-rights-conventions

[2] http://www.l3nr.org/posts/205080

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน HR-LLB-TU-2556-TPC



ความเห็น (0)