ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป (The European of Human Rights-ECtHR) ตั้งอยู่ที่เมืองสตราส์บูร์ก (Strasbourg) ประเทศฝรั่งเศสตามหลักการในอนุสัญญายุโรปว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนปี 1950 (The European Convention on Human Rights) เพื่อดูแลและตรวจสอบการปฏิบัติตามอนุสัญญาของประเทศสมาชิกซึ่งอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชนมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าอนุสัญญาเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน (Convention for the Protection of Human Rights and Fundamental Freedoms) ซึ่งเป็นหนึ่งในอนุสัญญาที่สำคัญที่สุดที่สภายุโรป (The Council of Europe) ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกของสภายุโรปทั้ง 47 ประเทศได้เข้าเป็นภาคีและรับหลักการของอนุสัญญาฯ
การนำคดีขึ้นสู่ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปจะสามารถทำได้โดยรัฐบาลคู่กรณีหรือบุคคลธรรมดาเพื่อฟ้องร้องรัฐบาลของรัฐภาคีทั้ง 47 ประเทศหากเกิดการละเมิดในสิทธิมนุษยชนโดยรัฐทั้งนี้ คำพิพากษาของศาลมีผลผูกพันต่อรัฐคู่กรณีที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลและแนวทางการพิจารณาคดียึดถือตามคำพิพากษาที่ได้พิพากษาไปแล้วเป็นหลัก (Case law)
กระบวนการพิจารณาคดีในศาลโดยทั่วไป
รัฐภาคีสมาชิกแห่งอนุสัญญาหรือปัจเจกชนใดที่ได้มีการร้องเรียนว่าตนเป็นผู้เสียหายจากการละเมิดอนุสัญญาอาจจะเสนอคดีขึ้นสู่ศาลได้โดยตรงที่เมืองสตราส์บูร์กโดยร้องเรียนว่ามีการฝ่าฝืนการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐภาคีในสิทธิใดสิทธิหนึ่งที่ได้รับการประกันในอนุสัญญา
คำว่า “สิทธิมนุษยชน” ในอนุสัญญาหรือพิธีสารมักจะใช้ถ้อยคำอย่างกว้างๆและเป็นภาษากฎหมายที่มีความหมายเฉพาะทั้งนี้เป็นผลมาจากการเจรจาที่มีเหตุผลทางการเมืองนั่นเองดังนั้นการเข้าใจถึงความหมายและขอบเขตของสิทธิต่างๆที่ได้รับการประกันตามอนุสัญญาฯเหล่านั้นจึงไม่เหมือนกันและอาจทำให้มีการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแตกต่างกันได้รัฐเองก็มักตีความให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในความหมายอย่างแคบและให้น้อยที่สุดในทางกลับกันเอกชนหรือประชาคมกลับต้องการให้มีการตีความการคุ้มครองสิทธิให้มีความหมายอย่างกว้างให้มากที่สุด
ดังนั้นศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปจึงมีความสำคัญอย่างมากในการพิจารณาบรรทัดฐานและเกณฑ์ทางกฎหมายร่วมกันระหว่างรัฐภาคีของรัฐสภาแห่งยุโรปคำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนจึงอาจถือเป็นบรรทัดฐานในการนิยามและกำหนดขอบเขตการคุ้มครองสิทธิต่างๆให้มีความชัดเจนแน่นอนได้
แต่ถึงแม้ว่าคำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปจะ “ไม่มีผลเหนือศาลภายใน” หรือ “ไม่มีผลลบล้างคำพิพากษาของศาลภายใน” ก็ตามแต่ผลกระทบของคำพิพากษาที่สำคัญที่สุดก็คือ ทำให้ประเทศสมาชิกได้ปรับกฎหมายภายในของตนให้สอดคล้องกับอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
ซึ่งคำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปนั้นได้เป็นที่ยอมรับว่ามีความชัดเจนแน่นอนและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติตามได้ไม่เฉพาะเพียงแต่ในประเทศในภูมิภาคยุโรปเท่านั้นคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(UN Human Rights Committee) ก็ได้นำแนวคำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปไปปรับใช้ในการพิจารณาถึงพันธกรณีของรัฐภาคีองค์การสหประชาชาติในกรณีที่มีการร้องเรียนโดยรัฐหรือเอกชนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนโดยรัฐใดรัฐหนึ่งหรือไม่ด้วย
เมื่อมองภาพโดยรวมแล้วศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปนับเป็นตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จแห่งกลไกการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในระดับภูมิภาคซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่ากฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนก็ทำงานได้ผลในการบังคับใช้สิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดนคำพิพากษาของศาลได้ซึมแทรกเข้าสู่ระบบกฎหมายของประเทศที่เป็นภาคีสมาชิกก่อให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายต่างๆอันยังประโยชน์แก่คนหรือกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสหรือเสียเปรียบในสังคมรวมทั้งเป็นตัวอย่างบรรทัดฐานในการใช้ตีความสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานต่างๆขององค์การต่างๆในองค์การสหประชาชาติหรือองค์การในระดับภูมิภาคอื่นๆ (1)