เด็กชายยนิวัฒน์ จันทร์คำเป็นของบิดามารดาซึ่งเป็นคนชาติพันธู์ไทยลื้อ น้องนิคและบิดามารดาได้เข้าประเทศไทยตอนที่น้องนิคอายุราวๆ 3-4 ปีโดยไม่มีเอกสารแสดงตน มารดาน้องนิคได้พาน้องนิคมาฝากไว้กับป้าจันทร์ที่จังหวัดตรังโดยตั้งแต่ช่วงเวลาที่เข้ามาในประเทศไทยน้องนิคก็ไม่ได้ดำเนินการเพื่อรับการสำรวจและมีบัตรประจำตัวใดๆ

การที่น้องนิคติดตามบิดามารดาของตนเข้ามาในประเทศไทยด้วยวัยเพียง 3-4ขวบนั้น แสดงให้เห็นว่าน้องนิคไม่ได้มีเจตนาเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย แต่น้องนิคก็ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎรของประเทศไทยและประเทศพม่าเลย อีกทั้งยังเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายเพราะไม่ได้รับการรับรองสถานะบุคคลจากกฎหมายไทย

 

น้องนิคเคยได้รับการศึกษาตั้งแต่ชั่นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เท่านั้น ซึ่งก็เป็นไปตามหลักของ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในเรื่องการศึกษาข้อที่ 26 ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลมีสิทธิในการศึกษาการศึกษาจะเป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์โดยไม่คิดมูลค่าอย่างน้อยที่สุดในขั้นประถมศึกษษและขั้นพื้นฐานชั้นประถมศึกษาให้เป็นการศึกษาภาคบังคับขั้นเทคนิคและประกอบอาชีพเป็นการศึกษาที่ต้องจัดให้มีโดยทั่วๆไปขั้นสูงสุดเป็นขั้นที่จะเปิดให้ทุกคนเท่ากันตามความสามารถ

การศึกษาจะมุ่งไปทางการพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษย์อย่างเต็มที่เพื่อเสริมพลังการเคารพสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานให้แข็งแกร่งและมุ่งเสริมความเข้าใจขันติและมิตรภาพระหว่างประชาชาติกลุ่มเชื้อชาติและศาสนาและจะมุ่งขยายกิจกรรมของสหประชาชาติเพื่อธำรงสันติภาพ

ผู้ปกครองมีสิทธิก่อนผู้อื่นที่จะเลือกชนิดของการศึกษาสำหรับบุตรหลานของตน”(1)

มาตรา๑๐พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ.. ๒๕๔๒
               

การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่า สิบสองปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย 
               

การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกายจิตใจสติปัญญาอารมณ์สังคมการสื่อสารและการเรียนรู้หรือมีร่างกายพิการหรือทุพพลภาพหรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้หรือไม่มีผู้ดูแลหรือด้อยโอกาสต้องจัดให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ
                การศึกษาสำหรับคนพิการในวรรคสองให้จัดตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกสื่อบริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
                การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความสามารถพิเศษต้องจัดด้วยรูปแบบที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงความสามารถของบุคคลนั้น(2)

 

ดังนั้นแม้น้องนิคจะเป็นบุคคลที่ประสบปัญหาไร้รัฐไร้สัญชาติ แต่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติก็ให้สิทธิในการศึกษาเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนแม้จะไร้รัฐไร้สัญชาติก็พึงได้รับสิทธินี้ทุกคน

อีกทั้งจากกรณีศึกษานี้ทราบว่าน้องนิคไม่ได้รับสิทธิในสุขภาพดี ซึ่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 25 บัญญัติไว้ว่า “บุคคลมีสิทธิในมาตราฐานการครองชีพที่เพียงพอสำหรับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับตนเองครอบครัวรวมทั้งอาหารเสื้อผ้าที่อยู่อาศัยการรักษาพยาบาลและบริการทางสังคมที่จำเป็นและสิทธิในความมั่นคงในกรณีย์ว่างงานเจ็บป่วยทุพพลภาพเป็นหม้ายวัยชราหรือการขาดปัจจัยในการเลี้ยงชีพอื่นใดในพฤติการณ์อันเกิดจากที่ตนควบคุมได้

มารดาและบุตรชอบที่จะได้รับการดูและความช่วยเหลือเป็นพิเศษเด็กทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นบุตรในหรือนอกสมรสย่อมได้รับการคุ้มครองทางสังคมเช่นเดียวกัน”(3)

ดังนี้น้องนิคสามารถได้รับการรักษาพยาบาลและบริการทางสังคมที่จำเป็นได้แม้น้องนิคจะเป็นไร้รัฐไร้สัญชาติก็ตามเพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รับรองให้สิทธิแก่ทุกคน

 

ที่มา

(1)      http://www.baanjomyut.com/library/human/page1.html

(2)      http://www.tamanoon.com/eduact/

(3)      http://www.baanjomyut.com/library/human/page1.html