สนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนมีลักษณะเป็นสนธิสัญญาพหุภาคี กล่าวคือ เป็นสนธิสัญญาที่มีรัฐมากกว่าสองรัฐขึ้นไปเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญา[1]
ตราสารระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่พัฒนามาจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนหลัก ๆ มีทั้งสิ้น9ฉบับได้แก่[2]
(1) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง(International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR)
(2) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม(International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights-ICESCR)
(3) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบต่อสตรี(Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women-CEDAW)
(4) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child-CRC)
(5) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ(Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination-CERD)
(6) อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี(Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment- CAT)
(7) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities - CRPD)
(8) อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันบุคคลจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ(Convention on the Protection of All Persons from Enforced Disappearance - CED)
(9) อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบ ครัว(Convention on the Protection of the Rights of Migrants Workers and Member of their Families MWC)
ปัจจุบันประเทศไทยเข้าเป็นภาคีตราสารระหว่าง ประเทศหลักเหล่านี้แล้วทั้งสิ้น 7 ฉบับ รวมทั้งเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาCEDAWว่าด้วยการรับข้อร้องเรียน และอนุสัญญาสิทธิเด็กอีก 2 ฉบับคือ พิธีสารเลือกรับเรื่องการขายเด็ก การค้าประเวณีและสื่อลามกที่เกี่ยวกับเด็ก(Optional Protocol to the Convention on Rights of the Child on the Sale of Children, Child Prostitution and Child Pornography) และพิธีสารเลือกเรื่องความเกี่ยวพันของเด็กในความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ (Optional Protocol to the Convention on Rights of the Childon the Involvement of Children in Armed Conflict) ส่วนอนุสัญญาอีกสองฉบับที่ไทยยังไม่ได้เป็นภาคีคือ อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันบุคคลจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ และอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบ ครัว
ในเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยนั้น มีประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องของผู้หญิงกับพระธาตุ
ซึ่งเป็นความเชื่อที่มีมาแต่โบราณว่า ผู้หญิงห้ามขึ้นพระธาตุ จึงเกิดการตั้งประเด็นว่าเหตุใดผู้หญิงถึงขึ้นพระธาตุไม่ได้ ซึ่งมีเหตุผลเบื้องหลังคือ ผู้หญิงเป็นเพศที่สกปรกเนื่องจากผู้หญิงเป็นเพศที่มีประจำเดือน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า ในสมัยก่อนนั้นไม่มีผ้าอนามัยเหมือนในปัจจุบัน หากผู้หญิงที่ในขณะนั้นมีประจำเดือนแล้วเข้าพระธาตุจะทำให้พระธาตุซึ่งเป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ เป็นที่ศักการะบูชานั้นเลอะเทอะเปรอะเปื้อนได้
กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในเรื่องสิทธิสตรีที่นำมาพิจารณา ได้แก่[3]
อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ
ข้อ 1
เพื่อความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญานี้ คำว่า “เลือกปฏิบัติต่อสตรี” จะหมายถึง การแบ่งแยก การกีดกัน หรือการจำกัดใด ๆ
เพราะเหตุแห่งเพศ ซึ่งมีผลหรือความมุ่งประสงค์ที่จะทำลายหรือทำให้เสื่อมเสียการยอมรับ การได้อุปโภค หรือใช้สิทธิโดยสตรี
โดยไม่คำนึงถึงสถานภาพด้านการสมรส บนพื้นฐานของความเสมอภาคของบุรุษและสตรีของสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมของพลเมืองหรือด้านอื่น ๆ
เมื่อประเทศไทยในฐานะภาคีสมาชิกสนธิสัญญา อีกทั้ง มีรัฐธรรมนูญที่รับรองความเสมอภาคของหญิงชาย บัญญัติไว้
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550
มาตรา ๓๐ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่อง ถิ่นกำเนิดเชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้
มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้ สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม
จากที่ได้กล่าวมา เห็นได้ว่า การมีข้อห้ามผู้หญิงเข้าเขตพระธาตุนั้นเป็นการเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่ง จารีตประเพณี เป็นกากระทำที่ขัดกับ อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ
[1] ตราสารระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคี โดย กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 15 ธันวาคม 2553
สืบค้นทาง http://www.mfa.go.th/humanrights/human-rights-conventions
[2] ไทยเป็นภาคีในอนุสัญญาใดบ้างเรามาดูกัน โดย ดลพร ศัลยพงษ์
สืบค้นทาง http://www.l3nr.org/posts/467177
[3] ผู้หญิงกับพระธาตุ โดย ภัทราภา พูนโพธิ์
สืบค้นทาง http://www.l3nr.org/posts/205080