สิทธิมนุษยชนในสัมคมไทย เรื่อง “โทษประหาร” การลงโทษประหารชีวิตนั้นไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ใช้โทษประหารชีวิต มีอีกหลายประเทศที่ใช้โทษประหารชีวิตในการลงโทษเช่นเดียว และก็เกิดคำถามขึ้นว่า โทษประหารชีวิตนั้น เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ? ซึ่งหากจะศึกษาเรื่องนี้ต้องพิจารณาความหมายของสิทธิมนุษยชน

     สิทธิมนุษยชน(1) หมายถึง สิทธิ ที่มีติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่กำเนิด เป็นสิทธิทางกายภาพ ซึ่งไม่สามารถจำหน่าย แจก จ่าย โอน หรือบังคับให้กับผู้หนึ่งผู้ใดได้ สิทธิดังกล่าวนี้มีความเป็นสากลและเป็นนิรันดร์

     จาก ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 1 กล่าวว่า "มนุษยทั้งหลายทั้งหลายเกิดมามีอิสระเสรี เท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ ทุกคนได้รับการประสิทธิ์ประสาทเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันอย่างฉันพี่น้อง"

     โทษประหารชีวิต (2)หรืออุกฤษฏ์โทษ (อังกฤษ:capital punishment, death penalty) เป็นกระบวนการทางกฎหมายซึ่งลงโทษอาชญากรรมของบุคคลด้วยการทำให้ตาย คำสั่งของศาลที่ให้ลงโทษบุคคลในลักษณะนี้ เรียกการลงโทษประหารชีวิตขณะที่การบังคับใช้โทษนี้ เรียกการประหารชีวิตอาชญากรรมที่มีโทษประหารชีวิต เรียก "ความผิดอาญาขั้นอุกฤษฏ์โทษ" คำว่าcapitalมาจากคำภาษาละตินว่า capitalis ความหมายตามตัวอักษร คือ "ที่เกี่ยวข้องกับหัว" (หมายถึงการประหารชีวิตโดยการตัดหัว)

     ปัจจุบันมีประเทศที่ยังคงโทษประหารชีวิต 58 ประเทศ ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับอาชญากรรมทุกรูปแบบโดยนิตินัย 98 ประเทศการประหารชีวิตเกือบ 90% ทั่วโลกเกิดในทวีปเอเชีย โทษประหารชีวิตเป็นประเด็นการถกเถียงที่กำลังดำเนินอยู่ในหลายประเทศ และจุดยืนอาจมีได้หลากหลายในอุดมการณ์ทางการเมืองหรือภูมิภาคทางวัฒนธรรมหนึ่ง ๆ

     การยกเลิกโทษประหารชีวิตในประเทศไทย (3)โทษประหารชีวิตนับเป็นโทษที่มีการนำมาใช้ปฏิบัติในสังคมไทยมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน โดยกล่าวกันว่าเป็นการลงโทษที่มุ่งลงโทษเพื่อ “แก้แค้นทดแทน” ให้สาสมกับความผิดที่ได้กระทำไป อีกทั้งยังเป็นการลงโทษที่มุ่งสร้างความหวาดกลัวต่อผู้ที่คิดจะทำผิด เพื่อให้เกิดการยับยั้งอันจะนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อยในสังคม อย่างไรก็ตามเมื่อปัจจุบัน แนวคิดในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดเปลี่ยนไป สังคมเริ่มมองถึงปัจจัยต่างๆในสังคม หล่อหลอมขัดเกลาผู้กระทำผิด ประกอบกับกระแสสิทธิมนุษยชนที่เป็นกระแสสากลและแรงผลักดันจากนานาชาติตลอดจนองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ ทำให้เกิดกระแสการผลักดันให้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิต แม้จะยังไม่ถือว่าเป็นเสียงข้างมากในสังคมไทยแต่ก็ได้รับการยอมรับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในวงการวิชาการและผู้คนสาขาวิชาชีพต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีกระแสคัดค้านจากภายในประเทศ โดยเฉพาะจากสาธารณชนที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกโทษประหารชีวิต

     ความคิดเห็นของฝ่ายที่ต้องการให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตนั้นเนื่องจากมีแรงต้านจากสาธารณะชนคัดค้านการยกเลิกโทษประหารอย่างหนัก ดังนั้นการเคลื่อนไหวของฝ่ายนี้จึงหันไปเน้นที่ฝ่ายการเมือง รัฐบาล และองค์กรภาครัฐ เพราะการยกเลิกโทษประหารชีวิต ซึ่งจะต้องดำเนินการโดยรัฐสภาหรือกลไกผลักดันของรัฐบาล ขณะเดียวกันก็ยอมรับในความเป็นไปได้ของการยกเลิกโทษประหารชีวิตว่าจะต้องดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งได้ทำสำเร็จไปแล้วในบางส่วน กล่าวคือ การยกเลิกโทษประหารชีวิตในเด็กและเยาวชน ตลอดจนสตรีมีครรภ์ และการที่ประเทศไทยได้ลงมติ “งดออกเสียง” และไม่คัดค้านต่อข้อมติการพักใช้โทษประหารชีวิตในการประชุมสมัชชาใหญ่ องค์การสหประชาชาติ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นครั้งแรกหลังจากที่ประเทศไทยลงมติคัดค้านมาโดยตลอด นอกจากนี้ยังมีการจัดทำแผนแม่บทสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2552 – 2556) โดยมีตัวชี้วัดที่ระบุถึงการยกเลิกโทษประหารชีวิตในประเทศไทย สำหรับในการดำเนินการต่อไป ฝ่ายที่ต้องการให้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิตได้มีการดำเนินการในด้านต่างๆ ในการก้าวไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิต

     ในทางตรงกันข้าม กระแสภายในประเทศที่ส่วนใหญ่คัดค้านการยกเลิกโทษประหารชีวิต ในประเทศไทย กระแสการต่อต้านและคัดค้านการยกเลิกโทษประหารชีวิตจากสาธารณชน ยังคงมีอยู่สูงมาก ผลสำรวจในงานวิจัยหลายครั้ง แสดงถึงเหตุผลของกลุ่มนี้ว่าต้องการให้คงโทษประหารชีวิตไว้เพื่อความสงบเรียบร้อยในสังคม โดยให้โทษประหารชีวิตเป็นเครื่องมือในการยับยั้งการกระทำผิด และตอบแทนผู้กระทำผิดให้สาสมกับความผิดที่ได้กระทำ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องทัศนคติและค่านิยมที่ต้องการลงโทษแบบแก้แค้นทดแทนให้เกิดความยุติธรรม โดยเฉพาะต่อผู้เสียหายจากอาชญากรรม ซึ่งควรได้รับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกัน เพราะปัจจุบันมีการดูแลและให้การคุ้มครองสิทธิของผู้กระทำผิดมากกว่าการคำนึงถึงความสงบเรียบร้อยของสังคมและประชาชนผู้บริสุทธิ์โดยส่วนรวม

     อย่างไรก็ตามในปัจจุบันประเทศไทยนั้นมีกระแสการตอบรับให้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิต เริ่มมีเพิ่มมากขึ้นจากผู้ที่เคยไม่เห็นด้วยและคัดค้าน เริ่มมีการยอมรับต่อการยกเลิกโทษประหารชีวิตมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ยอมรับอย่างเต็มที่ กล่าวคือ พร้อมที่จะให้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิต ถ้าเงื่อนไขบางประการได้รับการแก้ไขหรือบรรเทาลง เงื่อนไขที่สำคัญก็คือ การที่จะต้องทำให้ปัญหาอาชญากรรมในประเทศเบาบางลง ทั้งในด้านปริมาณและความรุนแรง ซึ่งการยกเลิกโทษประหารนั้นจะสามารถทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากกว่านี้หากประเทศไทยได้รับการแก้ไขในเรื่องมาตราฐานในเรือนจำ หากยกระดับให้มีมาตราฐานดีกว่า และมีสถานที่ที่รองรับนักโทษได้เพียงพอ เราก็สามารถที่จะยกเลิกโทษประหารชีวิตลดลงมาเหลือเพียงโทษจำคุกตลอดชีวิต นอกจากนี้ที่สำคัญคือการเยียวยาผู้เสียหายจากเหตุอาชญากรรมต่างๆ หากปู้เสียหายได้รับการเยียวยาที่เพียงพอก็จะทำให้การยกเลิกโทษประหารชีวิตทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

     การยกเลิกโทษประหารชีวิตเป็นแนวคิดที่มาจากกระแสสากล ที่มีการผลักดันผ่านองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ รวมตลอดถึงประเทศพัฒนาหลายประเทศ โดยผ่านองค์การสหประชาชาติ ที่ต้องการให้ตนในประเทศที่ยังมีการลงโทษโดยการประหารชีวิตเปลี่ยนทัศนคติเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน อย่าไรก็ตามในประเทศไทยในปัจจุบันนั้นก็มีโทษประหารชีวิตน้อยลงมาก กล่าวคือนักโทษที่ได้รับโทษประหารชีวิคยอมรับสารภาพ หรือเรื่องในวันสำคัญในประเทศก็มักจะได้รับการลดโทษลงจากประหารชีวิตเหลือเป็นจำคุกตลอดชีวิต


ณัฐณิชา วัฒนสุข


อ้างอิง

(1) ความหมายสิทธิมนุษยชน เข้าถึงได้จาก :

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99

(วันที่ค้นข้อมูล : 14 เมษายน 2557)