วันก่อนไปดูหนังเรื่อง Oculus หนังผี มีคนบอกว่าน่ากลัว และเด่นด้วยการเล่าเรื่อง.. ก็แนะนำครับใครอยากสยองก็ไปดูได้ ส่วนผมไปดูก็สยองครับ ผู้สร้างทำได้น่ากลัวมาก ขนาดผมที่คิดว่ายุคใหม่หนังไม่น่าจะน่ากลัวเขย่าประสาทได้ แต่นี่เขย่าได้จริงๆ.. สาระสำคัญไม่มีอะไรมาก มีตัวเอกอยู่สองตัว พี่น้องที่เด็กๆ พ่อแม่ฆ่ากันตาย โดยช่วงก่อนตายไม่นานพ่อได้
ซื้อกระจกเก่ามา หลังจากนั้นบ้านก็มีเหตุการณ์แปลกๆ.. และไม่นานแม่ก็กลายเป็นบ้า พ่อเลยฆ่าแม่ ส่วนน้องชายก็ได้ฆ่าพ่อไป เมื่อออกจากสถานกักกันมาตอนโต พี่สาวก็ไปรับและทันใดก็ต้องการพิสูจน์อะไรบางอย่าง ก็เลยไปหาค้นหากระจกบานนั้นแล้วเอากลับมาบ้าน เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในบ้านไม่ได้เกิดเพราะประสาทไปเองแต่เป็นเพราะผี พิสูจน์กันไปกันมา ย้อนความทรงจำไปมา เหตุการณ์ดูน่ากลัวเรื่อยๆ ที่สุดสติแตกเกิดภาพหลอนฆ่ากันตายอีก... ใครตายใครอยู่เรื่องราวคลี่คลายไปยังไงไปดูกันเอง..แต่เรื่องนี้ไม่ได้จบดีครับ น่าสงสารจริงๆ..
เรื่องสยองข้ามรุ่นนี้ เห็นชัดว่าตัวเอกในเรื่องได้พยายามหันกลับไปหาความทรงจำที่เลวร้าย แต่ที่สุดความทรงจำที่เลวร้ายกลับให้ทำร้ายพวกเขาเอง..ถึงตาย
คุณเคยเจอเรื่องแบบเดียวกันนี้ไหม นึกถึงเรื่องร้ายๆ เรื่องนั้นกลับมาทำร้ายคุณเอง ถึงขั้นแทบเอาตัวไม่รอด ผมเองเคยครับ
เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ลูกสาวเริ่มเดินได้ แต่ไม่คล่องนัก เธอเป็นเด็กแสนซน วันนั้นครอบครัวเราพากันกลับไปเยี่ยมคณยายที่กรุงเทพ วันนั้นผมอาบน้ำให้ลูกสาว เธอดื้อมากๆ ไม่ยอมและโวยวายตลอด ในขณะเดียวกันผมก็กลับไปนึกถึงเพื่อนที่ทำงาน ที่ทำให้ผมต้องคับแค้นใจ ใจผมนึกภาพชัดเลย โดยไม่รู้ตัวอาบน้ำให้ลูกสาวไปนึกถึงหน้าคนในที่ทำงานที่เพิ่มก่อเรื่องกับผม..มือที่จับลูกสาวหลุด ..ลูกสาวหลุดมือครับ ล้มลงกับพื้น โชคดีหัวไม่ฟาดพื้น ภรรยารีบมาดูแล้วบอกว่าโชคดีมากๆ ถ้าตำแหน่งที่หัวลูกสาวฟาดลงไป เลื่อนไปอีกหน่อย มันจะเป็นวงกบประตูห้องน้ำ.. ลูกอาจกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราก็ได้..
ชัดไหมครับ.. เรื่อง Oculus ทำให้ผมขนหัวลุก เพราะเรื่องนี้ผมเคยเป็นแบบตัวละครเลย นึกถึงเรื่องไม่ดี เรื่องไม่ดีหันมาทำร้ายเรา เรื่องที่ทำงานที่เราวางไม่ได้หันมาทำร้ายผม ใครทำร้ายผมนั่นเอง ใครเกือบรับกรรม ..ลูกสาวผมเอง.. ตั้งแต่นั้นมา ชีวิตผมเปลี่ยน ผมจะไม่ยอมเอาเรื่องรกหัวมาคิด มาปรุงแต่งแบบไม่สร้างสรรค์แบบนี้อีก จะไม่มีใครมามีอิทธิพลกับผมได้อีก..
ผมจะไม่ยอมให้ "ผี" หรือความทรงจำที่ไม่ดีมาทำร้ายผมอีก..
เมื่อความทรงจำไม่ดีคือผี แสดงว่าความทรงจำดีๆ ล่ะ ก็คือ"เทวดา" ใช่ไหมครับ.. ความทรงจำดีๆ ต่างหากที่จะคุ้มครองเรา บอกว่ามีไหม มีึครับ
จำได้เมื่อหลายปีก่อนเช่นกันลูกศิษย์คนหนึ่งต้องไปสอบเข้าบริษัทฝรั่ง เธอไม่มั่นใจมาก..เพื่อนเธอที่อยู่ที่นั่นบอกมาเลย มแต่เด็กจุฬา ธรรมศาสตร์ เด็กจบนอกเป็นคู่แข่ง.. แถมเธอจบบัญชีก็จริงแต่ไม่มีประสบการณ์เลย มาทำงานเป็นผู้ช่วยอาจารย์คอยช่วยเหลืออาจารย์ ทำงานประสานงานเท่านั้น เธอจะไปช่วยใครได้.. (นึกถึงผี ผีหลอกทันที)... ผมเลยช่วยเธอหน่อย.. เอ๊า เธอลองนึกสิว่าตั้งแต่ทำงานมานี่ภาคภูมิใจอะไรที่สุด (ผมถามด้วยการใข้คำถามเชิงบวกแบบ Appreciative Inquiry).. “ไม่มีเลย ไม่มีเลยอาจารย์...” ผมเลยให้ตัวช่วยหน่อย "เอาหน่ะ เอานิดเดียว อะไรดีๆที่เราทำไป แต่อาจไม่มีใครเห็นเลยก็ได้..” เธอตอบ "ที่ทำงานบ้างครั้งมีความขัดแย้งกัน หนูจะคอยดูค่ะว่าจะช่วยประสานอะไรได้บ้าง พยายามให้ไปด้วยกันให้ได้"...
นี่ไง (เจอเทวดาแล้ว)... เวลาไปสัมภาษณ์ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นนะ เน้นเรื่องนี้เลย...
แล้วไม่นานก็ได้ข่าวดี.. “อาจารย์คะได้งานแล้วค่ะ ไม่น่าเชื่อหนูพูดอย่างที่อาจารย์ย้ำไป..หนูเอาชนะคู่แข่งจากมหาลัยดังๆได้ บางคนจบ MBA จากอเมริกา..ตอนนี้หนูเป็นคนเดียวในบริษัทนี้ที่มาจากมหาลัยขอนแก่นค่ะ ที่เหลือมาจากจุฬา ธรรมศาสตร์กับเด็กนอกทั้งนั้นเลย"...
ปัจจุบันสาวน้อยคนนี้ย้ายไปทำงานที่ต่างประเทศเรียบร้อย เขียนจดหมายมานี่ภาษาอังกฤษดีมากๆไม่เหลือเค้าคนที่ขาดความมั่นใจคนเดิมอีกเลย...
ชีวิตเราอยู่ที่จะเลือกคนกับเทวดา หรือผีร้าย.. อยู่ที่คุณเลือกล่ะ อย่าประมาทนะครับ..
ในด้านวิขาการสาย Appreciative Inquiry เรามีหลักการพื้นฐาน 5 ข้อที่ศาสตราจารย์เดวิด คูปเปอร์ไรเดอร์ สังเคราะห์มาจากงานวิจัยด้านจิตวิทยาบวก หนึ่งในหลักการนั้นคือหลัก Poetic Principle หลักการนี้บอกเราว่า "อดีต ปัจจุบัน อนาคตของเราเปิด กว้างต่อการตีความ และความ เป็นไปได้ที่ไม่มีขีดจํากัดอะไรทั้ง สิ้น เราสามารถพบสิ่งดีๆในตัว บุคคล ในตัวองค์กรใดๆก็ตาม ใน ใครก็ตาม สิ่งที่เราเลือกที่จะสนใจ จะสร้างสิ่งที่เป็นจริงขึ้นมา ถ้าเรา ให้ความสนใจอะไรเป็นพิเศษมัน จะเติบโตเป็นประสบการณ์จริงๆ ของเรามากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ"
สรุปแล้วไม่ว่าจะเหตุการณ์อะไรก็ตาม เราสามารถนึกถึงได้แต่ต้องตีความในทางดีๆ เรื่องดีๆจะกลายมาเป็นเหตุการณ์จริงๆ และดีขึ้นเรื่อยๆ..
ถ้ามองจาก Poetic Principleคุณจะเห็นชัดว่าพี่น้องสติแตกในเรื่องเลือกสนใจเหตุการณ์ในอดีต แต่ไม่ตีความ เหตุการณ์ร้ายนั้นก็เริ่มเติบโต จนขยายมาครอบงำพวกเขา จนสายเกินแก้
ผมเองก็เลือกสนใจเหตุการณ์ในอดีต โดยไม่ตีความดีๆ..ที่สุดเกือบเกิดเรื่องเศร้ากับครอบครัว ปัจจุบันเรื่องนี้กลายเป็นเทวดาประจำตัวผมแล้ว ผมตีความว่าเพื่อนผมในที่ทำงานท่านนั้นคือ "ครู" ของผม เจอทีไรอยากไหว้เลย เพราะเขามีส่วนทำให้ผมได้เปลี่ยนแปลงชีวิต เขานั่นแหละคือครู ไม่มีเขา ผมอาจไม่ได้คิด และอาจเกิดเรื่องเศร้าขึ้นมาจริงๆก็ได้ในเวลาต่อมา ปัจจุบันผมมี "ครู" ดีๆหลายคนครับ ทุกคนล้วนน่าเคารพทั้งสิ้น เพราะแต่ละคนเป็นสาเหตุให้ชีวิตผมเติบโตไปในทางที่ดีมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ..
ตอนแรกผมเองกับสองพี่น้องเคราะห์ร้ายใน Oculus สนใจผีร้าย ผีร้ายเลยตามมาทำร้าย ทำร้ายจนชีวิตย่ำแย่
ส่วนลูกศิษย์ ผมพาให้เขานึกถึงเหตุการณ์ในอดีต เอามาตีความดีๆ แล้วเอาไปใช้ ได้ผลครับ เรียกว่าสนใจเทวดา เทวดาก็มาช่วยครับ..
ศาสนาพุทธเราก็มี เราเรียกว่าสัญญา ถ้าคุณไม่มีสติ มันจะเกิดการกระตุ้นปรุงแต่ง จนกลายเป็นมโนกรรม กลายเป็นการกระทำ กรรมและวิบาก (ลองศึกษา ถามพระอาจารย์กันดูนะครับ)
ชัดไหมครับ.. อย่ายมัวให้ผี (ความทรงจำไม่ดี) หลอกอีกต่อไปนะครับ ยังไม่พ้นทุกข์อย่างน้อยคบกับเทวดาก็ยังดีครับ คือการคิดบวก ตีความในเชิงบวกก็ยังดี อย่างไรก็ดีแน่นอนครับ
คุณจะเลือกเดินเส้นทางไหนก็อยู่ที่คุณแล้วครับ..เทวา หรือซาตาน
วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟังลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ
ปล. ดูรายละเอียดของ Appreciative Inquiry ได้จากวิดีโอ Clip จากรายการน้ำครึ่งแก้ว ครับ

ขอบคุณค่ะ
...อยู่กับปัจจุบัน...ทำวันนี้ให้ดีที่สุด..ก้าวเดินไปข้างหน้านะคะ