ที่มา:http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1...

 

ปัญหาสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยที่เชื่อมต่อกับสังคมโลก

ประเทศไทยเป็นประเทศผู้รับผู้หนีภัยความตาย แต่ไม่ได้เป็นประเทศที่สามและไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ.2494จึงไม่มีมาตรการที่ได้มาตรฐานในระดับสากลที่จะช่วยเหลือผู้หนีภัยความตายที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งผู้ที่อพยพเข้ามาส่วนใหญ่นั้นก็มักจะเข้ามาพักอาศัยเป็นเวลานาน จนกว่าปัญหาในประเทศต้นทางจะสิ้นสุดลง หรือจนกว่าพวกเขาจะย้ายไปประเทศที่สาม โดยที่ประเทศไทยจะขับไล่พวกเขาให้กลับประเทศไม่ได้หากสถานการณภายในประเทศยังไม่ยุติ เพราะจะเป็นการผลักให้พวกเขาต้องไปเผชิญกับความตายนั่นเอง

 

ปัญหาสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยที่เชื่อมต่อกับสังคมโลก กล่าวคือ อาจเป็นกรณีปัญหาที่คนไทยเป็นฝ่ายที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนจากคนในประเทศอื่น หรือรัฐบาลไทยอาจเป็นฝ่ายที่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนในประเทศอื่นก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ชาวโรฮิงญาที่หนีภัยความตายและอพยพเข้ามาในทางตอนใต้ของประเทศไทยโรฮิงญา เป็นกลุ่มชนบริเวณชายแดนฝั่งเมียนมาร์ที่พูดภาษาจิตตะกอง-เบงกาลี และนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งรัฐบาลทหารเมียนมาร์ปฏิเสธสถานภาพพลเมืองของชาวโรฮิงญา ส่งผลให้มีชาวโรฮิงญาจำนวนมากต้องอพยพลี้ภัยไปยังประเทศอื่นเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า

 

ในมุมมองของรัฐบาลเผด็จการทหารเมียนมาร์ ชาวโรฮิงญาเป็นประชาชนที่ "ลี้ภัยอย่างผิดกฎหมาย"และอพยพมาจากประเทศบังกลาเทศในสมัยที่พม่าตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของจักรวรรดินิยมอังกฤษ ดังนั้นด้วยทัศนคติเช่นนี้ของรัฐบาลเผด็จการเมียนมาร์ทำให้ประชาชนชาวโรฮิงญาไม่ได้รับการรวมเข้าไปในกลุ่มชนพื้นเมือง (Indigenous groups) ในรัฐธรรมนูญเมียนมาร์ ส่งผลให้ไม่ได้รับสัญชาติเมียนมาร์ และซ้ำร้ายยังถูกดูหมิ่นจากคนร่วมชาติ จากชาวเมียนมาร์ด้วยกันเองที่มองว่าเป็นพลเมืองชั้นสองของประเทศ

 

ชาวมุสลิมโรฮิงญายังถูกจำกัดสิทธิพลเมืองอีกหลายประการ ได้แก่ ไม่มีอิสระในการเดินทาง การบังคับเก็บภาษี การยึดที่ดินและบังคับย้ายถิ่น การขัดขวางการเข้าถึงด้านสาธารณสุข ที่พักอาศัยและอาหารไม่เพียงพอ การบังคับใช้แรงงาน รวมทั้งมีข้อจำกัดในการสมรสเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ตามหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ซึ่งส่งผลให้ชาวมุสลิมโรฮิงญาหลายพันคนอพยพไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และบางส่วนก็อพยพเข้ามาในประเทศไทย โดยล่องเรือมาทางทะเลและขึ้นฝั่งที่จังหวัดระนอง และจังหวัดสตูล เพื่อจะเดินทางต่อไปยังประเทศที่สาม ซึ่งหากโชคร้ายพวกเขาอาจจะต้องตกเป็นเหยื่อของกระบวนการค้ามนุษย์

 

ชาวโรฮิงญาจำนวนหลายพันคนที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย จะมีสถานะเป็นบุคคลที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 กลายเป็นบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ อีกทั้งไม่ได้การรับรองสถานะเป็นผู้ลี้ภัย จึงถูกรัฐบาลไทยละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ข้อ 4 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองเพราะชาวโรฮิงญาจะถูกกักตัวไว้ภายในบริเวณที่กำหนด ห้ามประกอบอาชีพปูทำให้ชาวโรฮิงญาบางกลุ่มพยายามหาทางหนีออกมา ดังที่ปรากฏเป็นข่าวหลายครั้ง และมักจะมีข่าวลือว่าพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คนไทยบางกลุ่มจึงมักดูถูกและตั้งแง่รังเกียจชาวโรฮิงญา โดยไม่มีหลักฐานยืนยันว่าพวกเขากระทำความผิดจริง และยังมองว่าเป็นภาระแก่ประเทศที่จะต้องหางบประมาณไปคอยดูแล ซึ่งเป็นที่น่าสงสารยิ่งนัก

 

แนวทางในการแก้ปัญหาที่จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด คือการให้ชาวโรฮิงญาเปลี่ยนสถานะจากคนเข้าเมืองผิดกฎหมายเป็นแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองชั่วคราว สามารถทำงานหาเลี้ยงชีพได้โดยถูกกฎหมาย อีกทั้งยังเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานของประเทศไทย ลดภาระของรัฐบาลในการใช้งบประมาณเพื่อดูแลชาวโรฮิงญาที่อพยพเข้ามาส่งผลให้พวกเขาได้รับการคุ้มครองสิทธิในฐานะแรงงานต่างด้าว ตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว      พ.ศ. 2551เปลี่ยนทัศนคติของคนไทยบางพวกที่มีต่อชาวโรฮิงญาในแง่ลบ และรัฐบาลไทยควรมีการเจรจากับรัฐบาลเมียนมาร์เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศด้วย



1.ประวัติของชาวโรฮิงญา,สืบค้นเมื่อ13 พฤษภาคม 2557,จาก http://www.tacdb-burmese.org/web/index.php?option=...

2.เปิดชีวิต ชาวโรฮิงญาอยู่รัฐอาระกัน ก็เหมือนรอคอยความตาย ,สืบค้นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2557,จากhttp://hilight.kapook.com/view/33433

3.โรฮิงญาไม่ใช่คน? ,สืบค้นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2557,จากpantip.com/topic/30822689