กฎหมายไทยว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย
จากประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 18 โทษสำหรับลงแต่ผู้กระทำความผิดมีดังนี้
(1) ประหารชีวิต
(2) จำคุก
(3) กักขัง
(4) ปรับ
(5) ริบทรัพย์สิน
โทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิต มิให้นำมาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี
ใน กรณีผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี ได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ให้ถือว่าระวางโทษดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกห้าสิบปี
ความเป็นมาของการลงโทษประหารชีวิต
เป็นการลงโทษที่รุนแรงที่สุดที่พึงใช้ต่อผู้กระทำความผิด ถือได้ว่าเป็น การลงโทษที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งดำเนินมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จุดมุ่งหมายของการประหารชีวิตคือ การกำจัดผู้กระทำผิดให้พ้นไปจากสังคมด้วยวิธีการฆ่า ในสมัยโบราณการลงโทษประหาร เรียกว่า "กุดหัว" โดยใช้ดาบฟันคอนักโทษเด็ดขาด ดาบที่ใช้ในการประหารมีรูปร่างต่างๆ กัน ครูเพชฌฆาตเป็น ผู้จัดทำดาบขึ้น มีดาบปลายแหลม ดาบปลายตัด และดาบหัวปลาไหล การประหารชีวิตครั้งใดจะใช้ดาบชนิดใด ให้อยู่ในดุลพินิจของครูเพชฌฆาต
ต่อมาการลงโทษประหารชีวิตผู้กระทำผิดได้เปลี่ยนจากการประหารชีวิตด้วยดาบมาเป็นการประหารชีวิตด้วยปืน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2477 เป็นต้นมา เรียกว่า การยิงเป้า วิธีการประหารชีวิตจะเริ่มขึ้นโดยเจ้าหน้าที่อ่านคำสั่งศาลและฎีกาทูลเกล้าซึ่งพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานฯ คืนมาให้ผู้ต้องโทษฟังและลงชื่อรับทราบ ต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนประวัติให้ถูกต้องและอนุญาตให้ผู้ต้องโทษจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือกิจการจำเป็นอื่นใดเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วจึงให้ผู้ต้องโทษฟังเทศน์จากพระภิกษุสงฆ์หรือนักพรตในนิกายศาสนาที่ผู้ต้องโทษเลื่อมใสแล้วให้รับประทานอาหารเป็นมื้อสุดท้าย จากนั้นนำผู้ต้องโทษเข้าสู่หลักประหาร
จนมาถึงยุดปัจุบันที่ได้เปลี่ยนวิธีการประหารชีวิตมาเป็นการใช้สารเคมีฉีดเข้าร่างกายของผู้ที่ต้องโทษจนเสียชีวิต
โดยได้มีการเผยว่าไทยนั่นเป็น1 ใน54ประเทศที่ยังคงมีโทษการประหารชีวิตอยู่ จึงได้มีการเสนอให้มีการทบทวนถึงเรื่องดังกล่าวว่าประเทศไทยยังควรจะใช้โทษประหารชีวิตอยู่หรือไม่ ซึ่งหากพิจารณาตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนแล้วนั้นจะพบว่ามนุษย์ทุกคนย่อมที่จะมี สิทธิในชีวิตและร่างกายของตน โดยได้มรการรับรองสิทธิในชีวิตไว้ในกฎหมายต่างๆอาทิ ปฏิญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หรือจะเป็นการรับรองสิทธิไว้ในรัฐธรรมนูญแห้งราชอาณาจักรไทยในปัจจุบัน
ซึ่งจากการที่แนวความคิดได้แตกออกเป็นสองฝ่าย
-โดยฝ่ายที่เห็นด้วยกับการมีโทษประหารชีวิตนั้นเห็นว่า การลงโทษประหารชีวิตที่เป็นโทษที่รุนแรงนั้นจะช่วยทำให้ผู้กระทำความผิดเกิด ความยำเกรงและจะสามารถลดปัญหาการกระทำความผิดได้
-อีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยในการใช้การประหารชีวิตนั้นกลับมองว่า การประหารชีวิตนั้นเป็นโทษที่รุนแรง มีความโหดร้ายและทารุณ เกินไป และยังไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาการกระทำความผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
สำหรับข้าพเจ้านั้น การประหารชีวิต ไม่ได้ช่วยป้องปรามหรือยับยั้ง อาชญากรรมเลย การศึกษาวิจัยทั่วโลกพบว่าหลายประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว คดีฆ่ากันตายลดลงอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกันในสหรัฐอเมริกา พบว่ารัฐที่ยังมีโทษประหารชีวิตไม่ได้มีอัตราการเกิดฆาตกรรมต่ำกว่ารัฐที่ ไม่มีโทษดังกล่าวเลย
และ การเพิ่มโทษให้หนักขึ้น นั้นไม่ใช่เป็นสาเหตุให้คนทำผิดกฎหมายน้อยลง การมีมาตรการต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้กระทำผิดมีโอกาสมากขึ้นในการถูกจับกุมและถูกตัดสินลงโทษต่างหาก ที่ทำให้อาชญากรรมลดลง ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ไทยควรยกเลิกโทษประหารชีวิต และหันมาเสริมสร้างกระบวนการยุติธรรมให้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมและมี ประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งปรับปรุงสภาพเศรษฐกิจสังคมเพื่อส่งเสริมให้คนทำความดีและลดแรงจูงใจ ที่จะทำความชั่ว วิธีนี้ไม่เพียงลดจำนวนอาชญากรเท่านั้น หากยังทำให้ผู้คนมีชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง
อ้างอิง
-http://www.dailynews.co.th/Content/Article/127538/...
-http://www.visalo.org/article/peace5410keepPromise...
-http://www.correct.go.th/mu/index4.html