คุณหมอวิจารณ์ พานิช ถ่ายทอดความรู้ผสมผสานกับความคิดเห็นของท่านไว้อย่างน่าสนใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญไว้ใน e-book ชื่อ ครููเพื่อศิษย์ สร้างห้องเรียนกลับทาง ในบทที่ 9 หน้า 78 - 79 ความตอนหนึ่งที่ประทับใจ คือ
การจัดห้องเรียนให้มีคุณค่าสูงสุดต่อการเรียนรู้ของนักเรียนไม่สามารถทำได้ด้วยหลักการหรือวิธีการเดียว
แม้การบรรยายจะไม่ใช่วิธีเรียนรู้ที่ดี แต่ในบางวิชา บางสาระ การสอนโดยถ่ายทอดเนื้อหาก็มีประโยชน์ แต่ไม่ควรถ่ายทอดในเวลาเรียนในชั้น และไม่ควรถ่ายทอดต่อนักเรียนทั้งชั้น
ผู้เขียนได้อ่านหนังสือเล่มดังกล่าวของหมอวิจารณ์เมื่อคืน (13 พ.ค. 57) แล้วบังเอิญว่าวันนี้ (14 พ.ค. 57) ได้นัดประชุุมร่วมกับครูผู้สอนในรายวิชาการอ่านภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้ยมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยมีการกำหนดการเก็บคะแนนเป็นอัตราส่วน 70:30 ซึ่งเป็นปกติมาตั้งแต่สมัยผู้เรียนเรียนมัธยมมาแล้ว (10 ปีมาแล้ว) โดยความเห็นส่วนตัว ผู้เขียนชอบการเก็บคะแนนแอัตราส่วน 80: 20 มากกว่า เนื่องจากการสอบโดยใช้ข้อสอบ 30% เป็นอัตราส่วนที่สูงมากสำหรับการสอบโดยใช้ข้อสอบครั้งหนึ่ง ซึ่งสามารถวัดความสามารถของนักเรียนได้ ถ้านักเรียนคนนั้นชอบการสอบ และขยันอ่านหนังสือมาสอบ (ซึ่งบ้านเราสนับสนุนให้เรียนต่อมหาวิทยาลัยเป็นอันมาก และต้องใช้ระบบการสอบ) แต่ถ้านักเรียนคนนั้นไม่เก่งสอบล่ะ? ครูจะมีวิธีการทำให้นักเรียนเหล่านั้นได้เรียนรู้แบบอื่น ๆ ได้อย่างไร
ย้อนกลับไปที่การประชุมร่วมกับครูที่สอนรายวิชาเดียวกัน ครูชายท่านหนึ่งบอกว่า ต้องแบ่ง (และคิดว่าทำกันมานานนม) เป็น 25 (ก่อนกลางภาค) 20 (กลางภาค) 25 (หลังกลางภาค) ซึ่งผู้เขียนก็ถือว่าเป็นอัตราส่วนที่เหมาะสม แต่ 20 (กลางภาค) เกิดคำถามขึ้นมาในใจอยู่ไม่น้อยว่า ทำไมต้องสอบ "ด้วยข้อสอบ" ในตอนแรกได้คำตอบซึ่งไม่ชัดเจนและยอมรับได้เสียเท่าไร แต่สุดท้ายก็พอรับได้ ด้วยคำตอบว่า "เป็นไปในแนวทางเดียวกัน" สิ่งที่กระตุ้นต่อม "เอ๊ะ" ประการต่อมาคือ ครูชายท่านนั้นเอ่ยว่า "มี quiz 10 คะแนน" ผู้เขียนก็ถามว่า "ทำไมจะต้องมี quiz ไม่มี quiz ได้ไหม" (555+ ไม่ได้ถามกวนนะ) คำตอบที่พอจะอนุมานได้คือ "จะให้มี quiz" แล้วครูชายท่านนั้นยังเสริมอีกว่า "เรียนจบสักบทหนึ่ง ก็สอบเก็บคะแนน" ผู้เขียนเลยเสนอแนะไปว่า "แล้วถ้าจะให้ทำชิ้นงานเป็นโปรเจค แล้วประเมินผลท้ายเทอมจะได้ไหม แทนการ quiz" (โดยส่วนตัวชอบการทำโปรเจค แล้วครูตรวจ progress จากชิ้นงานที่เรียกตรวจเป็นรายสัปดาห์ ทำให้ครูสามารถทราบความรู้และกระบวนการทำงานของนักเรียนได้ชัดเจนมากกว่า แต่ไม่ใช่ว่า quiz ไม่ดี แต่ครูไม่รู้ว่านักเรียนทำได้จริงหรือเดา // แต่ข้อดีคือ quiz แล้วตรวจ ตรวจแล้วได้ตะแนนมากรอกในช่องได้ทันที - สรุปจากครูหญิงท่านหนึ่งในวงประชุมกล่าวไว้)
ท้ายการประชุม ผู้เขียนเลยขอเสนอแนะว่า อยากจะจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนโดยคำนึงถึงนักเรียนที่เรียนอ่อนเป็นหลัก เนื่องจากว่า พอพูดถึงภาษาอังกฤษแล้ว นับว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับนักเรียนหลายคน นักเรียนที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษอยู่เป็นทุนเดิมแล้ว ถ้าครูใช้การเรียนรู้แบบเดียวกับนักเรียนทุกคน แน่นอนว่า นักเรียนที่เรียนอ่อนก็น่าจะมีความรู้สึกที่ย่ำแย่ลงไปอีก หรือครูอาจจะเอาแต่สนใจนักเรียนที่เรียนเก่ง เลยทำให้นักเรียนบางส่วนล้าหลังเพื่อนไป ด้วยความตั้งใจจริงของผู้เขียนที่อยากจะให้เกิดการ "No one is left behind." ซึ่งนักเรียนที่เรียนเก่งหรือมีความสนใจอยู่แล้ว ย่อมไม่เป็นภาระกับครูผู้สอนมาก นักเรียนเหล่านี้สามารถรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเองได้
สุดท้ายหลังการประชุม ผู้เขียนคุยกับครูหญิงท่านนั้นว่า "ผมจะให้เด็กท่องศัพท์ก็แล้วกัน" ความจริงแล้ว ไม่ใช่ว่าจะให้แต่ท่องศัพท์อย่างเดียว การทำแบบฝึกหัด การค้นคว้าต่าง ๆ ก็ยังดำเนินอยู่ เพียงแต่ผู้เขียนใช้การท่องศัพท์เป็น basis ของการเรียน reading ซึ่งหลายคนก้มีความเห็นว่า การรู้คำศัพท์ให้มากที่สุดเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แม้ว่าจะมีการสนับสนุนให้นักเรียน "ท่อง" น้อยเต็มทีก็ตาม
รัชพล มาลาศิลป์
14 พ.ค. 57