เขียนเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2556



ถ้าช่วงนี้เป็นคาบเรียนวิชาทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์ อาจารย์จอร์จ (ชื่อเล่นอาจารย์พิทยา บวรวัฒนา) คงจะชวนพวกเราคุยเรื่องปัญหาอันดับความสามารถในการแข่งขันทางด้านการศึกษาพื้นฐานของประเทศไทย ที่มีการจัดอันดับในรายงาน The Global Competitiveness Report 2012-2013 ของ World Economic Forum (WEF) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่าต้องตกต่ำอยู่ในอันดับท้าย ๆ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน อันดับของประเทศไทยต้องตามหลัง สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา และ เวียดนาม แล้วอาจารย์ก็คงจะบ่น ๆ กับพวกเรานิสิตปริญญาโทว่า พวกคุณนี่อ่านบทความทางวิชาการด้านรัฐประศาสนศาสตร์ในนิตยสารระดับท็อปเทนอย่าง Governance, Journal of Policy Analysis and Management (JPAM) หรือ Public Administration Review (PAR) ฯลฯ กันบ้างหรือเปล่า อาจารย์ก็จะชี้ให้ดูว่าในทุกปีเขาจะมีการจัดอันดับวารสารชั้นแนวหน้าพวกนี้ ทั้งนี้ถ้าบทความที่เราเขียนถูกคัดเลือกให้ลงตีพิมพ์ในนิตยสารเหล่านี้ได้ บทความที่ถูกตีพิมพ์นั้นก็จะได้รับคะแนนการประเมินผลงานในระดับสูง ซึ่งก็จะมีผลต่อการจัดอันดับของมหาวิทยาลัยต้นสังกัดของนักวิชาการเจ้าของบทความนั้นอีกทอด ว่าแล้วอาจารย์ก็จะชวนให้เราอ่านบทความที่อาจารย์พูดถึงวิสัยทัศน์ของการประชุมมินนาวบรูกครั้งที่สี่ ที่เซราคิวส์ในอีก 15 ปีข้างหน้า (Minnowbrook IV in 2028: From American Minnowbrook to Global Minnowbrook) ซึ่งอาจารย์ได้ทำนายเอาไว้ว่ามันจะเปลี่ยนจากรัฐประศาสนศาสตร์ที่มีอเมริกันเป็นศูนย์กลาง มากลายเป็นรัฐประศาสนศาสตร์ที่มีองค์ความรู้แตกต่างหลากหลายจากทั่วทุกประเทศในโลก อาจกลายเป็นกระบวนทัศน์ที่เจ็ดในวิชารัฐประศาสนศาสตร์ขึ้นมาก็ได้ ดังนั้นรัฐประศาสนศาสตร์เปรียบเทียบ (Comparative Public Administration หรือ CPA) ก็จะมีบทบาทที่สำคัญมากขึ้น ว่าแล้วอาจารย์ก็จะยกบทความของอาจารย์ “The Study of Comparative Public Administration: Future Trajectories and Prospects.” ในหนังสือ The Future of Public Administration, Public Management, and Public Services Around the World: The Minnowbrook Perspective ขึ้นมาให้เราอ่านอีก ตบท้ายด้วยการโชว์รูปถ่ายของอาจารย์ที่เข้าร่วมการประชุมมินนาวบรูก (ผมจำไม่ได้ว่าเป็นการประชุมครั้งแรกหรือไม่) แล้วก็เล่าให้ฟังถึงบรรยากาศการประชุมเชิงวิชาการอย่างมีความสุข ด้วยสีหน้าที่อิ่มเอิบ และอาจารย์ก็คงบอกเราและท้าทายนิด ๆ ว่า พวกคุณก็ต้องทำให้ได้อย่างนี้เหมือนกัน พลอยปลุกเร้าให้พวกเราที่นั่งฟังอาจารย์อยู่ในห้องรู้สึกฮึกเหิมไปด้วย

บุคลิกของอาจารย์ก็เป็นอย่างนี้ โอ่นิด ๆ กับพวกเราซึ่งพอถือว่าเป็นศิษย์เป็นอาจารย์กันแล้วก็มีความสนิทสนมกัน แต่เราไม่รู้สึกขัดเคืองกับท่าทีอย่างนั้นของอาจารย์เลย กลับรู้สึกศรัทธาและยอมรับในความรู้ของอาจารย์เสียมากกว่า แต่พอถึงเวลาสอบเก็บคะแนนครั้งแรก และเนื่องจากวิชาทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์นั้นเป็นวิชาในเทอมแรกของหลักสูตร พวกเราหลายคนที่ไม่คุ้นเคยกับลักษณะการสอนและการสอบของอาจารย์มาก่อนก็ต้องช็อคไปตาม ๆ กัน อาจารย์ไม่ออมมือให้เราเลย พวกเราหลายคนได้คะแนนตัวเลขตัวเดียวกันเป็นแถวจากคะแนนเต็มห้าสิบ จากตอนแรกที่หลายคนคิดว่าการเรียนปริญญาโทจะเป็นเรื่องสบาย ๆ เป็นการพักผ่อน ก็ต้องหันมาเอาจริงเอาจังกันมากขึ้น ใครมีโน้ตของรุ่นพี่ก็ต้องไปควานหากันมาอ่าน ใครคนไหนที่ได้คะแนนสูง ๆ ก็ต้องมาจับกลุ่มติวให้กับเพื่อน ๆ ไม่พอทั้งหนังสือภาษาไทยและภาษาอังกฤษก็ต้องตะลุยอ่านกันดะ

ผมจำไม่ได้ว่าอาจารย์เห็นท่าทีของพวกเราที่เปลี่ยนไปอย่างนี้แล้วแอบอมยิ้มหรือเปล่า แต่อาจารย์ก็ยังคงบรรยายองค์ความรู้ในทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกมาเรื่อยจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีหนังสือภาษาไทยที่อาจารย์เขียนเองซึ่งพิมพ์ซ้ำมานับสิบ ๆ ครั้งแล้ว แต่อาจารย์จะนำเอาบทความต้นฉบับมาเล่าให้ฟังเสมอ อาจารย์ชี้ชวนให้ดูประโยคที่อาจารย์เห็นว่าใช้สำนวนและภาษาที่สวยงามของบทความ “The Study of Administration” ของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา วู้ดโรว์ วิลสัน (พ่อตาของพระยากัลยาณไมตรี หรือ ฟรานซิส บี. แซร์ที่เป็นที่ปรึกษาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว) ที่เสนอให้แยกการเมืองออกจากการบริหาร ที่ว่า

The question was always: Who shall make law, and what shall that law be? The other question, how law should be administered with enlightenment, with equity, with speed, and without friction, was put aside as “practical detail” which clerks could arrange after doctors had agreed upon principles.


และความจำเป็นในการต้องหันไปหาองค์ความรู้ด้านรัฐประศาสนศาสตร์จากยุโรป แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องปรับองค์ความรู้เหล่านั้นให้เข้ากับความเป็นอเมริกันด้วย (It must learn our constitutions by heart; must get the bureaucratic fever out of its veins; must inhale much free American air.)

But where has this science grown up? Surely not on this side the sea. Not much impartial scientific method is to be discerned in our administrative practices. The poisonous atmosphere of city government, the crooked secrets of state administration, the confusion, sinecurism, and corruption ever and again discovered in the bureaux at Washington forbid us to believe that any clear conceptions of what constitutes good administration are as yet very widely current in the United States. No; American writers have hitherto taken no very important part in the advancement of this science. It has found its doctors in Europe. It is not of our making; it is a foreign science, speaking very little of the language of English or American principle. It employs only foreign tongues; it utters none but what are to our minds alien ideas. Its aims, its examples, its conditions, are almost exclusively grounded in the histories of foreign races, in the precedents of foreign systems, in the lessons of foreign revolutions. It has been developed by French and German professors, and is consequently in all parts adapted to the needs of a compact state, and made to fit highly centralized forms of government; whereas, to answer our purposes, it must be adapted, not to a simple and compact, but to a complex and multiform state, and made to fit highly decentralized forms of government. If we would employ it, we must Americanize it, and that not formally, in language merely, but radically, in thought, principle, and aim as well. It must learn our constitutions by heart; must get the bureaucratic fever out of its veins; must inhale much free American air.


การสำรวจองค์ความรู้ของนักวิชาการรัฐประศาสนศาสตร์นับร้อยคนอย่างนี้ หากไม่มีเครื่องมือในการจัดประเภทให้ดีก็คงจะยุ่งยากมาก อาจารย์ถึงได้แนะนำให้เรารู้จักเครื่องมือที่ชื่อว่าการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (หรือพาราไดชิฟท์ของโทมัส คูห์น) แม้ว่าอาจารย์จะใช้การจัดแบ่งกระบวนทัศน์ของ นิโคลัส เฮนรี ที่ได้รับการยอมรับเป็นสากลกว่า (ดูข้อเขียนการจัดพาราไดของเฮนรีฉบับเก่าที่มีห้ากระบวนทัศน์ และการแบ่งหกกระบวนทัศน์ในข้อเขียนชิ้นใหม่กว่า) แต่ในฐานะที่อาจารย์ก็เป็นนักวิชาการในรุ่นใกล้เคียงกันและความจริงก็รู้จักมักคุ้นกันดี อาจารย์ก็ใช้เครื่องมือนี้ในการแบ่งกระบวนทัศน์รัฐประศาสนศาสตร์ตามแนวทางของอาจารย์เอง เท่านั้นยังไม่พออาจารย์ยังใช้เครื่องมือนี้มาจัดแบ่งพัฒนาการของรัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทยอีกด้วย

ในภายหลัง นิศาชล พรหมรินทร์ มาพัฒนาองค์ความรู้เรื่องนี้ของอาจารย์ต่อในวิทยานิพนธ์ของเธอ เรื่อง “วิวัฒนาการกระบวนทัศน์รัฐประศาสนศาสตร์ไทย พ.ศ. 2498 – 2551” ด้วย ผมอ่านแล้วต้องบอกว่าทึ่งเพราะนิศาชล ใช้เวลาศึกษางานเขียนเกือบ 1,500 ชิ้นของนักวิชาการรัฐประศาสนศาสตร์ไทยทั้งหมด แล้วนำมาจัดหมวดหมู่เป็น 5 กระบวนทัศน์ (paradigm) คือ 1) กระบวนทัศน์หลักการบริหารแบบคลาสสิค (The Principles of Public administration paradigm) พ.ศ. 2498 - 2522 2) กระบวนทัศน์การจัดการ (The Management Paradigm) พ.ศ. 2522 - 2537 3) กระบวนทัศน์ธรรมาภิบาล (The Good Governance Paradigm) พ.ศ. 2540 - ปัจจุบัน 4) กระบวนทัศน์การเมือง-การบริหาร (The Politics-Administration Paradigm) พ.ศ. 2498-ปัจจุบัน และ 5) กระบวนทัศน์แบบไทย (The Thai-Paradigm) พ.ศ. 2498 – ปัจจุบันแต่นี่ก็แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของความวิริยะในทางวิชาการของอาจารย์ ที่ทำให้มีผู้ต้องอุทิศความเพียรในระดับไม่น้อยไปกว่ากันที่จะทำงานที่มีคุณภาพสูงในลักษณะนี้ขึ้นมาได้

ภายหลัง ในวิชาระเบียบวิธีวิจัย ที่สอนโดย อาจารย์อัครเดช ไชยเพิ่ม ที่ถือกันว่าเป็นวิชาที่โหดหินที่สุดอีกวิชา (ความจริงเราคงถามตัวเองเหมือนกันว่ามีวิชาไหนที่เรียนที่ รปม จุฬาฯ แล้วไม่โหดหินบ้าง?) เราก็ได้รู้ว่าก่อนหน้านี้อาจารย์มีวิวาทะเรื่องกระบวนทัศน์ทางรัฐประศาสนศาสตร์กับอาจารย์ ศุภชัย ยาวะประภาษ คณบดีรัฐศาสตร์คนปัจจุบันมาก่อน อาจารย์ศุภชัยใช้ไอเดียในหนังสือ Sociological Paradigms and Organisational Analysis มาจัดแบ่งว่าองค์ความรู้ของรัฐประศาสนศาสตร์แบ่งออกได้เป็นสี่กระบวนทัศน์ และองค์ความรู้ที่มีอยู่มักเน้นหนักไปเป็นพวก Functionalist ส่วนกระบวนทัศน์ในลักษณะของ Radical Structuralist, Interpretivist และ Radical Humanist ยังมีอยู่น้อย นี่เป็นการจัดหมวดหมู่แนวทางที่ต่างออกไปจากวิธีการที่อาจารย์พิทยาใช้เลยทีเดียว อาจารย์ศุภชัยใช้คำว่าการจัดกระบวนทัศน์แบบของอาจารย์พิทยานั้น มีลักษณ์ "ติดกรงขังทางความคิด" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร้อนแรงในวิวาทะทางวิชาการในสมัยนั้น

วิวาทะทางวิชาการในลักษณะนี้ยังมีอีกเช่น มุมมองต่อระบบราชการไทย ในบทความ “ระบบราชการไทย: นางผีเสื้อสมุทรหรือนางเงือก” โดยที่ อุทัย เลาหวิเชียร เข้ามาร่วมวิวาทะด้วยในบทความ “การเสริมสวยให้นางเงือก: แนวความคิดเกี่ยวกับการสมดุล และการไม่สมดุลของระบบราชการไทยในการพัฒนาการเมือง” เป็นต้น

ในช่วงหลังวิวาทะด้านรัฐประศาสนศาสตร์ในวงวิชาการไทยเริ่มเบาบางลง อาจารย์พิทยาคงจะพลอยเบื่อหน่ายวงวิชาการไทยไปด้วย อาจารย์บ่นให้พวกเราฟังเสมอว่า การตีพิมพ์งานวิชาการในไทยไม่ค่อยมีคุณภาพ ที่อาจารย์บ่นมากที่สุดก็เห็นจะเป็นมีผู้ที่เอางานที่อาจารย์เขียนเป็นหนังสือภาษาไทย ฉีกปกออกแล้วตีพิมพ์ใหม่ทั้งเล่มในชื่อของตนเอง ความข้อนี้ผมประจักษ์ด้วยตนเอง เมื่อบทความที่ผมเขียนสรุปการบรรยายของอาจารย์ที่เว็บไซต์ Gotoknow เรื่อง “พัฒนาการของทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์http://www.gotoknow.org/posts/366554 ถูกลอกไปเผยแพร่ใหม่ทั้งหมดโดยดอกเตอร์ท่านหนึ่ง โดยไม่ให้เครดิตผู้เขียนเลย ผมตั้งใจใส่ประโยค “BB. มองว่าเมืองไทยยังไม่ไปถึง stage นี้ เพราะมีปัญหาเรื่องความเป็นพลเมือง” ไว้ในตอนท้ายบทความเพื่อสื่อว่านี่เป็นการบรรยายของอาจารย์ (บางทีพวกเราเรียกอาจารย์ว่า BB เป็นคำย่อมาจากชื่อและนามสกุลที่เป็นภาษาอังกฤษของอาจารย์) ข้อความตอนนี้ก็ถูกแก้โดยตัดคำว่า BB ออก แต่แม้อาจารย์รู้เรื่องนี้ ผมก็คิดว่าอาจารย์ก็คงจะยักไหล่และถือว่าเป็นการเผยแพร่ความรู้ให้เป็นวิทยาทาน แต่ความที่อาจารย์เบื่อในเรื่องอย่างนี้ในภายหลังอาจารย์จึงหันไปเขียนบทความภาษาอังกฤษในนิตยสารวิชาการชั้นนำอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น

ผมจำได้ว่าที่อาจารย์เล่าให้พวกเราฟังอย่างภาคภูมิใจมากที่สุด เห็นจะเป็นการที่อาจารย์ได้เขียนคำบรรยายของคำว่า “Reorganization”ลงในเอนไซโคลปีเดียของรัฐศาสตร์ อาจารย์เล่าเรื่องนี้ซ้ำหลายครั้งด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้มเบิกบาน เรื่องนี้มาช่วยให้ผมเอาตัวรอดตอนที่เขียนงานสารนิพนธ์ของผมเองเรื่อง “สถาบันวิจัยเชิงนโยบาย เปรียบเทียบระหว่างไทยและมาเลเซีย” อาจารย์พิทยากลายมาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์ของผมในช่วงปีท้าย ๆ ของการศึกษา อาจารย์แนะนำให้ลองไปค้นคำนิยามของคำว่า Think Tank หรือที่ผมใช้คำว่าสถาบันวิจัยเชิงนโยบาย ผมไปค้นเจอนิยามศัพท์คำนี้เข้าจนได้ในเอนไซโคลปีเดียด้านสังคมวิทยาของแบล็คเวล ผมคงจะเล่าบรรยากาศการที่อาจารย์เป็นที่ปรึกษาสารนิพนธ์ของผม รวมถึงน้องมด (คุณชลธิรา โพลีวัฒนะ) ที่ทำสารนิพนธ์เรื่อง bureaucratic politics ของ ผู้ว่ากทม. และ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ในช่วงน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554 ได้บ้าง

ความจริง บรรยากาศการขอคำปรึกษาระหว่างเราสองคนกับอาจารย์ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างเคร่งครัดนัก บางครั้งด้วยภารกิจของเราทั้งคู่ก็ทำให้ห่างจากการไปขอคำปรึกษาบ้าง แต่เมื่ออาจารย์ให้คำปรึกษาเราแล้วแต่ละครั้งก็ช่วยให้เราสามารถทำงานได้ก้าวหน้าไปครั้งใหญ่ได้ทุกครั้ง ผมยังจำคำแนะนำของอาจารย์ได้เสมอว่า การเขียนงานวิชาการของเราไม่ใช่การเขียนแบบนักข่าว แต่งานของเราต้องวิ่งด้วยทฤษฎี ใช้ทฤษฎีเป็นแกนหลักแล้วนำเอาเหตุการณ์ต่าง ๆ มาร้อยเรียงตามทฤษฎีและบอกถึงข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ค้นพบ รวมถึงการเขียนงานวิชาการแต่ละคนก็จะมีรูปแบบมีสไตล์ในการเขียนของตนเอง ถ้าเราพบสไตล์ในการเขียนงานนั้นก็จะมีรูปแบบเฉพาะตัวตนไปตามธรรมดา

พูดถึงเรื่องน้ำท่วมใหญ่ ผมถึงระลึกขึ้นมาได้ว่า รปม. รุ่น 33 ของพวกเรา เจอทั้งการชุมนุมทางการเมืองและวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ และที่สำคัญในช่วงนั้นก็มีการแข่งขันฟุตบอลโลกด้วย ผมจำได้ว่าเมื่อทีมสเปนซึ่งเป็นทีมโปรดของอาจารย์ได้เป็นแชมป์ฟุตบอลโลก คลาสที่เราเรียนในช่วงนั้นอาจารย์ต้องมาคุยถึงความคืบหน้าตลอดจนการฉลองแชมป์ของทีมสเปนให้ฟังอย่างปลาบปลื้ม อาจารย์บอกว่าสเปนนี่แหละเป็นต้นตำรับของฟุตบอลที่เป็นศิลปะ ท่าทีที่เป็นกันเอง จริงใจ และไม่ถือตัวอย่างนี้ ทำให้ผมไม่ค่อยเห็นว่าอาจารย์จะมีคนไม่ชอบหรือรังเกียจอาจารย์เลย ไม่ว่าใครต่อใคร ทั้งนิสิต เจ้าหน้าที่ และอาจารย์ ในคณะต่างพูดถึงอาจารย์ในแง่ดี ผมยังจำได้ครั้งหนึ่งที่อาจารย์วันชัย มีชาติ เล่าให้ฟังในขณะบรรยายว่า อาจารย์พิทยาเป็นคนที่มีเมตตาสูง เมื่อเป็นที่ปรึกษาในการแก้ปัญหาให้กับหน่วยงานราชการ อาจารย์จะสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยความจริงใจและตั้งใจจริง พร้อมทั้งใช้ความรู้ด้านรัฐประศาสนศาสตร์เพื่อมาแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ อาจารย์มักเปรียบเทียบให้เราฟังว่า ถ้าหมอรักษาคนไข้ได้ทีละคน นักรัฐประศาสนศาสตร์ก็รักษาสังคมที่ป่วยไข้ให้หายขาดจากการอาการเจ็บป่วยได้ ถ้าสังคมนี้มีปัญหา ก็เป็นความรับผิดชอบของพวกเรานักรัฐประศาสนศาสตร์ด้วยเช่นกันหัวข้อที่อาจารย์สนใจจึงเป็นหัวข้อเรื่องการปฏิรูประบบราชการและธรรมาภิบาล ผมเห็นอาจารย์เขียนงานในหัวข้อดังกล่าวออกมาหลายชิ้นทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่หลายครั้งผมก็เห็นแววตาปวดร้าวของอาจารย์แฝงเร้นในน้ำเสียงอันเศร้าเมื่ออาจารย์พูดถึงเรื่องทำนองนี้

อาจารย์มักจะเล่าให้เราฟังเสมอว่า คนที่ทะเลาะกันในทางการเมืองส่วนใหญ่ก็เป็นลูกศิษย์อาจารย์ทั้งนั้น นอกจากที่จุฬาแล้วอาจารย์ก็สอนที่นิด้า และที่รามคำแหง ผมก็เพิ่งได้รับทราบว่า พลเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม [ผู้เป็นคู่ชีวิตของ คุณนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม (พี่เอ) ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนผมที่หลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (4ส) รุ่นที่ 3 ที่สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งโชคร้ายเสียชีวิตไปในเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553] นั้นเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์พิทยาที่นิด้า ชั้นเรียนที่พระปกเกล้าทำให้ผมได้รับทราบความรวดร้าวอีกด้าน นอกเหนือจากที่ผมได้รับทราบถึงความรวดร้าวในทำนองเดียวกันจากผู้ชุมนุมฝ่ายคนเสื้อแดง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ที่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมก็เป็นปัญหาของพวกเรานักรัฐประศาสนศาสตร์ด้วยเหมือนกัน

เรื่องนี้ทำให้ผมระลึกได้ในที่สุดว่าเป้าหมายหรือปรัชญาในการศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ที่จุฬาฯ คืออะไร การทำงานในช่วงหลังของผมจึงพุ่งไปยังการแก้ปัญหาให้กับสังคม ในช่วงระหว่างการทำงานทั้งการทำกิจกรรมและการทำงานวิชาการทำให้ผมยิ่งเข้าใจมากยิ่งขึ้นถึงคำขวัญของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่ว่า

เจ้าเป็นสิงห์เจ้าจงหยิ่งในสิงห์ศักดิ์ เจ้าเป็นนักรัฐศาสตร์องอาจหาญ
กอปรกรรมดีให้จีรังยั่งยืนนาน มุ่งสมานใจรักสามัคคี
จงรู้จักใช้วิชาหาประโยชน์ รู้จำแนกคุณโทษให้ถ้วนถี่
จงทำตนให้คนเห็นเป็นผู้ดี ถ้าเจ้ามีใจจริงเป็นสิงห์ดำ


การเขียนบันทึกรำลึกถึงคนที่เสียชีวิตไปแล้วเป็นเรื่องขมขื่นในความเป็นจริงของชีวิต เพราะคนที่จากไปแล้วไม่อาจตอบโต้ชี้แจงใด ๆ ได้อีก ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขใด ๆ ได้อีก แต่ก็เพราะการที่คนรุ่นหลังยังคงกล่าวถึง เขียนคำบันทึกถึงคนที่จากไปแล้วนั่นแหละ ถึงเป็นการทำให้สังคมยังมีความทรงจำถึงผู้วายชนม์ได้อยู่

แต่หากผมจะสรุปรวบยอด ความทรงจำของผมถึงอาจารย์พิทยาเพียงประโยคสั้น ๆ ผมก็ขอใช้ประโยคที่อาจารย์มักจะพูดกับพวกเรากึ่งล้อเล่นเสมอ ๆ ว่า หากเป็นไปได้อาจารย์อยากเห็นพวกเราพูดถึงอาจารย์พิทยาให้คนอื่น ๆ ฟังอย่างภาคภูมิใจว่า

“He is my professor”.


(หมายเหตุ: โปรดอ่านบทความ "In Memoriam: Bidhya Bowornwathana" ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Governance เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2556 เพิ่มเติม)