มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆเช่น สิทธิในการมีชีวิต สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม สิทธิในการได้รับการศึกษา สิทธิในการมีสัญชาติ เป็นต้น ซึ่งได้รับการรับรองในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งไทยได้รับรองในปฏิญญานี้ด้วยดังนั้น ไทยในฐานะที่รับรองในปฏิญญาฉบับนี้จึงต้องปฏิบัติตามและออกกฎหมายให้สอดคล้องกับเนื้อหาในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอีกด้วย

ข้อ 25(1) แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กำหนดให้ ทุกคนมีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพอันเพียงพอสำหรับสุขภาพและความอยู่ดีของตนและของครอบครัว รวมทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการดูแลรักษาทางการแพทย์ และบริการสังคมที่จำเป็น และมีสิทธิในหลักประกันยามว่างงาน เจ็บป่วย พิการ หม้าย วัยชรา หรือปราศจากการดำรงชีพอื่นในสภาวะแวดล้อมนอกเหนือการควบคุมของตน[1] ประเทศไทยมีการตรา พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ออกมาเพื่อให้สอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เพื่อดูแลแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนวางกรอบและแนวทางในการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์และการดำเนินงานด้านสุขภาพของประเทศรวมทั้งมีองค์กรและกลไกเพื่อให้เกิดการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายอันจะนำไปสู่เป้าหมายในการสร้างเสริมสุขภาพรวมทั้งสามารถดูแลแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง[2]

แต่ในทางปฏิบัตินั้นยังคงมีบุคคลที่ไม่ได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีและเหมาะสมดังกรณีศึกษาของน้องบิวตี้ ข้อเท็จจริงคือ น้องบิวตี้พิการตั้งแต่เกิด บุพการีเป็นคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยมีชื่อในทร.13 น้องได้รับการรับรองสถานะคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยชั่วครางในทร.13 และถูกถือเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 3 พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 เดิมน้องมีปัญหาในการเข้าถึงสิทธิในหลักประกันสุขภาพในกองทุนเพื่อบุคคลที่มีปัญหาสถานะบุคคลที่เป็นกองทุนตั้งตามมติของคณะรัฐมนตรีเพื่อให้หลักประกันสุขภาพของคนที่ไม่มีสถานะบุคคล ทั้งที่น้องมีปัญหาสถานะบุคคลคือเป็นคนไร้สัญชาติแต่ไม่ไร้รัฐเนื่องจากมีรัฐไทยให้การรับรองสถานะคนต่างด้าวแล้ว ต่อมามีการร้องเรียนปลัดกระทรวงสาธารณสุข ท้ายสุดแล้วน้องบิวตี้จึงสามารถเข้าถึงสิทธิในหลักประกันสุขภาพดังกล่าวได้ แต่ยังคงมีปัญหาในประเด็นของการที่น้องเป็นคนพิการแต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในฐานะคนพิการ

กรณีศึกษาต่อมาคือกรณีศึกษาของน้องชินจังมีข้อเท็จจริงคือ น้องเกิดในประเทศไทยจากมารดาที่ไร้สัญชาติที่ได้รับการบันทึกในท.ร.38 ก. ในสถานะบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน น้องชินจังพิการตั้งแต่เกิด ได้รับการบันทึกในท.ร.38 ก. ในสถานะ บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน น้องชินจังจึงเป็นบุคคลที่ไร้สัญชาติแต่ไม่ไร้รัฐเนื่องจากประเทศไทยได้รับรองในทางทะเบียนเป็นบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนแล้ว น้องเคยใช้สิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพเพื่อบุคคลที่มีปัญหาสถานะบุคคลแต่ถูกปฏิเสธการใช้สิทธิ ภายหลังได้รับการช่วยเหลือจากภาคประชาสังคมสนับสนุนทุนเพื่อซื้อหลักประกันสุขภาพให้แก่น้องชินจังแล้ว

จากตัวอย่างของกรณีศึกษาทั้ง 2 กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นคือ น้องทั้ง 2 คนไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในหลักประกันสุขภาพของกองทุนเพื่อบุคคลที่มีปัญหาสถานะบุคคลตามมติของคณะรัฐมนตรีทั้งที่เป็นบุคคลที่มีปัญหาทางสถานะบุคคลคือเป็นบุคคลไร้สัญชาติเนื่องจากเกิดจากพ่อแม่ที่ไม่มีสัญชาติไทย ในประเทศไทยแต่ไม่ได้รับการรับรองให้มีสัญชาติไทย ซึ่งปัญหาการเข้าถึงสิทธิก็มีสาเหตุมาจากการตีความคนที่มีสถานะบุคคลนั่นเอง ประเทศไทยในฐานะของรัฐที่เป็นที่พักพิงของบุคคลที่มีปัญหาด้านสถานะบุคคลและเป็นประเทศที่ให้การรับรองในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อีกทั้งยังมีการตราพระราชบัญญัติสุขภาพ พ.ศ.2550 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546และพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 ประเทศไทยจึงควรให้ความช่วยเหลือบุคคลที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพแม้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีปัญหาสถานะบุคคลหรือไม่ในฐานะมนุษย์ที่สมควรได้รับความคุ้มครองตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพระราชบัญญัติอื่นๆโดยไม่เลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งเชื้อชาติหรือเพราะเหตุแห่งความพิการ เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม


[1] กระทรวงการต่างประเทศ. ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน. (ออนไลน์). แหล่งที่มา www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/book.pdf. 30 เมษายน 2557

[2] ศูนย์ทนายความทั่วไทย. พรบ.สุขภาพ พ.ศ.2550. (ออนไลน์). แหล่งที่มา http://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538976177&Ntype=19. 30 เมษายน 2557

เขียนวันที่ 30 เมษายน 2557