มหัศจรรย์อีสาน(แท้)แรกในชีวิต


จันทราภา จินดาทอง บันทึกการเข้าร่วมเรียนรู้ Core Module 0: Orienting the Map; Orienting the Mind ระหว่างวันที่ 23 - 30 เมษายน 2557 ณ จังหวดนครราชสีมา ชัยภูมิ ขอนแก่น อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สระแก้ว และปราจีนบุรี บันทึกเมื่อ 8 พฤษภาคม 2557

---------------------------------------------------------------------------

การเยือนอีสานครั้งแรกในชีวิตของผู้เขียนเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เป็นการนำเครือข่ายชาวบ้านจากเชียงรายเรียนรู้เรื่องราวเกษตรทางเลือกหลายแห่ง แต่สารภาพตามตรงว่า นอกเหนือจากศีรษะอโศกที่ไปพักค้างคืนสองคืนแล้ว สถานที่อื่น ๆ พล่าเลือนไปจากความทรงจำจนหมดสิ้น

Core Module 0 : การเดินทางสู่แผ่นดินอีสาน เรียนรู้วัฒนธรรม ตามรอยประวัติศาสตร์ ถอดรหัสการเมืองอีสาน จึงเป็นการเปิดอีสานแท้ครั้งแรกในชีวิต ด้วยความมหัศจรรย์ใจครั้งแรกครั้งเล่า

มหัศจรรย์แรก คือการได้รับ assignment ของเพื่อนร่วมทางทุกคน ที่ต้องรับผิดชอบศึกษาความเป็นอีสานในต่างบริบทกันไป เพื่อนก๋วย(คุณพฤหัส กุลบุตร)ถึงกับรำพึงว่า หากไม่ได้รับการมอบหมายคราวนี้ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาและต่อไป ก็ไม่เคยคิดจะแตะต้องเอกสาร “พุทธศาสนาไทยในอนาคต” โดยพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เลย สิ่งที่ผู้เขียนรำลึกไปถึงคือ ครูใหญ่ (นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์) ใช้เกณฑ์ใดหนอมากำหนดว่าใครจะต้องรับ assignment อะไร

วันแรกของการเดินทางจากหน้าอาคารสุขภาพแห่งชาติไปสู่นครราชสีมา เพื่อมุ่งสู่วัดศาลาลอย วัดที่มีมัคคุเทศก์ซึ่งเจ้าอาวาสวัดศาลาลอยมอบหมายให้มารับคณะ ผู้สามารถอรรถาธิบายถึงเรื่องราวความเป็นมาของวัดศาลาลอยอย่างมีรสชาติและเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจในฐานะลูกหลานของคุณย่าโม

จากวัดศาลาลอย คณะได้แวะไปกราบเจ้าพ่อพระยาแล ที่จังหวัดชัยภูมิ ก่อนเดินทางไปยังวัดศิลาอาสน์เขาภูพระ จังหวัดชัยภูมิ สถานที่ทำพิธีชุมนุมผีฟ้า พิธีกรรมที่ฝ่ายหญิงเป็นใหญ่ในฐานะผู้เชื่อมโยงเจ้าฟ้าพญาแถนกับมนุษย์ พร้อมกับกราบพระเจ้าองค์ตื้อ

ค่อนวันแรก สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนมหัศจรรย์คือ ความรู้ความทรงจำและความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวทั้งประวัติศาสตร์ พิธีกรรม ความเชื่อที่มีอยู่ในเนื้อตัวและสมองของครูใหญ่ผู้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการสรรสร้างบรรยากาศการเรียนรู้วันแรกที่ตัวผู้เขียนยังไม่ได้ถูกเคาะกะโหลกเอาขี้เลื่อยที่มีเต็มอยู่ในหัวออก

บ่ายวันแรกคณะของเราแวะไปกราบหลวงพ่อคำเขียน ที่วัดภูเขาทอง ท่ามะไฟหวาน เสียดายที่ท่านอาพาธมากจนไม่สามารถให้พวกเรากราบได้ การเดินทางวันแรกของคณะสิ้นสุดที่วัดป่าสุคะโต แก้งคร้อ ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวเป็นที่สุด แม้กระนั้น พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ยังให้สติหลังการสวดมนต์แปลที่ไพเราะเพราะพริ้งว่า อากาศที่ร้อนสามารถสยบได้ด้วยภายในใจที่เยือกเย็น หลังเสร็จกิจการสวดมนต์ ฟังธรรมตามปกติของวัดป่าสุคะโต พระอาจารย์ไพศาล ยังให้เวลาร่วมสนทนาธรรมกับผู้นำเป็นการเฉพาะ ผู้เขียนสัมผัสได้ถึงความเป็นสงฆ์ที่เยือกเย็น เปี่ยมไปด้วยเมตตาของท่านตลอดการสนทนาชั่วโมงครึ่ง

หลังการสนทนาธรรม ครูใหญ่ขอให้ผู้นำร่วมทำ AAR (After action review) สำหรับกิจกรรมในวันแรกบนกระดาษที่แจก คืนนั้นเป็นการฟอร์มทีมครั้งแรกของ BFB (Before bedtime) ซึ่งหากไม่ถูกสลายม๊อบโดยครูใหญ่วงสนทนานอกรอบของพวกเราคงทะลุตีสองตีสาม จนอาจไม่ได้ตื่นมาชื่นชมกับภูมิทัศน์รอบ ๆ วัดป่าสุคะโตในเช้าต่อมา

วันที่สองของการเรียนรู้ เริ่มต้นที่ตลาดบางลำภู จังหวัดขอนแก่น ตลาดที่หากขับรถผ่านจะไม่รู้เลยว่าบริเวณชั้นสามของตลาดเป็นโรงเรียนภาษจีนและห้องสมุดจิตร ภูมิศักดิ์ เพื่อพบกับผู้หญิงมหัศจรรย์คนหนึ่ง คุณป้าจินตนา กอตระกูล ที่เปิดโรงพิมพ์เพื่อพิมพ์หนังสือต้องห้ามสมัยคุณจิตร ภูมิศักด์ อีกทั้งยอมติดคุกแทนสามี เธอสู้อย่างไม่หวั่นเกรงกับอำนาจมืดในสมัยนั้น และเป็นผู้ร่วมทำให้อนุสรณ์สถานของจิตร ภูมิศักดิ์ถูกสร้างขึ้น

เราจากลาความยิ่งใหญ่ของคุณป้าจินตนาเพื่อไปพบกับ คุณมด แห่ง Mody studio ชายทำพิณและกีตาร์ผู้ทำให้คลายความกังวลว่า ดนตรีพื้นบ้านอีสาน ยังไม่ล่มสลายไปแน่นอนในยุคสมัยของเขา พร้อมกับน้อง ๆ เยาวชนวงสินไซย วงดนตรีอีสานที่ครบเครื่องและฝีมือจัดจ้าน จนทำให้คณะของเราชุ่มฉ่ำใจภายใต้มวลอากาศที่ร้อนเหลือ

อุณหภูมิที่ร้อนจับจิต ยิ่งระอุมากเมื่อคณะของเราถึงที่หมายบริเวณที่จะเป็นหน้างานของเหมืองแร่ โครงการอุดรโพแทซ แกนนำชาวบ้านที่คัดค้านการสัมปทานบัตรและก่อสร้างเหมือง มายาวนานร่วม 14 ปี สะท้อนแนวทางการต่อสู้ทุกวิถีทางที่กำลังของชุมชนจะทำได้ ความคับข้องใจกับการปกป้องสิ่งแวดล้อมจากการรุกคืบของทุนขนาดใหญ่ ทำให้เวทีแลกเปลี่ยนบางช่วงร้อนแรงขึ้น บทเรียนที่ครูใหญ่ให้ไว้ต่อกรณีนี้ คือ ความอ่อนน้อม ให้ผู้ที่ไปพบรู้สึกเมตตาและแนะนำตัวเอง ก่อนให้คำแนะนำกับผู้อื่น สืบเนื่องจากเหมืองโพแทซนี่เอง ที่ทำให้เพื่อนร่วมเดินทาง รับรู้ถึงศักยภาพของนักคณิตศาสตร์อย่างพี่เม้ง (ดร.สมพร ช่วงอารีย์) สมกับคำที่ว่าคณิตศาสตร์เปลี่ยนโลกได้ พร้อมฉายา “เม้งกายเวอร์” ด้วยการทำกราฟฟิคแสดงการไหลของน้ำ สะท้อนผลกระทบการทำเหมืองอย่างจับต้องได้

มื้อเย็นค่อนไปทางค่ำของคืนที่สอง ได้รับความกรุณาจากพี่ดา (คุณนิสิต ศักยพันธ์) พี่ใหญ่แห่ง คศน.4 ที่จัดเตรียมอาหารมื้ออร่อยที่สุดไว้รอรับ ณ มูลนิธิเพื่อการศึกษาและพัฒนามุสลิมอีสาน หลังอาหารค่ำ เราได้ฟังแผนพัฒนาอีสาน จาก อาจารย์สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ ที่ฉายภาพการพัฒนาอีสานที่ผ่านมาและกำลังจะเกิดขึ้น โดยยืนยันว่าภาพการพัฒนาที่เน้นให้คนอีสานอยู่กับภาคเกษตรเท่านั้นได้เปลี่ยนผ่านไปแล้ว

วันที่สาม คณะเราเริ่มต้นศึกษาความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมบ้านเชียง ณ พิพิทธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี แหล่งอารยธรรมที่ชวนให้มหัศจรรย์กับวิถึของคนโบราณเป็นพัน ๆ ปี มาแล้วที่สามารถประดิษฐ์คิดค้นข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ นานา สะท้อนความเจริญรุ่งเรืองของตนมาจนตกเป็นมรดกแห่งความภาคภูมิใจของคนรุ่นลูกหลานเหลนโหลน ที่นี้เองที่ผู้เขียนเริ่มตระหนักถึงความเป็น อับดุลเขียว ของ ดร.สมนึก จงมีวศิน ด้วยคำพูดลอย ๆ ที่ว่าทำไมเราต้องรอชื่นชมร่องรอยอารยธรรมโบราณที่ล่มสลายไปแล้ว ขณะที่สิ่งแวดล้อมดี ๆ ที่เรามีอยู่กลับไม่ช่วยกันดูแลรักษา

จากบ้านเชียงคณะของเราเดินทางไปเติมเต็มความรู้สึกที่คุณป้าจินตนา กอตระกูลได้ส่งมาให้ที่อนุสรณ์สถานจิตร ภูมิศักดิ์ ณ บ้านหนองกุง หมู่ 7 ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร ที่ที่คุณจิตร ภูมิศักดิ์เสียชีวิตจากการถูกยิงขณะที่มือว่างเปล่าปราศจากอาวุธ

ความมหัศจรรย์ต่อมา คือ ชายคนหนึ่งที่รับรางวัลคนนอกกรอบแห่งกุดบาก พ่อเล็ก กุดวงศ์แก้ว จากเกษตรกรที่ถูกกระทำจากระบบทุน พลิกกลับมาเป็นวิถีเกษตรพอเพียง เลี้ยงชีพด้วยผลผลิตจากป่า แล้วขยายความคิดไปตามระบบเครือญาติ ระบบการดอง(แต่งงาน) จนกลายเป็นเครือข่ายอินแปง (สวยงามราวกันพระอินทร์มาสร้าง) ที่เข้มแข็งด้วยปรัชญา “กินทุกอย่างที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่กิน” และจบวันที่สามที่โฮมสเตย์ศูนย์การเรียนรู้อินแปง AAR ในค่ำคืนวันที่สามออกรสเพราะความเริ่มคุ้นเคยและสนิทสนมกัน จนทำให้ผู้เขียนกล้าโยนภาระหัวหน้าห้อง คศน.4 ให้พี่โต้ง (นาวาเอกวสันต์ ไตรจิต) กลางอากาศ และเจ้าตัวต้องยอมรับโดยดุษฎี เวทีนี้เองที่พี่น้ำแท้ (ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง) เปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวที่ผ่านมาของตนเอง หลังครูใหญ่ประกาศจบกระบวนการเรียนรู้ประจำวัน วง BFB สานสัมพันธ์กันต่อด้วยผลิตภัณฑ์จากกลุ่มอินแปง ก่อนแยกย้ายกันพักผ่อน

ตลอดสามวันที่ผ่านมาการเดินเข้าไปยังสถานที่เป้าหมายเต็มไปด้วยความร้อนและไม่คุ้นเคยของผู้เขียน แต่การเดินในวันที่สี่ ซึ่งคณะเราไปเยือนอนุสรณ์สถานเสรีไทยภูพาน จังหวัดสกลนคร ของบรรดาสหายอีสานที่กลายเป็นนักการเมืองที่เข้มแข็งรุ่นแรก ๆ แล้วได้ลัดเลาะไปในป่าเพื่อชมถ้ำที่สหายใช้เป็นที่เก็บเสบียงขณะเคลื่อนไหวร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย บรรยากาศการเดินใกล้เคียงกับพื้นที่ที่คุ้นจึงทำให้รู้สึกไม่ทุกข์ร้อนมากแม้จะเดินด้วยระยะทางไกลพอ ๆ กับที่ที่ผ่านมา

ออกจากถ้ำคณะของเราเดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑ์ภูพาน สกลนคร ที่รวบรวมข้าวของเครื่องใช้ ประวัติความเป็นมา และสิ่งที่แสดงความภาคภูมิใจอันควรแก่การนำเสนอของจังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นเมืองแห่งธรรมะที่มีเกจิอาจารย์หลายท่าน เกจิที่คณะเราตามรอยท่านแรก คือ หลวงปู่มั่น ภูริภัตตะเถระ ณ วัดป่าสุธาวาส ที่ซึ่งท่านมรณภาพ

จากนั้นคณะของเราเดินทางต่อไปยังพระธาตุพนม เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนครพนม โดยมีการแจ้งล่วงหน้าว่าต้องเตรียมชุดขาวเพื่อใส่เข้าไปชมพระธาตุชั้นใน แต่พอไปถึงคณะที่เป็นผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้านใน อารมณ์ผู้เขียน ณ ตอนนั้นคือโมโห เข้าใจไม่ได้ และคิดว่าเรื่องราวแบบนี้ต้องมีการถอดรื้อมายาคติเรื่องเพศนี้ แต่หลังจากพินิจพิเคราะห์และไตร่ตรองได้ว่า หากจะรื้อคงต้องรื้อทั้งโลก ถ้าดึงดันจะเอาชนะเพียงนี้ คงไม่ได้ทำให้สังคมโดยรวมดีขึ้น ซึ่งการถอดบทเรียนภาคค่ำหลายคนได้อภิปรายถึงประเด็นนี้กันอย่างกว้างขวาง AAR คืนนี้ ทำให้เพื่อนร่วมทางได้เห็นอีกมิติที่น่าทึ่งของพี่พล (พ.ต.อ.ดร.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ) ที่ทำหน้าที่คว้านลิ้นจี่ให้เพื่อน ๆ รับประทาน

ส่วนวง BFB คืนนี้สมาชิกค่อนข้างหนาแน่นด้วยบรรยากาศริมโขง ประกอบกับความสนิทใจเพราะร่วมเดินทางกันมานานพอสมควร เราสร้างวัฒนธรรมร่วมกินร่วมจ่ายเป็นพันธะสัญญาต่อกัน

วันที่ห้าเราเดินทางไปยังสักการสถานพระมารดาแห่งมรณสักขีแห่งประเทศไทย ณ บ้านสองคอน จังหวัดมุกดาหาร เพื่อสักการะบุญราศีทั้ง7 ที่ยอมพลีชีพเพราะไม่ยอมละทิ้งศาสนาเพื่อยืนยันความเชื่อที่มีต่อพระเจ้าที่ตัวเองยึดมั่น คุณหมอวิชช์ เกษมทรัพย์ บอกว่า ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ชาวคาธอลิคในประเทศไทยทุกคนปรารถนาจะมาเยือน

ระหว่างทางไปจังหวัดอุบลราชธานี พี่หนุ่ม (ผศ.นพ.นันทวัช สิทธิรักษ์) เชิญชวนคณะแวะไปชมสิมแบบเรียบง่าย ที่วัดศรีมหาโพธิ์ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร แม้จะดูเป็นสิ่งก่อสร้างที่เรียบ ๆ แต่ด้านในสิมก็มีการแกะสลักลวดลายบนคานไม้ แสดงถึงพลังศรัทธาของคนยุคนั้น

อุบลราชธานีเป็นจังหวัดต่อมาที่ไปเยือน เริ่มจากการชมสิมน้ำวัดทุ่งศรีเมือง ที่ที่ทำให้ทุกคนประจักษ์ถึงอัจฉริยภาพของพี่หนุ่มและพี่เขียว สองสถาปนิกใหญ่ประจำ คศน.4 จากนั้นเราเดินเท้าต่อมาที่ทุ่งศรีเมืองเพื่อย้อนอดีตถึงท้องทุ่งที่เคยใช้เป็นที่กักขังและประหารกบฏผีบุญจำนวนหลายร้อยคน แล้วข้ามถนนไปชมพิพิธภัณฑ์ในวัดศรีอุบลรัตนาราม ซึ่งจัดแสดงผ้าซิ่นห่อคัมภีร์อันประณีต สวยงามที่เป็นสื่อแสดงศรัทธาของหญิงอีสานต่อพระพุทธศาสนา และแวะชมพระแก้วบุษราคัมภายในวัดศรีอุบลรัตนาราม ก่อนจบที่วัดสุปัฏนารามวรวิหาร วัดธรรมยุติแห่งแรกของจังหวัดอุบลราชธานี

โปรแกรมสุดท้ายสำหรับวันที่ห้า คือ ร่วมเรียนรู้ “การเปลี่ยนเศรษฐกิจ วัฒนธรรมอีสาน” กับอาจารย์ธีรพล อันมัย และอาจารย์พฤกษ์ เถาถวิล สองนักวิชาการแห่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งย้ำแนวคิดการพัฒนาอีสานที่ไม่ได้เป็นสังคมเกษตรกรรมเหมือนภาพเดิมในอดีตอีกต่อไป แม้จะรู้สึกเหนื่อยอ่อนอยู่มาก แต่วงเรียนรู้ BFB ยังคงมีอยู่ที่ริมน้ำมูน

การเรียนรู้วันที่หกเริ่มต้นจากการตามรอยเกจิอาจารย์อีกท่าน คือ หลวงปู่ชา ณ วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี บรรยากาศในวัดสงบ รมรื่นด้วยต้นไม้ที่หลายต้นเป็นต้นไม้พูดได้สอนธรรมะแก่ผู้คน และสถานที่บรรจุพระอัฐิธาตุของหลวงปู่ชาที่สวยงามและสงบเพื่อให้ผู้คนได้สักการะ

จากนั้นคณะเดินทางต่อไปยังบ้านภูมิซรอล อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีษะเกษ เพื่อเรียนรู้กับผู้นำหมู่บ้าน คือผู้ใหญ่บ้านและกำนัน กับสภาพที่ต้องเผชิญอยู่กับความขัดแย้งกรณีเขาพระวิหาร แล้วต่อไปยังผามออีแดง ที่สามารถใช้กล้องส่องทางไกลดูปราสาทเขาพระวิหาร สถานที่แห่งนี้มีกองกำลังทหารตรีงอยู่เพื่อรักษาความปลอดภัย ผู้เขียนเห็นด้วยกับที่ผู้ใหญ่บ้านรู้สึกว่า เมื่อยังมีทหารตรีงอยู่เหตุการณ์ก็เหมือนไม่ปกติ

การเดินทางบนรถที่ยาวที่สุดคือช่วงเวลาตั้งแต่ลงจากผามออีแดง จังหวัดศรีษะเกษ เพื่อไปยังอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ตลอดเส้นทาง(เหมือนกับการนั่งรถตลอดห้าวันที่ผ่านมา) ครูใหญ่ให้นักเรียนโข่งอย่างพวกเราผลัดกันส่งการบ้านที่ได้รับ assignment เป็นการส่งการบ้านที่น่ามหัศจรรย์อีกเช่นกัน ค่ำวันที่หกมีเพื่อนร่วมทางหลายคนต้องกลับไปปฏิบัติภารกิจ ประกอบกับความยาวนานของการนั่งรถ ทำให้หลังอาหารเย็น ทุกคนจึงแยกย้ายกันพักผ่อน

เช้าวันที่เจ็ด ครูใหญ่นัดหมายให้ขึ้นรถตอนตีห้าครึ่ง เพื่อให้ทันชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ปราสาทเขาพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ สถาปัตยกรรมที่สุดแสนมหัศจรรย์ในพลังความเชื่อความศรัทธาของคนสมัยโบราณที่มีต่อพระเจ้าที่ตนเคารพนับถือ จากปราสาทเขาพนมรุ้ง คณะของเรามาชื่นชมงานสถาปัตยกรรมที่ปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ที่แม้ความอลังการงานสร้างจะไม่ทัดเทียมเขาพนมรุ้ง แต่เป็นงานที่ให้ภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์กว่ามาก

หลังดื่มด่ำกับการชื่นชมปราสาททั้งสองแห่ง คณะของเรามีนัดหมายกับสหายรอง ที่อนุสรณ์สถานประชาชนอีสานใต้ อำเภอประคำ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อฟังเรื่องราวการต่อสู้ของสหายผู้ด้นดั้นเดินทางจากบ้านเกิดผ่านลาว เวียตนาม สู่จีนเพื่อเรียนรู้วิชาแพทย์แล้วกลับมาต่อสู้ตามแนวทางที่เชื่อมั่น ก่อนจากลา สหายพนา ผู้อยู่เคียงข้างและเป็นคู่ชีวิตของสหายรอง ร้องเพลงปฏิวัติที่ไพเราะที่สุดให้พวกเราได้ฟัง

คืนสุดท้ายของการเดินทาง คณะของเราเข้าพักที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว มีการแบ่งกลุ่มเพื่อสะท้อนเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมด จับความได้ว่า ทุกคนที่ร่วมการเดินทางครั้งนี้ ประทับใจ รู้สึกว่าเวลาผ่านไปรวดเร็ว และได้ภาพของอีสานในแบบที่ไม่เคยเห็น ทั้งนี้ได้แสดงความขอบคุณการบริการสุดแสนมหัศจรรย์กับทีมงานสามสาว (น้องเบญ น้องมิ้นท์ น้องนุ้ย) ที่ทำให้การเดินทางยาวไกลไม่รู้สึกลำบากลำบนเลย วง BFB ในคืนอำลา สมาชิกค่อนข้างบางตา แต่การพูดคุยก็ยังช่วยเติมเต็มมิตรภาพอันอบอุ่น

วันที่แปดซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเดินทาง คณะออกจากที่พักเพื่อศึกษาวิถีชุมชนที่ตลาดโรงเกลือ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว แหล่งค้าเสื้อผ้าส่งโดยเฉพาะเสื้อผ้ามือสองเป็นกระสอบมากที่สุด ขณะเดินในตลาดจะรู้สึกแสบจมูกจากฝุ่นฝ้ายของเสื้อผ้าที่ฟุ้งกระจายไปทั่ว สอบถามจากพ่อค้าคนหนึ่ง บอกว่า พ่อค้าแม่ค้ากว่า90% เป็นชาวกัมพูชา(ถือบัตรประจำตัวประชาชนกัมพูชา) ใช้วิธีข้ามแดนโดยบอร์เดอร์พาส (Border Pass) วันละ 10 บาท แล้วมาเช่าแผงในตลาดเป็นรายเดือน หากต้องการจะค้างคืนในไทยครั้งละ 7 วัน ก็ขอบอร์เดอร์พาสที่จ่ายเงิน 70 บาท

ออกจากตลาดโรงเกลือ คณะเรามุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ที่ได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการจากผู้อำนวยการโรงพยาบาล นายแพทย์สสจ.ปราจีนบุรี และเภสัชกรมหัศจรรย์อย่างเภสัชกรต้อม ผู้ทุ่มเทกับงานสมุนไพรที่มิใช่เพียงต้นไม้ ใบไม้ แต่หมายรวมถึงหมอยาและภูมิปัญญาที่ซุกซ่อนตัวอยู่ทั่วทุกสารทิศของไทย เสียดายที่ช่วงนี้เราใช้เวลาน้อยเกินไป ทำให้ยังเรียนรู้ไม่ทั่วถึง

การเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ เพื่อสิ้นสุดการเรียนรู้ CM0 แต่ผู้เขียนกลับรู้สึกว่า เป็นเพียงจุดเริ่มต้นแห่งการเดินทางต่อไปอีกยาวไกลบนเส้นทางสายอุดมการณ์พร้อมกับมวลมิตรที่เชื่อมั่นได้ว่าจะก้าวเคียงกันแม้จะมีความต่างในบางมิติก็ตาม

คำสำคัญ (Tags): #คศน.#Core Module 0
หมายเลขบันทึก: 567590เขียนเมื่อ 8 พฤษภาคม 2014 10:41 น. ()แก้ไขเมื่อ 8 พฤษภาคม 2014 10:41 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (5)

บันทึกได้ละเอียดดีจังเลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ เนื้อหาวิชาการไม่ค่อยได้เท่าไหร่ค่ะ

ขอบคุณบันทึกเล่ารายละเอียดดีจังค่ะ ขอบคุณค่ะ

เยี่ยมมากค่ะ  ละเอียดดี  จุดเด่นของอีสานทั้งนั้นนะคะ  เหมือนมีหมอฟันในทีมด้วยไหมคะ

ขอบคุณค่ะคุณหมอธิรัมภา ในทริปนี้มีทันตแพทย์ร่วมด้วยสองท่าน คือ หมอเฮ้าส์ กับหมอกล้วย ค่ะ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี