พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของคนงานและการประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัย และความปลอดภัย กรณีศึกษา ร้านรับซื้อของเก่าแห่งหนึ่ง ในตำบลบ้านกอก อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของคนงานและการประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัย

และความปลอดภัย กรณีศึกษา ร้านรับซื้อของเก่าแห่งหนึ่ง ในตำบลบ้านกอก อำเภอเขื่องใน

จังหวัดอุบลราชธานี

ศิริพร วรรคสังข์  ลักษณีย์ บุญขาว*

วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 045-353900

*E-mail :[email protected]

บทคัดย่อ

การศึกษาพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของคนงานและการประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย กรณีศึกษา ร้านรับซื้อของเก่าแห่งหนึ่ง ในตำบลบ้านกอก อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานและประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ประชากรที่ใช้ศึกษาในครั้งนี้คือ คนงาน จำนวน 32 คนและขั้นตอนการทำงานในร้านรับซื้อของเก่าแห่งหนึ่ง จำนวน 5 ขั้นตอน ดำเนินการวิจัย โดยใช้แบบสอบถามเพื่อเป็นเครื่องมือรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของคนงาน สถิติที่ใช้ได้แก่ จำนวน, ร้อยละ, ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และชี้บ่งอันตรายด้วยวิธี Check List ในสภาพแวดล้อมทั่วไปและขั้นตอนการทำงาน เพื่อประเมินความเสี่ยงตามระเบียบกรมโรงงานอุตสาหกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์การชี้บ่งอันตราย การประเมินความเสี่ยง และการจัดทำแผนงานบริหารความเสี่ยง พ.ศ. 2543 ผลการวิจัย พบว่า พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของคนงานอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 53.1 พฤติกรรมความปลอดภัยที่มีการปฏิบัติทุกครั้งมากที่สุด คือ คนงานแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่รัดกุมก่อนปฏิบัติงาน ร้อยละ 81.3 รองลงมา คือ ล้างมือก่อน-หลังรับประทานอาหาร ร้อยละ 75.0 โดยมีพฤติกรรมความปลอดภัยที่ไม่เคยปฏิบัติเลยมากที่สุด คือ คนงานไม่สวมรองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าบู๊ทและยืดกล้ามเนื้อก่อนปฏิบัติงานร้อยละ 37.5และ 25.0 ตามลำดับ และพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงแต่มีการปฏิบัติ คือ คนงานรับประทานอาหารในบริเวณที่ปฏิบัติงาน, คนงานจะสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลก็ต่อเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับคนงานท่านอื่น และไม่สวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลเพราะเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน โดยคนงานปฏิบัติทุกครั้งและบางครั้งรวมกันในแต่ละประเด็น คิดเป็นร้อยละ 75.1, 68.8 และ 56.3 ตามลำดับ และพฤติกรรมที่ไม่ควรปฏิบัติเลยในการทำงาน แต่ยังพบว่าคนงานมีการปฏิบัติเป็นบางครั้ง ได้แก่ ดื่มสุราและสูบบุหรี่ระหว่างปฏิบัติงาน ปฏิบัติงานในขณะที่เจ็บป่วย นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมทั้งไม่สังเกตและหลีกเลี่ยงจุดที่มีอันตรายสูง ส่วนการประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย พบประเด็นที่เป็นความเสี่ยงสูง ได้แก่ สถานที่ทำงานมีเสียงดัง มีฝุ่นฟุ้งกระจายทั่วไปในพื้นที่ปฏิบัติงาน มีอาหารวางในพื้นที่ปฏิบัติงาน ไม่มีป้ายบ่งชี้ว่าห้ามสูบบุหรี่ ไม่มีป้ายบอกประเภทของขยะ การติดตั้งถังดับเพลิงไม่ถูกต้อง สถานที่ทำงานไม่สะอาดและไม่ปลอดภัย เครื่องจักรไม่มีเครื่องป้องกัน (Guard) และไม่มีเส้นทางเคลื่อนย้ายของเก่าที่เหมาะสม

จากการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะ ประกอบด้วย 2 ประเด็นหลัก ดังนี้ ในส่วนของพฤติกรรมความปลอดภัยเจ้าของสถานประกอบการควรออกกฎระเบียบเรื่องการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล จัดให้มีกิจกรรมอบอุ่นร่างกายก่อนปฏิบัติงาน รวมทั้งจัดบริเวณรับประทานอาหารแยกจากพื้นที่การทำงาน และในส่วนการประเมินความเสี่ยง เจ้าของสถานประกอบการควรจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย และควรจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงเพื่อลดและควบคุมความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการประกอบกิจการ ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำหนดมาตรการด้านกฎหมาย/ข้อบัญญัติที่เชื่อมโยงกับคำแนะนำของคณะกรรมการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 เพื่อควบคุมสถานประกอบกิจการให้ปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อความปลอดภัยในการทำงานของคนงานในร้านรับซื้อของเก่าต่อไป

คำสำคัญ:พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน การประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยร้านรับซื้อของเก่า

The safety behavior and Occupational Health and Safety Risk Assessment in the waste recycling center in Tambol Bankog, Amphur Khueangnai, Ubon Ratchathani Province

Siriporn Wakkasang, Laksanee Boonkhao*

College of Medicine and Public Health Ubon Ratchathani University

*E-mail: [email protected]

Abstract

This study investigated the safety behavior and assessed the occupational health and safety risk in the waste recycling center in Tambol Bankog, Amphur Khueangnai, Ubon Ratchathani Province. The research collected data from 32 workers by the use of questionnaires related to safety behavior and analysis was completed by the calculation of frequencies, percentages, means, and standard deviations. A checklist was also used to identify risks and analyze the levels of risks based on criteria from the Industrial Department in the Occupational Health and Safety Risk Assessment and Risk Management Plan. The study found that safety behavior was at a moderate level of 53% based on the scale derived from the research of Best (1977). The wearing of appropriate clothing while working was recorded at 81.3% and hand-washing before and after eating was 75.0%. There appeared to be a neglect of safety behavior regarding the wearing of boots (37.5%) and exercising before work (25.0%). Other areas of concern were the consumption of food in the work area (75.1%), not wearing correct personal protective equipment until witnessing an accident (68.8%), and not wearing correct personal protective equipment due to it impeding their work (56.3%). On some occasions, workers drank and smoked while working, worked while sick, had inadequate sleep, and were not aware of risks in the work area. The occupational health and safety risk assessment found high levels of noise, air pollution, food, an absence of no smoking signs, no signs for correct disposal of different sorts of waste, unsuitable locations of fire extinguishers, dirt, a lack of machine guards, and poorly organized waste removal in the work area. This research suggested two main areas for improvement. In the area of safety behavior, it was recommended that the owner of the waste recycling center should prepare rules about personal protective equipment, set up exercise activities for workers, and establish an eating area separate from the work area. In the area of risk assessment, it was suggested that the owner should organize a safe work area environment and set up a risk management program to reduce and control risks. The study also recommended that departments, such as the Sub-district Administration Organization, need to set safety rules for waste recycling centers in the interests of their workers.

Keywords: Safety behavior: Occupational health and safety risk assessment: Recycling waste center

บทนำ

การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม อุตสาหกรรม การเพิ่มจำนวนประชากรและการเปลี่ยนแปลงวิถีความเป็นอยู่ของคนไทย ส่งผลให้ปริมาณขยะมูลฝอยจากแหล่งกำเนิดประเภทต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้นทุกปี[1] การนำขยะมูลฝอยกลับมาใช้ซ้ำและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยลดปริมาณขยะมูลฝอยที่ต้องกำจัด โดยผู้ประกอบกิจการรับซื้อของเก่าทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเก็บหรือการรับซื้อจากบ้านเรือน ชุมชน ร้านค้า หรือสถานประกอบการ เพื่อรวบรวมส่งต่อไปยังร้านรับซื้อของเก่าขนาดใหญ่ขึ้น หรือส่งต่อไปยังโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปเป็นวัสดุใหม่ต่อไป

ร้านรับซื้อของเก่าเป็นสถานประกอบการที่รวบรวมวัสดุเหลือใช้ มีการสะสมวัตถุ สิ่งของที่ชำรุด เพื่อรวบรวมรอการขนส่งหรือจำหน่าย หากผู้ประกอบการขาดความรู้ ความเข้าใจในการบริหารจัดการดูแลร้านให้เหมาะสม อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของผู้ประกอบกิจการและคนงาน โดยส่วนใหญ่แล้วนายจ้างหรือผู้ประกอบการในสถานประกอบการขนาดเล็กอาจไม่ได้ตระหนักถึงอันตรายอันจะมีผลต่อสุขภาพอนามัยของผู้ปฏิบัติงาน และผู้ปฏิบัติงานเองก็อาจไม่ได้เห็นความสำคัญในการป้องกันตนเองจากอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น[2]พบว่า ร้านรับซื้อของเก่าแต่ละแห่งมีขั้นตอนการทำงานที่คล้ายคลึงกัน และมีความเสี่ยงทุกขั้นตอนการทำงาน ได้แก่ การรับซื้อของเก่าการชั่งน้ำหนักของเก่าการคัดแยกของเก่าออกเป็นประเภทต่างๆ และการแปรรูปของเก่า(บด,ตัด,อัด) ซึ่งพบว่าคนงานมีการสัมผัสสิ่งคุกคามทางกายภาพได้แก่ การทำงานในบริเวณที่มีแสงแดดจ้าหรือกลางแดด สัมผัสเสียงดังจากเครื่องจักร ฝุ่นละออง สัมผัสกับสิ่งคุกคามทางเคมี และสิ่งคุกคามทางชีวภาพ [3]ตำบลบ้านกอก อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีการประกอบกิจการร้านรับซื้อของเก่ามากที่สุดในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจากลักษณะการทำงานมีโอกาสสัมผัสปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อสุขภาพ ทั้งการกระทำที่ไม่ปลอดภัยจากการทำงานของคนงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ปลอดภัย[4]

การศึกษาพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานเพื่อประเมินระดับพฤติกรรมความปลอดภัย และการประเมินความเสี่ยงของอันตรายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของคนงานที่ครอบคลุมพื้นที่ คนทำงาน เครื่องจักรกล และขั้นตอนการทำงาน จะช่วยให้สามารถกำหนดมาตรการความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสมในการป้องกัน ควบคุมและลดความเสี่ยงจากอันตรายที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน

วัตถุประสงค์

1.เพื่อศึกษาพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของคนงาน ในร้านรับซื้อของเก่าแห่งหนึ่งในตำบลบ้านกอก อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

2.เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ในร้านรับซื้อของเก่าแห่งหนึ่งในตำบลบ้านกอก อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

วิธีดำเนินงาน

รูปแบบการศึกษา

การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive research)

ประชากร ที่ใช้ในการศึกษา

ประชากรในการศึกษาพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน ในร้านรับซื้อของเก่าแห่งหนึ่งในตำบลบ้านกอก อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี คือ คนงานทั้งหมด 32 คน

สำหรับการประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ศึกษากับ สภาพแวดล้อมทั่วไป ขั้นตอนการทำงาน ประกอบด้วย การชั่งน้ำหนักของเก่า การคัดแยกของเก่าออกเป็นประเภทต่าง ๆ การแปรรูปของเก่า(บด, อัด, ตัด) และการเคลื่อนย้ายของเก่า

ครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย

1. แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป จำนวน 12 ข้อ ประกอบด้วย ข้อมูลเกี่ยวกับเพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน แผนก/ตำแหน่ง/ส่วนงาน โรคประจำตัว ประวัติการได้รับอุบัติเหตุในขณะปฏิบัติงานอวัยวะส่วนที่เกิดจากการบาดเจ็บลักษณะของอุบัติเหตุ ความรุนแรงของอุบัติเหตุ การได้รับข้อมูลข่าวสาร และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล

ส่วนที่ 2 พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน จำนวน 30 ข้อ ครอบคลุมเนื้อหา การใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลขณะปฏิบัติงาน การดูแลสุขภาพเบื้องต้น และการปฏิบัติตามกฎระเบียบเพื่อความปลอดภัยในการทำงาน

2. แบบชี้บ่งอันตรายด้วยวิธี Check List และประเมินความเสี่ยงตามวิธีการของระเบียบกรมโรงงานอุตสาหกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์การชี้บ่งอันตราย การประเมินความเสี่ยง และการจัดทำแผนงานบริหารความเสี่ยง พ.ศ. 2543

การเก็บรวบรวมข้อมูล

1. ติดต่อประสานงานกับเจ้าของร้านรับซื้อของเก่าเพื่อขออนุญาตในการทำวิจัยและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับโรงงาน

2. ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการเก็บข้อมูลแก่เจ้าของร้านและคนงานในร้านรับซื้อของเก่า

3. สำรวจข้อมูลร้านรับซื้อของเก่า

4. ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ประกอบกับการสอบถามคนงาน หรือผู้ที่รู้เกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติงาน และบันทึกรูปภาพเพื่อนำกลับไปจัดทำแบบตรวจ(Check list)

5. ลงพื้นที่เก็บข้อมูล

6. นำแบบตรวจ(Check list) ไปตรวจสอบ พื้นที่ทั่วไป และขั้นตอนการปฏิบัติงานให้ครอบคลุมเครื่องจักร อุปกรณ์หรือกิจกรรม ทุกกิจกรรม

7. นำผลจากการตรวจสอบที่พบว่ามีข้อผิดพลาด ข้อบกพร่อง ขั้นตอน/เรื่องที่ไม่ได้ดำเนินการหรือไม่ได้มาตรฐานมาประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

8. ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับแบบสอบถามพฤติกรรมให้กลุ่มตัวอย่างเข้าใจ ดำเนินการแจกแบบสอบถามให้กับผู้ยินยอมให้ข้อมูล

9. เก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม ทำการตรวจสอบข้อมูลที่ได้ว่าครบถ้วนหรือไม่ แล้วมาคิดคะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ นำไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป

การวิเคราะห์ข้อมูล

1. การวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป และใช้ค่าสถิติในการวิเคราะห์ ดังนี้ ความถี่และร้อยละ สำหรับตัวแปรเชิงคุณภาพ และใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด สำหรับตัวแปรเชิงปริมาณ

2. การประเมินความเสี่ยง ใช้วิธีวิเคราะห์ตามระเบียบกรมโรงงานอุตสาหกรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์การบ่งชี้อันตราย การประเมินความเสี่ยง และการจัดทำแผนงานบริหารจัดการความเสี่ยง พ.ศ.2543 โดยพิจารณาระดับโอกาสที่จะเกิดอันตรายคูณกับระดับความรุนแรงของผลกระทบต่อ บุคคล ชุมชน ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปจัดระดับความเสี่ยง

ผลการวิจัย

การศึกษาพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของคนงานและการประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย กรณีศึกษา ร้านรับซื้อของเก่าแห่งหนึ่ง ในตำบลบ้านกอก อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานีพบว่าคนงานมีพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 53.1 ส่วนพฤติกรรมความปลอดภัยที่มีการปฏิบัติทุกครั้งมากที่สุด คือ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่รัดกุมก่อนปฏิบัติงาน คิดเป็นร้อยละ 81.3 รองลงมา คือ ล้างมือก่อน-หลังรับประทานอาหาร คิดเป็นร้อยละ 75.0 โดยมีพฤติกรรมความปลอดภัยที่ไม่เคยปฏิบัติเลยมากที่สุด คือ คนงานไม่สวมรองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าบู๊ท และ คนงานไม่มีการยืดกล้ามเนื้อหรืออบอุ่นร่างกายก่อนปฏิบัติงานคิดเป็นร้อยละ 37.525.0ตามลำดับและพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงแต่มีการปฏิบัติ คือ คนงานรับประทานอาหารในบริเวณที่ปฏิบัติงาน คนงานจะสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลก็ต่อเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับคนงานท่านอื่น และไม่สวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลเพราะเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน โดยคนงานปฏิบัติทุกครั้งและบางครั้งรวมกันในแต่ละประเด็น คิดเป็นร้อยละ 75.1, 68.8 และ 56.3ตามลำดับและพฤติกรรมที่ไม่ควรปฏิบัติเลยในการทำงาน แต่ยังพบว่าคนงานมีการปฏิบัติเป็นบางครั้ง ได้แก่ ดื่มสุราและสูบบุหรี่ระหว่างปฏิบัติงาน ปฏิบัติงานในขณะที่ไม่สบายหรือเจ็บป่วย นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมทั้งไม่สังเกตและหลีกเลี่ยงจุดที่มีอันตรายสูง

การประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย จากการชี้บ่งอันตรายด้วยวิธี Checklist ในสภาพแวดล้อมทั่วไปและกระบวนการทำงาน พบว่า ในแต่ละขั้นตอนการทำงานมีความเสี่ยงสูงที่คล้ายกัน เนื่องจากพื้นที่ทำงานอยู่ในบริเวณที่ใกล้เคียงกันทั้งนี้ประเด็นที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ พื้นที่ทำงานมีเสียงดัง มีควันและฝุ่นฟุ้งกระจายในพื้นที่ทั่วไปและพื้นที่ทำงาน ถังดับเพลิงติดตั้งไม่ถูกต้อง ไม่มีป้ายบ่งชี้เรื่องการสูบบุหรี่ ไม่มีป้ายบ่งชี้ประเภทขยะ เครื่องจักรไม่มีเครื่องป้องกัน(guard) สถานที่ทำงานไม่สะอาด และไม่มีเส้นทางการเคลื่อนย้ายของเก่าที่เหมาะสม

สรุปและอภิปรายผล

จากการศึกษา พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของคนงานและการประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย กรณีศึกษา ร้านรับซื้อของเก่าแห่งหนึ่ง ในตำบลบ้านกอก อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี สามารถอภิปรายผลการศึกษาได้ดังต่อไปนี้

พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน

ผลการศึกษา พบว่า คนงานในร้านรับซื้อของเก่า มีระดับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 53.1 ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ ศิริศักดิ์ สุนทรไชย และวรรณวดี พูลพอกสิน(2548) ได้ศึกษาการส่งเสริมสุขภาพอนามัยและสภาพแวดล้อมของแรงงานคุ้ยขยะและแรงงานที่ทำงานเกี่ยวกับขยะ พบว่า ลักษณะพฤติกรรมแสดงออกภายนอกโดยรวมของผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับขยะอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 50.4[5]

เมื่อพิจารณาข้อมูลเป็นรายข้อ พบว่า พฤติกรรมความปลอดภัยที่มีการปฏิบัติทุกครั้งมากที่สุด คือ คนงานแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่รัดกุมก่อนปฏิบัติงาน คิดเป็นร้อยละ 81.3 รองลงมา คือ ล้างมือก่อน-หลังรับประทานอาหาร คิดเป็นร้อยละ 75.0 ซึ่งการสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดกุมก่อนปฏิบัติงานจะช่วยป้องกันเชื้อโรคและอันตรายทางด้านกายภาพ เช่น ความร้อน เป็นต้น ส่วนการล้างมือก่อน-หลังรับประทานอาหาร เป็นการดูแลสุขวิทยาส่วนบุคคล เพื่อป้องกันเชื้อโรคและสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่คนงานควรปฏิบัติ เพื่อความปลอดภัยต่อการเกิดโรคและการบาดเจ็บจากการทำงาน [6]ส่วนพฤติกรรมความปลอดภัยที่ปฏิบัติบางครั้งหรือไม่เคยปฏิบัติเลยมากที่สุด คือ คนงานไม่สวมรองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าบู๊ทและยืดกล้ามเนื้อหรืออบอุ่นร่างกายก่อนปฏิบัติงานคิดเป็นร้อยละ 37.5 และ25.0 ตามลำดับ ทั้งนี้จากการตอบแบบสอบถาม จะพบว่า คนงานมีรองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าบู๊ทเพียง ร้อยละ 31.2 และคนงานคิดว่าการสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ถึงร้อยละ 56.3 ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่คนงานไม่สวมรองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าบู๊ท อีกทั้งการสวมใส่รองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าบู๊ทจะทำให้รู้สึกไม่สะดวกสบายในการปฏิบัติงาน มีอากาศร้อน เหงื่อออก อับชื้น[7] จึงทำให้การสวมใส่รองเท้าหุ้มส้นตลอดระยะเวลาทำงานมีน้อย ส่วนการที่ไม่เคยยืดกล้ามเนื้อหรืออบอุ่นร่างกายก่อนปฏิบัติงานอาจเป็นเพราะว่า คนงานส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับงานที่ทำ คิดเป็นร้อยละ 62.5 ทำให้ไม่ทราบการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันผลกระทบหรืออุบัติเหตุในการทำงานที่ถูกต้อง ซึ่งทางสำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย (2543) แนะนำว่าควรยืดกล้ามเนื้อหรืออบอุ่นร่างกายทุกครั้งก่อนปฏิบัติงาน จะช่วยลดและป้องกันความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการทำงานได้ และพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงแต่มีการปฏิบัติคือคนงานรับประทานอาหารในบริเวณที่ปฏิบัติงานคนงานจะสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลก็ต่อเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับคนงานท่านอื่น และไม่สวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลเพราะเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน โดยคนงานปฏิบัติทุกครั้งและบางครั้งรวมกันในแต่ละประเด็น คิดเป็นร้อยละ 75.1, 68.8 และ 56.3 ตามลำดับซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง การรับประทานอาหารในพื้นที่ปฏิบัติงานหากอาหารปนเปื้อนเชื้อโรค สารเคมีอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น โรคระบบทางเดินอาหารอหิวาตกโรค ไทฟอยด์ และโรคบิด เป็นต้น [8]หรือแม้กระทั่งการไม่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลย่อมจะส่งผลให้คนงานมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงได้ และพฤติกรรมที่ไม่ควรปฏิบัติเลยในการทำงาน แต่ยังพบว่าคนงานมีการปฏิบัติเป็นบางครั้ง ได้แก่ ดื่มสุราและสูบบุหรี่ระหว่างปฏิบัติงาน ปฏิบัติงานในขณะที่เจ็บป่วย นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมทั้งไม่สังเกตและหลีกเลี่ยงจุดที่มีอันตรายสูง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงและอาจเกิดอุบัติเหตุในการทำงานได้ [9]

การประเมินความเสี่ยง ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

การประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย จากการชี้บ่งอันตรายด้วยวิธี Checklist ในสภาพแวดล้อมทั่วไปและกระบวนการทำงาน พบว่า ในแต่ละขั้นตอนการทำงานมีความเสี่ยงสูงที่คล้ายกัน เนื่องจากพื้นที่ทำงานอยู่ในบริเวณที่ใกล้เคียงกัน ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน ได้แก่ สถานที่ทำงานมีเสียงดังรบกวน โดยเสียงดังนั้นมาจากการทำงานของเครื่องจักร เช่น เครื่องบดพลาสติก เครื่องอัดกระดาษหรืออัดอลูมิเนียม และเสียงกระทบกันของโลหะ เป็นต้น ซึ่งเป็นเสียงที่ดังสม่ำเสมอ (steady-state noise) และดังต่อเนื่อง ลักษณะดังกล่าวทำให้การสนทนาเป็นไปด้วยความยากลำบาก ส่งผลให้สูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราวและหากคนงานได้รับเสียงที่มีความเข้มสูงมากเป็นประจำและมีระยะเวลานานอาจทำให้สูญเสียการได้ยินแบบถาวรได้[10]สอดคล้องกับผลการศึกษาของบุญญิสา แสงจันทร์(2556) ได้ทำการศึกษาสิ่งคุกคามสุขภาพและปัญหาสุขภาพจากการทำงานของคนงานในร้านรับซื้อของเก่า เขตอำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด พบว่า คนงานมีการสัมผัสกับสิ่งคุกคามสุขภาพทุกขั้นตอนการทำงาน เนื่องจากเป็นการทำงานในบริเวณใกล้เคียงกันและเป็นที่โล่งการทำงานบางขั้นตอนมีการสัมผัสกับเสียงดัง ทำให้คนงานบางส่วนมีอาการผิดปกติทางการได้ยินบางขั้นตอนการทำงานต้องใช้เครื่องจักร ซึ่งเครื่องจักรในแต่ละขั้นตอนไม่มีการติดตั้งเครื่องป้องกัน(guard)เพื่อป้องกันอันตราย ส่วนที่หมุนได้ จุดตัด จุดหมุน จุดอันตรายต่าง ๆ อาจทำให้ได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุ มือ ขาถูกดึงรั้งจากเครื่องจักร และเศษวัสดุกระเด็นเข้าตา เป็นต้น จากการสำรวจพื้นที่ปฏิบัติงานพบว่า มีฝุ่นละอองฟุ้งกระจายทั่วไปในสภาพแวดล้อมและกระบวนการทำงาน ซึ่งฝุ่นละอองเกิดจากกองวัสดุ เช่น กองกระดาษ ฝุ่นดิน หรือฝุ่นเวลาเคลื่อนย้ายหรือยกของเก่า ฝุ่นบางชนิดอาจมีเชื้อโรค เช่น เชื้อรา เมื่อหายใจเข้าไปอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ หากฝุ่นมีอนุภาคขนาดเล็กจะสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ก่อให้เกิดปัญหาในระบบทางเดินหายใจในระยะยาวได้ เช่น โรคเยื่อจมูกอักเสบ โรคปอดอักเสบ มะเร็งโพรงจมูก โรคภูมิแพ้ และหอบหืด เป็นต้น ถือเป็นความเสี่ยงหรืออันตรายที่มีต่อผลสุขภาพ[11] และพบว่า มีอาหารและภาชนะบรรจุอาหารวางอยู่ในพื้นที่ทำงาน หากอาหารและภาชนะนั้นปนเปื้อนเชื้อโรคหรือสารเคมี อาจส่งผลให้คนงานได้รับเชื้อโรคหรือสารเคมี โดยการรับประทานเข้าไปทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะต่างๆ ด้วย [12]และยังพบว่าในสถานที่ทำงานไม่มีป้ายบ่งชี้ว่าห้ามสูบบุหรี่ จากการตอบแบบสอบถามพบว่าคนงานบางส่วนสูบบุหรี่ในสถานที่ทำงาน คิดเป็นร้อยละ 37.5 หากคนงานทิ้งก้นบุหรี่ไม่ถูกที่อาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ ประกอบกับการติดตั้งถังดับเพลิงไม่ถูกต้อง จากการตรวจสอบ ถังดับเพลิงบางถังความดันตกหรือติดตั้งไว้ในที่ที่ไม่สะดวกต่อการใช้งาน หากเกิดอัคคีภัยอาจระงับเหตุได้ช้า เพราะไม่สามารถนำถังดับเพลิงออกมาใช้ได้ในทันที และในสถานที่ทำงานไม่มีป้ายชื่อบอกประเภทของขยะแต่ละประเภท หากคนงานทิ้งขยะไม่ถูกประเภท ประกอบกับมีวัตถุอันตรายที่ง่ายต่อการลุกไหม้ปะปน อาจส่งผลให้เกิดอัคคีภัยรุนแรงได้ ในส่วนของการจัดสถานที่ทำงาน ไม่สะอาดปลอดภัย การจัดวางอุปกรณ์ไม่เป็นระเบียบและมีสภาพพื้นที่ลื่น เฉอะแฉะ มีน้ำขัง อาจส่งผลให้คนงานสัมผัสกับสิ่งคุกคามสุขภาพทางชีวภาพ เช่น หนู แมลงสาบ ได้รับเชื้อโรคที่ปะปนมากับขยะเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจากการตอบแบบสอบถามและการสังเกตจะพบว่า คนงานไม่สวมรองเท้าบู๊ท ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุในการทำงาน เช่น การเหยียบเศษแก้ว แมลง/สัตว์มีพิษทำร้ายและเชื้อโรคเข้าไปในร่างกายได้ และในขั้นตอนการเคลื่อนย้ายของเก่า พบว่า ไม่มีเส้นทางการเคลื่อนย้ายของเก่าที่เหมาะสม คนงานใช้รถยกทำการเคลื่อนย้ายวัสดุที่มีน้ำหนักมาก เช่น ตักขวดแก้วจากที่เก็บขวดแก้วไปเครื่องบดแก้ว มีระยะทางประมาณ 50 เมตร ซึ่งมีผิวทางที่ขรุขระ ทำให้ขวดแก้วจากรถยกมีโอกาสตกหล่นและแตกตามรายทาง ซึ่งถ้าคนงานไม่สวมรองเท้าบู๊ท อาจได้รับอันตรายจากการเหยียบเศษแก้ว และติดเชื้อจนเกิดผลกระทบต่อสุขภาพของคนงานอย่างรุนแรงได้[13]

ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ประโยชน์

- จากการศึกษาพฤติกรรมความปลอดภัย

โดยเจ้าของสถานประกอบการควร

1.จัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล เช่น รองเท้าหุ้มส้น ผ้าปิดปากปิดจมูก ถุงมือ เป็นต้น

2. จัดให้คนงานมีการอบอุ่นร่างกายหรือยืดกล้ามเนื้อ ก่อนเริ่มปฏิบัติงานเพื่อช่วยลดและป้องกันความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการทำงานได้

3. จัดสถานที่รับประทานอาหารแยกจากพื้นที่ทำงานเพื่อป้องกันอันตรายที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

โดยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง

1.กำหนดมาตรการด้านกฎหมาย/ข้อบัญญัติที่เชื่อมโยงกับคำแนะนำของคณะกรรมการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 ในหมวดกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพื่อควบคุมสถานประกอบกิจการให้ปฏิบัติตามกฎหมาย

- จากการประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย โดยเจ้าของสถานประกอบการควร

1.ออกกฎระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน พร้อมทั้งมีมาตรการควบคุมการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎระเบียบนั้น โดยเฉพาะในเรื่องการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล

2. จัดพื้นที่ในการทำงานให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย จัดสิ่งของให้เป็นระเบียบ สะอาด ถูกสุขลักษณะ ไม่ชื้นแฉะหรือมีน้ำขัง ไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือส่งผลกระทบกับการปฏิบัติงานของคนงาน

3. จัดให้มีการติดตั้งเครื่องป้องกัน(guard)เครื่องจักรเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการถูกดึง รั้งจากเครื่องจักร รวมทั้งตรวจสอบให้เครื่องจักรอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานอยู่เสมอ

4.จัดให้มีการตรวจวัดเสียงและคุณภาพอากาศทุกปี รวมทั้งมีมาตรการป้องกันหากผลการตรวจวัดเกินมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด

5. ปรับปรุงแหล่งกำเนิดเสียง ให้มีเสียงดังน้อยที่สุด เช่น จัดหาวัสดุพิเศษ รองเครื่องจักรมิให้เกิดการกระทบหรือสัมผัสกับพื้นโรงงาน ซ่อมบำรุง หรือบำรุงรักษาเครื่องจักรให้มีสภาพที่ดีอยู่เสมอ ขันนอต หรือสกรูส่วนที่หลวมให้แน่นหรืออาจทำกล่องครอบแหล่งกำเนิดเสียง

6. จัดให้มีระบบการระบายอากาศเพื่อช่วยระบายให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกขึ้น

7. จัดให้มีระบบป้องกันและระงับอัคคีภัยขั้นต้น รวมทั้งมีการติดตั้งและตรวจสอบอุปกรณ์ป้องกันและระงับอัคคีภัยให้มีความพร้อมใช้งานอยู่เสมอ

กิตติกรรมประกาศ

ขอขอบคุณ ผู้บริหารร้านรับซื้อของเก่าและคนงานทุกท่านที่ให้ความอนุเคราะห์ข้อมูล และให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูลและตอบแบบสอบถามเป็นอย่างดียิ่ง ทำให้การวิจัยครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี

เอกสารอ้างอิง

[1] กรมควบคุมมลพิษ, 2556. ร้านรับซื้อของเก่าสีเขียว. [สืบค้นเมื่อ 12 มกราคม 2557.] URL; http://www.pcd.go.th/

[2] สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ, 2554. รายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย

พ.ศ. 2554. [สืบค้นเมื่อ 18 กรกฎาคม 2556.] URL; http://www.pcd.go.th

[3] บุญญิสา แสงจันทร์. สิ่งคุกคามสุขภาพและปัญหาสุขภาพจากการทำงานของคนงานในร้านรับซื้อ

ของเก่า เขตอำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด วิทยานิพนธ์สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขาอนามัยสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2552.

[4] กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม, 2548. รายงานสถานการณ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฉบับประชาชน

ประจำปี 2547-2548.[สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2553]. URL; http://www.deqp.go.th

[5] ศิริศักดิ์ สุนทรไชย, วรรณวดี พูลพอกสิน. การส่งเสริมสุขภาพอนามัยและสภาวะแวดล้อมของแรงงานคุ้ยขยะและแรงงานที่เกี่ยวข้อง. นนทบุรี: 2548. จตุพรดีไซด์.

[6] กรมอนามัย สำนักส่งเสริมสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. การออกกำลังกาย ในสถานประกอบการ. กรุงเทพฯ: 2543.

กระทรวงสาธารณสุข.

[7] สมบูรณ์ ศรีวงษ์. ความรู้และพฤติกรรรมการป้องกันอันตรายของพนักงานคัดแยกขยะในโรงงานคัดแยกขยะเพื่อ

รีไซเคิล เขตพื้นที่ตำบลสุมเส้า อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี. อุบลราชธานี: มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 2553.

[8] โสภณ เมฆธน, 2551. อันตรายจากขยะ. [สืบค้นเมื่อ 18 กรกฎาคม 2556]. URL; http://www.ddc.moph.go.th/

[9] หรรษา เศรษฐบุปผา, จารุณี รัศมีสุวิวัฒน์, ภรภัทร สิมะวงศ์, และนพวรรณ อูปคำ. คู่มือการดูแล

ตนเองของผู้ติดสุราในโปรแกรมใกล้บ้านสมานใจ. เชียงใหม่: 2554. พิมพ์เดือน.

[10] สภาวิศวกร. ความปลอดภัยสภาพแวดล้อมในการทำงาน. กรุงเทพฯ: 2556. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน.

[11] กองอาชีวอนามัย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, 2552. อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล. [สืบค้น

เมื่อ 7 กรกฎาคม 2556]. URL; http://advisor.anamai.moph.go.th/

[12] พิพัฒน์ นพทีปกังวาลและคณะ. ความปลอดภัยในงานวิศวกรรม. กรุงเทพฯ: 2556. กรมสวัสดิการและคุ้มครอง

แรงงาน.

[13] ชีวจิต. สารพัดโรคร้ายจาก ภัยขยะ. [สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2556]. URL; http://www. kapook.com

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ศูนย์การเรียนรู้ด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ข้อมูลละเอียดมากเลยครับ

ขอบคุณมากๆครับ