เดือนที่แล้วได้รู้จักกับพระสูตร อาหาร 4 อย่าง
http://pobbuddha.com/tripitaka/upload/files/1796/i...
.
.
จึงนำมาพิจารณาเพียรฝึกดู ดังบันทึกไว้นี้ครับ
อาหาร 4 อย่าง
อาหาร ๑ เพื่อข้ามทะเลทราย
อาหาร ๒ รักก็วาง ชังก็วาง
.
ผมสังเกตุว่า อาหาร 4 อย่างนี้ จะมีความละเอียดลึกเข้าไปตามความละเอียดแห่งจิต
ประมาณว่า เมื่อจิตยังหยาบอยู่อาจเห็นเพียงหรือพิจารณาอาหารอย่างที่ 1 กับ 2 อยู่
เพราะง่ายและอาศัยกายหยาบประกอบ หนอ
.
.
.
แต่สำหรับอาหารอย่างที่ 3-4 นั้น
ผมว่า ถ้าจิตยังไม่ละเอียดพอ สติคงตามพิจารณาไม่ทัน
เพราะอาหาร 3 -4 นั้น น่าจะละเอียดผ่านกายหยาบไปแล้ว หนอ
.
.
ในการทำสมาธิที่ผมฝึกอยู่นี้
เราจะเริ่มจากการบริกรรมพุทโธ เพื่อกรองอารมณ์
โดยการให้อยู่ในอารมณ์เดียวก่อน นั่นคือ พุท-โธ
เมื่อจิตเริ่มเป็นสมาธิมากขึ้น พุท-โธ จะหายไปเอง
และเมื่อจิตเป็นสมาธิลึกลงไปอีก ลมหายใจจะหายไป ประหนึ่งว่า เป็นคนไม่มีหัวใจ หนอ
ตอนฝึกใหม่ ๆ นั้น ยังคงต้องอาศัยการนั่งสมาธิตามรูปแบบเป็นหลักอยู่
แต่เมื่อมีหลัก เกิดความชำนาญแล้วนั้น
แม้แต่การปฏิบัติงานในชีวิตประจำวัน เราก็สามารถไต่บันไดฌานได้หนอ
โดยจะสังเกตุเห็นว่า ผู้ฝึกตนปฏิบัติธรรมนั้น ทำอะไรค่อนข้างเชื่องช้า
แต่ด้านในนั้น รวดเร็วต่อกายและใจ ยิ่งนัก หนอ
.
.
กลับมาที่ประเด็น อาหาร 4 อย่างตามพระสูตร
http://pobbuddha.com/tripitaka/upload/files/1796/i...
ว่าด้วยอาหาร 1 กับ 2 นั้น ผมว่า เรายังพอพิจารณาทันเจ้ากิเลสได้อยู่
ส่วนการพิจารณาอาหาร 3 กับ 4 นั้น เร็วมาก ๆ ถ้ากำลังแห่งสติ สมาธิ ไม่เพียงพอแล้ว
ก็ยากที่จะเห็นทัน หนอ
.
ว่าด้วยอาหาร 3 นั้น ท่านสอนไว้ว่า ..
.
ครั้งนั้น บุรุษหนึ่ง ผู้ต้องการเป็นอยู่ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์ มาสู่ที่นั้น. และมีบุรุษที่มีกำลังกล้าแข็งอีกสองคน จับบุรุษนั้น ที่แขนแต่ละข้าง แล้วฉุดคร่าพาไปยังหลุมถ่านเพลิงนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!ครั้งนั้นแล บุรุษนั้น มีความคิด ความปรารถนา ความตั้งใจ ที่จะให้ห่างไกลหลุมถ่าน เพลิงนั้น.ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!ข้อนั้นเพราะเหตุว่าบุรุษนั้นย่อมรู้ว่า "ถ้าเราจักตกลงไปยังหลุมถ่านเพลิงนี้ไซร้ เราก็จะพึงถึงความตาย หรือได้ รับทุกข์เจียนตาย เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ"ดังนี้, ข้อนี้มีอุปมาฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!เราย่อมกล่าวว่า มโนสัญเจตนาหาร อันอริยสาวกพึงเห็น (ว่ามีอุปมาเหมือนหลุมถ่าน- เพลิง) ฉันนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เมื่อมโนสัญเจตนาหาร อันอริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, ตัณหาทั้งสาม ย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้วด้วย; เมื่อ ตัณหาทั้งสามเป็นสิ่งที่อริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, เราย่อมกล่าวว่า "สิ่งไร ๆ ที่ควรกระทำให้ยิ่งขึ้นไป (กว่านี้)ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น" ดังนี้.
.
.



ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ ท่านอ.ภูฟ้า