ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าในสังคมไทยได้เกิดปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก สิทธิสตรี และรวมไปถึงสิทธิในสุขภาพอนามัยซึ่งเป็นหนึ่งในสิทธิมนุษยชนที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์แต่จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันสิทธิดังกล่าวกลับถูกเพิกเฉย และไม่มีการให้ความสำคัญเท่าที่ควร ทั้งๆที่สิทธิในสุขภาพอนามัย หรือ สิทธิในการมีสุขภาพที่ดี ได้มีการรับรองไว้ในกฎหมายไม่ว่าจะเป็น
1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
มาตรา 4 บัญญัติว่า "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง"
ซึ่งถือเป็นบททั่วไปที่สามารถนำไปปรับใช้กับบทกฎหมายเฉพาะเรื่องได้
มาตรา 51 บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสม และได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขจากรัฐซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐอย่างเหมาะสม โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและทันต่อเหตุการณ์"
2. พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545
มาตรา 3 บัญญัติว่า "บริการสาธารณสุข หมายความว่า บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งให้โดยตรงแก่บุคคลเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัยโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต ทั้งนี้ ให้รวมถึงการบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ"
มาตรา 5 วรรค 1 บัญญัติว่า "บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดโดยพระราชบัญญัตินี้"
เมื่อพิจารณาจากข้างต้นจะเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพฯ บัญญัติขึ้นเพื่อขยายความของสิทธิในสุขภาพอนามัยตามมาตรา 51 ของรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2550 เมื่อมาตรา 51 ต้องอาศัยการตีความโดยพิจารณา มาตรา 4 แห่ง รัฐธรรมนูญฯ 2550 ประกอบ ทำให้ได้ความว่า ผู้ทรงสิทธิตามมาตรา 51 ควรจะเป็น "มนุษย์ทุกคน" มากกว่า "ชนชาวไทย" ดังนั้น พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพฯ 2545 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีลำดับรองลงมาจากรัฐธรรมนูญ จึงต้องตีความผู้ทรงสิทธิโดยพิจารณาจากมาตรา 4 แห่ง รัฐธรรมนูญประกอบด้วย ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นว่าผู้ทรงสิทธิตามพระราชบัญญัตินี้จึงเป็น "มนุษย์ทุกคน" เช่นเดียวกัน
แต่จากกรณีศึกษาน้องฮามิดอายุประมาณ 25 ปี เป็นคนโรฮิงญาอาศัยอยู่ที่มัสยิด ในอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ยังมิได้รับการรับรองสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลยบนโลก จึงประสบปัญหาไร้รัฐโดยสิ้นเชิง คือ ไร้ทั้งรัฐและสัญชาติ ตลอดจนถูกถือเป็นคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งน้องฮามิดได้ประสบปัญหาป่วยขาลีบเล็ก อ่อนแรง เดินไม่ได้ แต่เนื่องจากน้องเป็นคนไร้รัฐ น้องจึงไร้สิทธิในหลักประกันสุขภาพ ซึ่งจะเห็นได้ว่าน้องฮามิดแม้จะเป็นบุคคลไร้รัฐ แต่ก็เป็นมนุษย์ซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพ ซึ่งควรได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ
การที่รัฐไม่ให้การช่วยเหลือ โดยมองว่าบุคคลเหล่านั้นมิใช่ปวงชนชาวไทย ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เป็นสิทธิขึ้นพื้นฐานของมนุษย์ที่มาอาศยในรัฐไทย เนื่องจากสิทธิในสุขภาพดีเป็นสิทธิขึ้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน
เขียน 1 พฤษภาคม 2557
เมธสา เอื้อโอภาพัฒน์
[1]Thanunchanok Yodsanit. 2556. “กฎหมายไทย กับ สิทธิในความมีสุขภาพดี.” [ระบบออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://www.l3nr.org/posts/535559สืบค้น 1 พฤษภาคม 2557
[2] กระทรวงสาธารณสุข. 2545. “พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”[ระบบออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://www.moph.go.th/ops/minister_06/Office2/30%2... สืบค้น 1 พฤษภาคม 2557
[3] “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี พ.ศ.๒๕๕๐.”[ระบบออนไลน์] เข้าถึงได้จากhttp://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538976878&Ntype=25สืบค้น 1 พฤษภาคม 2557