ครอบครัวข้ามชาติหรือครอบครัวระหว่างประเทศ คือ ครอบครัวที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศใดเพียงประเทศเดียวแต่มีจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศอื่นด้วยซึ่งอาจจะมากกว่า2ประเทศก็ได้เป็นครอบครัวที่มีปัญหาเรื่องสถานะของตนเช่นสัญชาติที่ไม่ตรงกับดินแดนที่ตั้งถิ่นฐานได้แก่บิดาหรือมารดาเป็นคนข้ามชาติจากการเข้ามาในประเทศนั้นๆไม่ว่าในกรณีใดก็ตามอนึ่งคนข้ามชาติคือผู้ดำรงชีวิตในถิ่นฐานที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตนเอง ซึ่งเมื่อครอบครัวข้ามชาติดังกล่าวใช้สิทธิก่อตั้งครอบครัวอันเป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่งแล้วก็อาจส่งผลถึงบุตรในการได้รับรองสัญชาติจากรัฐแม้บุตรมีสิทธิในการได้รับรองสัญชาติตามกฎหมายสัญชาติซึ่งได้บัญญัติถึงการได้รับสัญชาติไทยโดยการเกิดไว้ว่า (๑) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทยเป็นไปตามหลักสายโลหิต(๒) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยตามหลักดินแดนโดยยกเว้นบุคคลตามมาตรา๗ทวิวรรคหนึ่ง

          ครอบครัวข้ามชาตินั้นเป็นประกฏการ์ณทางสังคมปกติสามัญที่พบเห็นได้ไม่ยากในโลกปัจจุบัน เนื่องการข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย โดยส่วยใหญ่ปรากฏการ์ณข้ามชาติเกิดขึ้นตรงพื้นที่ระหว่างชายแดนของสองประเทศมักมีความซับซ้อนมากกว่าพื้นที่อื่นๆ

          ลักษณะปัญหาของครอบครัวข้ามชาติ [1]

          สมาชิกในครอบครัวจำนวนหนึ่งต้องเผชิญกับปัญหาการไม่มีสถานะพลเมืองไทย หรือความไร้สัญชาติ- ไร้รัฐ [2] ในลักษณะต่างๆ ส่งผลให้ผลเขาเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและบริการสาธารณะที่รัฐจัดให้เฉพาะกับคนสัญชาติไทย เช่นการรักษาพยาบาล สิทธิสวัสดิการเป็นต้น อีกทั้งยังต้องเผชิญกับความยากจนอันเนื่องมาจากภาวะของการถูกจำกัดสิทธิในการเดินทาง เพื่อการประกอบอาชีพ รวมถึงความรู้สึกด้อยคุณค่า ไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่เท่าเทียวมคนอื่น น้อยเนื้อต่ำใจในชะตากรรม

          จากกรณีศึกษาในห้องเรียน[3]

          ครอบครัวฐานะรุ่งอุดม คือ น้องแอ้สะโม่เคร มีบิดาคือนายวิเชียร ฐานะรุ่งอุดม เป็นชนชาติกะเกรี่ยงที่ได้สัญชาติไทย ส่วนมารดาคือนางสาวมีนาเป็นมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านก้อเชอ ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ มีใบอนุญาตทำงานและหนังสือเดินทางชั่วคราว ซึ่งพบว่ามีวีซ่าเข้าประเทศไทยอยู่ที่ประเทศไทยได้จนถึงวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2557 เธออ้างว่าตนมีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐเมียนมาร์ในฐานะคนสัญชาติเมียนมาร์แล้ว ต่อมาภายหลังน้องแอ้สะฅโม่เครเกิด นายวิเชียรและนางสาวมีนาพร้อมกับน้องแอ้สะโม่เคร อพยพไปอยู่ที่บ้านก้อเชอ ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์จะเห็นได้ว่านายวิเชียร รุ่งฐานะอุดมเป็นมนุษย์ข้ามชาติเมื่อเขาอพยพไปยังก้อเชอโดยไม่มีวีซ่าและไม่มีสัญชาติเมียนมาร์ จึงเป็นการเข้าเมืองผิดกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ หากตำรวจของประเทศดังกล่าวตรวจพบ นายวิเชียรอาจถูกจับกุมตามกฎหมายของประเทศนั้นๆได้ ส่วนน้องแอ้สะโม่เครเกิดที่ประเทศไทย มีบิดาคือนายวิเชียรซึ่งมีสัญชาติไทย จึงได้สัญชาติไทยตามพรบ.สัญชาติตามหลักดินแดนและหลักสืบสายโลหิตผ่านบิดา มีชื่อในทะเบียนบ้านคนอยู่ถาวร แต่เมื่อข้ามไปที่ก้อเชอ จึงกลายเป็นมนุษย์ข้ามชาติที่ไม่มีวีซ่าในการเข้าประเทศเมียนมาร์อย่างถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีสัญชาติเมียนมาร์ อีกทั้งเมื่อพิจารณาทางด้านนางสาวมีนาซึ่งเป็นมารดาที่มีสัญชาติเมียนมาร์ น้องแอ้สะโม่เครจึงมีสิทธิได้รับสัญชาติเมียนมาร์อีกสัญชาติหนึ่งตามหลักสืบสายโลหิตด้วยผ่านมารดาแต่ยังมิได้ปรากฏว่ามีการดำเนินการเพื่อขอสัญชาติเมียนมาร์ให้แก่น้องแอ้สะโม่เครแต่อย่างใด

          ครอบครัวเจดีย์ทอง เป็นเรื่องของนางสาวแพทริเซียซึ่งมีสัญชาติมาเลเซียเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย และต่อมาได้อยู่กินกันฉันสามีภรรยากับนายอาทิตย์ซึ่งสัญชาติไทย ที่ประเทศไทย นางสาวแพทริเซียได้รับการบันทึกในทะเบียนประวัติประเภท ท.ร.๓๘ ก และได้รับบัตรประจำตัวบุคคลซึ่งไม่มีสถานะทางทะเบียน และอนุญาตให้ทำงานในสถานะคนไร้สัญชาติ ซึ่งการเป็นคนไร้สัญชาตินั้นไม่สามารถระบุได้ว่ามีสถานะเป็นสมาชิกของประเทศใด ไม่มีรัฐใดให้การรับรองว่าเป็นพลเมืองของรัฐนั้น ทั้งๆที่ในความเป็นจริง นางสาวแพทริเซียถือสัญชาติมาเลเซีย ไม่ใช่ผู้ที่มีสถานะคนไร้สัญชาติเช่นที่รัฐไทยรับรอง จึงเป็นการที่บุคคลคนหนึ่งมี 2 สถานะที่ขัดแย้งกัน และ บุตร 3 คน โดยบุตรทั้งสามได้รับการรับรองในทะเบียนราษฎรของไทยและมีสัญชาติไทย แต่ไม่ได้รับการแจ้งเกิดในทะเบียนราษฎรของมาเลเซีย

จากความเห็นส่วนตัว รัฐควรแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลให้สมาชิกในครอบครัวข้ามชาติภายใต้กรอบคิดความเป็น รัฐชาติ และ ความเป็นคนไทย ที่ยืดหยุ่น โดยมุมมองเรื่องความมั่นคงชายแดนต้องถูกใช้ควบคู่ไปกับมุมมองความมั่นคงทางสัมคมของคนชายแดน นอกจากนี้ ควรให้อำนาจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ้นในการเฝ้าระวังความมั่นคงทางสังคมให้กับครอบครัวข้ามชาติ เช่น ตรวจสอบเหตุผลที่มาของการไม่มีสถานะทางทะเบียบของสมาชิกในครอบครัวข้ามชาติที่อยู่ในชุมชุน สิ่งสำคัญที่รัฐบาลไทยต้องเร่งดำเนินการ คือรับรองสถานะของบุคคลที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวที่เกิดจากการแต่งงานข้ามชาตินี้ แม้ไม่รับรองในบัตรประจำตัวประชาชนชาวไทย แต่ควรรับรองในเอกสารสิทธิบางประการที่ทำให้กลุ่มคนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงสิทธิที่ตนควรได้รับ หรือสิทธิที่มนุษย์ทุกคนควรได้รับ คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานนั่นเอง

อ้างอิง

[1] สรุปสังเคราห์ความหลากหลายของครอบครัวไทยมุมมองและบทสะท้อนจาก5บทความวิจัย(ออนไลน์).http://www.ipsr.mahidol.ac.th/IPSR/AnnualConference/ConferenceV/Download/ppt/ThaiFamilyPopulation02.pdf (สืบค้นวันที่30เมษายน2557)

[2]ความเป็นคนไร้รัฐและคนไร้สัญชาติในประเทศไทย : คืออะไร? และควรจัดการอย่างไร?โดยรศ.ดร.พันธุ์ทิพย์กาญจนะจิตราสายสุนทร(ออนไลน์).http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=278&d_id=277. (สืบค้นวันที่28เมษายน2557)

[3] เอกสารประกอบการศึกษาวิชากฎหมายสิทธิมนุษยชน, รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, 25 เมษายน 2557