จากที่ดิฉันได้ศึกษาปัญหาของเด็กและเยาวชนที่ประสบปัญหาความด้อยโอกาสทางสุขภาพเพราะพิการและป่วยหนัก ทำให้ดิฉันพบว่าปัญหาส่วนมากมักจะเกิดขึ้นกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณจังหวัดติดกับชายแดนและมีฐานะยากจน ทำให้ข้าพเจ้ามีความคิดเห็นว่าการจัดการบริการสังคมของรัฐในระยะที่ผ่านมายังไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมเท่าที่ควร ถึงแม้ว่ารัฐจะได้ทุ่มเททรัพยากรเพื่อพัฒนาบริการสังคมเป็นจำนวนมากแต่ก็ยังปรากฏว่ามีปัญหาประชากรส่วนใหญ่โดยเฉพาะในชนบทยังด้อยการศึกษา ขาดการฝึกอบรมด้านอาชีพและสุขภาพอนามัย ภาวะโภชนาการของประชาชนก็ยังอยู่ในสภาพที่ไม่น่าพอใจ รวมถึงการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ทำให้คนยากจนไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ โดยภาครัฐควรควรขยายโอกาสให้ผู้ยากจนได้รับการบริการทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน
อาทิกรณีของน้องอาป่า หรือ นายอาป่า มาเยอะ อายุ ๑๗ ปี ชาวอาข่าไร้สัญชาติ หมู่บ้านจะแล หมู่ ๑๑ ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ถูกรถยนต์เฉี่ยวชน เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๖ ที่หมู่บ้านดงเจริญ หมู่ ๑๗ ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย โดยรถยนต์คู่กรณีมุ่งหน้ามาจากอำเภอเมืองเชียงราย ตอนนี้อาป่า นอนพักรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU ของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จ.เชียงราย อาป่ามีใบขับขี่รถจักรยานยนต์และบัตรประกันสุขภาพถ่วงหน้า ๓๐ บาท รักษาทุกโรค และมีพยานเห็นเหตุการณ์ การเจรจากับคู่กรณีญาติเล่าว่ายังไม่เคยคุยกับคู่กรณีในการขอความช่วยเหลือเงินเยียวยาสำหรับค่ารักษาพยาบาล ประกอบกับพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีแจ้งให้ทางญาติทราบว่า น้องอาป่าเป็นฝ่ายผิดเพราะขับรถประมาท ล้ำเส้นทางจราจรไปกินเลนถนนของคู่กรณี พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีได้ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ และทางกองพิสูจน์หลักฐานก็ยืนยันว่าน้องอาป่าขับรถไปกินเลนถนนของคู่กรณี ฉะนั้นอาป่าจึงเป็นฝ่ายผิดผู้ช่วยเหลือได้ทักท้วงกับพนักงานสอบสวนว่า ทางญาติน้องอาป่ายืนยันว่าน้องอาป่าไม่ผิดและมีพยานบุคคลหลายคนที่เห็นเหตุการณ์ พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีแจ้งให้ผู้ช่วยเหลือแจ้งให้ญาติพาพยานรู้เห็นวันเกิดเหตุมาให้ปากคำที่สถานีตำรวจภูธรแม่ยาว แต่ผู้ช่วยหลือได้แจ้งแก่พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีว่า ตัวพยานยินดีให้การในชั้นศาลเท่านั้น จากนั้นทีมงานมูลนิธิกระจกเงา จึงได้แนะนำให้ญาติน้องอาป่าไปคุยกับพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ไว้ สำหรับกรณีที่อาจจะต้องขอเป็นพยานในชั้นศาล[1]
อาป่าประสบอุบัติเหตุทำให้ขาหักทั้งสองข้าง จนต้องดามด้วยเหล็ก ยังเดินไม่สะดวกนักและยังไม่แน่ใจว่าขาจะสามารถใช้งานได้เหมือนเดิมหรือไม่ อีกทั้งอาป่ายังถูกฟ้องต่อศาลในความผิดที่ขับรถโดยประมาทต่อศาลยุติธรรม
อาป่าอยู่ในสถานะผู้ทรงสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพเพื่อบุคคลที่มีปัญหาสถานะบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเพราะเป็นบุตรของราษฎรไทยที่เป็นชนกลุ่มน้อยที่อพยพเข้ามาก่อน พ.ศ. 2542 แต่อาป่ายังไม่ประสบความสำเร้จในการยื่นร้องขอหนังสือรับรองการเกิดส่งผลให้อาป่าไม่สามารถใช้สิทธิตามระบบหลักประกันสุขภาพได้
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อให้เกิดการตั้งคำถามมากมายกับดิฉัน ว่าเหตุใดกันแม้ว่าจะได้มีหลักเกณฑ์กำหนดรับรองตามมติของคณะรัฐมนตรีในพ.ศ.2543 พ่อและแม่ของอาป่าได้รับการรับรองลงในทะเบียนราษฎร จึงส่งผลให้อาป่ามีสิทธิร้องขอสัญชาติไทย แต่อาป่ากลับไม่ประสบความสำเร็จ ในเมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานก็สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนรวมถึงในกรณีของอาป่าก็ต้องตรงตามหลักเกณฑ์ของคณะรัฐมนตรี หากอาป่าได้รับสัญชาติไทยการรักษาพยาบาลของอาป่าจะได้รับรองจากหลักประกันสุขภาพเพื่อบุคคลที่มีปัญหาสถานะบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรี
อีกปัญหาหนึ่งคือการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของอาป่า อาป่าเป็นชาวชนบทที่มีฐานะยากจนแต่ไม่อาจจะนำมาอ้างได้ถึงการได้รับการบริการจากหน่วยงานของรัฐในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ของรัฐควรจะให้ความช่วยเหลือกับประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม ในกรณีของอาป่าเป็นชาวบ้านที่ไม่มีความรู้ทางด้านกฎหมายแต่อาป่าต้องการที่จะต่อสู้คดีในชั้นศาล รัฐควรจะจัดทนายเพื่อให้ความช่วยเหลือต่ออาป่า ไม่ใช่การกระทำจากข้อเท็จจริงที่พยายามให้อาป่าต้องตกเป็นผู้กระทำความผิดทั้งๆที่ยังไม่ได้พิสูจน์ความจริงในกระบวนการยุติธรรม
แหล่งที่มา
[1] “บันทึกการประชุมคดีน้องอาป่า (วันที่ 29 ตุลาคม 2556)” นางสาวศิวนุช สร้อยทอง นักกฎหมายโครงการบางกอกคลินิกhttp://www.gotoknow.org/posts/552026 สืบค้นเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2557