ตอบคำถาม (จากสมาธิ 8 นะครับ) 1.ถ้าเราต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตเรา ให้ดำรงอยู่ในโลกนี้ได้อย่างเป็นสุข (ทางโลกียะ) การติดและใช้ประโยชน์จากจิตใต้สำนึก วิตก วิจาร ปิติ .. ก็นับว่าคุ้มค่ามากเลยครับ.. แต่ถ้าเราต้องการดำเนินชีวิตเพื่อการหลุดพ้นจากกองทุกข์อย่างยั่งยืน (ทางโลกุตตระ) เราจะต้องละกระบวนการเหล่านี้ เพื่อมุ่งไปสู่ระดับ สุข เอกคัตตา , ฯลฯ ซึ่งจะได้กล่าวในโอกาสต่อไปนะครับ... 2.กลไกการป้องกันตนเอง จะเกิดเมื่อจิตเกิดความคับข้องใจ เป็นเรื่องธรรมชาติของจิต แต่การโปรแกรมจิตใต้สำนึก เป็นการตั้งความปรารถนาส่วนตัวขึ้นมาเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีความคับข้องใจครับ....
...
สมาธิกับสติ เป็นคนละอย่าง สติ จะเป็นการรู้ ว่ากายกำลังเคลื่อนไหวอะไร ใจกำลังรู้สึกอย่างไร(สติปัฐฐาน4) แต่สมาธิจะเป็นอาการจดจ่อกับสิ่งเดียวเท่านั้น.. มีคนหนึ่งกำลังขับรถ ในระหว่างนั้น ถ้าเขาทำสติ เขาจะรู้ตัวว่า กำลังขับเร็วหรือช้า จะแซงหรือแอบซ้ายให้ ฯลฯ.. แต่ถ้าเขาทำสมาธิ กายเขาจะเริ่มนิ่ง รถเขาจะเริ่มช้าลง ๆ จนจอดสนิท เพราะกายเริ่มหยุดการพิจารณาสถานการณ์รอบตัวครับ
ดังนั้น ขณะทำงาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้เจริญสติ แต่ถ้าอยู่ในสภาพที่สงบ สะดวก ไม่ได้ทำกิจกรรมใด ๆ แล้ว ควรทำสมาธิ เพราะจะมีสติกำกับสมาธิ แล้วปัญญาจะมีกำลังมากขึ้น จิตใจก็จะไม่ฟุ้งซ่าน ไปปรุงแต่งความทุกข์ แล้วก็ยึดมั่นเป็นอัตตาในที่สุด
และเมื่อสติกับสมาธิอุปการะกันได้เป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ปัญญาก็จะเกิดมีกำลังมหาศาล พิจารณา ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ภาวะที่ดับทุกข์ได้แล้ว และวิธีการดับทุกข์ (อริยสัจ4) จนลดละเลิกการยึดมั่นถือมั่น เป็นอัตตา ภพ ชาติ ฯลฯ ได้ในที่สุดครับ..
...
ชยพร แอคะรัจน์
...
...ขอบคุณค่ะอาจารย์