ในช่วงที่ยังมีรายได้ เราวางแผนทางการเงินอย่างหนึ่งคือ ฝากเงินไว้ในบริษัทประกันชีวิต แม้ว่าดอกผลไม่มากนัก แต่ก็สร้างความมั่นคงทางการเงินได้ และถ้ามีความจำเป็นเราก็สามารถกู้เงิน โดยใช้กรมธรรม์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้
ในปี ๒๕๕๖-๒๕๕๙ บีแมนต้องจ่ายเบี้ยประกันชีวิตปีละ 194,772.91 บาท แต่ก็ได้รับผลประโยชน์เป็นรูปเงินคืน นับตั้งแต่ปี ๒๕๕๖-๒๕๖๖ ดังนี้
| ลำดับ | ปี พ.ศ. | เงินคืนประกันชีวิต |
| 1. | 2556 | 20,184 |
| 2. | 2557 | 35,684 |
| 3. | 2558 | 26,184 |
| 4. | 2559 | 85,684 |
| 5. | 2560 | 37,317 |
| 6. | 2561 | 296,484 |
| 7. | 2562 | 218,884 |
| 8. | 2563 | 363,214 |
| 9. | 2564 | 493,884 |
| 10. | 2565 | 46,000 |
| 11. | 2566 | 616,000 |
อาจจะไม่มาก แต่ก็มีเงินใช้หลังเกษียณทุกปี และภาระจ่ายเบี้ยประกันก็ลดลงเป็นศูนย์ในปี ๒๕๖๗
น่าสนใจน่ะอาจารย์ ขอเรียนถามนะคะ
1) ประกันของบริษัทใด และแผนอะไร
2) เงินคืนแต่ละปีมากบ้างน้อยบ้างต่างกันมาก ๆในบางปี เขาช่างคิดดีแท้ เขาอธิบายว่าอย่างไรคะ
3) หลังจากปีที่ 11 ไม่ต้องส่งเบี้ยประกัน แล้วได้รับอะไรบ้างไหมเช่นปันผล และถ้าเสียชีวิตในปีหนึ่งปีใดหลังจากนั้นได้สินไหมเท่าไร และถ้าเวณคืนกรมธรรม์จะได้คืนเต็มจำนวนไหมหรือได้เท่าใด
ขอบคุณมากค่ะ
เรียน ท่าน ผศ.ดร.กัลยา
ตัวเลขที่เห็น เป็นตัวเลขที่บีแมนสรุปมาจาก ตารางคำนวณ excel การได้เงินคืนประกันชีวิต จาก ๑๒ กรมธรรม์ ใน ๔ บริษัทประกันชีวิต คือ เอไอเอ, ไทยพาณิชย์, อยุธยาฯ,พรูเด็นเชียล....ซึ่งแบ่งเป็นประกันชีวิตแบบ ๑๐ ปีขึ้นไป ปรกติ ที่นำไปเครดิตภาษี ๑ แสนบาทแรก ๑๑ กรมธรรม์ (ใช้เครดิตภาษีไม่ได้ ๓ กรมธรรม์) และอีก ๑ กรมธรรม์ เป็นกรมธรรม์แบบมีบำนาญ ซึ่งใช้เครดิตภาษีได้ในส่วนที่เกิน ๑ แสนบาทแรก
กรมธรรม์ทั้งหมด ซื้อมาด้วยเงื่อนเวลาที่แตกต่างกัน ยังผลให้ได้เงินคืนในปีที่แตกต่างกัน เป็นการวางแผนทางการเงินที่ให้กรมธรรม์มีเงินคืนในช่วงที่ยังต้องส่งเบี้ยประกัน และในปีที่ใกล้เกษียณ ก็จะเริ่มได้รับเงินคืนครบกำหนดสัญญา ซึ่งจะทยอยได้ต่อเนื่องไปอีกประมาณ ๑๐ ปี..
หากเสียชีวิตก่อนหน้านั้น ทายาทก็จะได้รับเงินคืนกรณีเสียชีวิตตามสัญญา เป็นเงินรวมประมาณไม่ต่ำกว่า ๒ ล้านบาท