การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการหารสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๖ (ประชาสันติ์)สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองเบตง จังหวัดยะลาตามเกณฑ์มาตรฐาน80/80ทั้ง 10 ชุด 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ แบบฝึกทักษะการหารสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๖ (ประชาสันติ์)สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองเบตง จังหวัดยะลา ทั้ง 10 ชุด 3) เพื่อวัดระดับความพึงพอใจสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ต่อการใช้แบบฝึกทักษะการหารสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๖ (ประชาสันติ์)สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองเบตง จังหวัดยะลา ทั้ง 10 ชุด โดยกลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนเทศบาล ๖ (ประชาสันติ์) จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ แบบฝึกทักษะการหารสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แบบทดสอบระหว่างเรียนจำนวน 10 ชุดมีค่าความเชื่อมั่น 0.971, 0.953, 0.967, 0.941, 0.948, 0.961, 0.968, 0.956, 0.963, 0.954ตามลำดับ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าความเชื่อมัน .871 และแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจที่มีค่าความเชื่อมั่น .974สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที (t–test)
ผลการศึกษาพบว่า
1.ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการหารสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๖ (ประชาสันติ์)สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองเบตง จังหวัดยะลา เป็น 82.67/80.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้
2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะการหารสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๖ (ประชาสันติ์)สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองเบตง จังหวัดยะลา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าสูงกว่าก่อนเรียนซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
3.นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อการใช้แบบฝึกทักษะการหารสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๖ (ประชาสันติ์)สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองเบตง จังหวัดยะลา ในภาพรวมอยู่ในระดับมากทั้ง 10 ชุดดังนี้ชุดที่ 1 (
ของชุดที่ 9 และ 10 อยู่ในระดับมากที่สุด