กรณีศึกษาครอบครัวเจดีย์ทอง : : การกำหนดสิทธิทำงานของมารดาต่างด้าวซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายคนเข้าเมืองและแสดงตนเป็นคนไร้สัญชาติ
โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อ.ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน และ อ.ดร.รัชนีกร ลาภวณิชชา
เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๖
-----------
ข้อเท็จจริง[1]
------------
ในระหว่างการลงพื้นที่รับฟังปัญหาความด้อยโอกาสของประชาชนในพื้นที่ของบ้านห้วยส้าน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ภายใต้ “โครงการศึกษาวิจัยและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเด็กและผู้ด้อยโอกาสในชุมชนจังหวัดตากและชุมชนกลุ่มจังหวัดชายแดนในประเทศไทย” เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ นายอาทิตย์ เจดีย์ทองเข้าหารือปัญหากฎหมายต่อศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และขอให้ศูนย์ฯ ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่เขาและภริยา ตลอดจนบุตรอีก ๓ คน
นายอาทิตย์ได้เล่าถึงความเป็นมาของครอบครัวของเขาต่อนางสาวพวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์ นักศึกษาปริญญาโท ซึ่งทำหน้าที่เป็นทนายความอาสาของศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้โครงการข้างต้นดังนี้
เมื่อราว พ.ศ.๒๕๔๗ นายอาทิตย์ เจดีย์ทอง ได้รู้จักและพบรักกับนางสาวแพทริเซีย ในขณะที่เดินทางไปทำงาน ณ ไต้หวัน แต่ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๕๒ เมื่อสัญญาจ้างแรงงานของนายอาทิตย์หมดสิ้นสุด เขาจึงต้องเดินทางกลับมาประเทศไทย แต่นางสาวแพทริเซียยังคงทำงานต่อไปในไต้หวันจนกระทั่งสัญญาแรงงานสิ้นสุดลงในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๒
ในระหว่างเดินทางจากไต้หวันกลับประเทศมาเลเซีย นางสาวแพทริเซียได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทยเพื่อเยี่ยมนายอาทิตย์ โดยได้รับการตรวจลงตรา ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๒/ค.ศ.๒๐๐๙ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองบันทึกในการตรวจลงตราบนหนังสือเดินทางของเธอว่า เธอจึงอาจอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้จนถึงวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๖
ในระหว่างที่นางสาวแพทริเซียได้พักอาศัย ณ บ้านของนายอาทิตย์ในประเทศไทย นายอาทิตย์และนางสาวแพทริเซียได้ตกลงกันที่จะอยู่กินฉันสามีภริยา ณ บ้านห้วยส้าน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
ต่อมา มีบุคคลที่นายอาทิตย์นับถือแนะนำให้นางสาวแพทริเซียไปร้องขอต่ออำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก เพื่อรับการสำรวจในสถานะของ “บุคคลที่ไม่มีสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร” และต่อมา เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒/ค.ศ.๒๐๐๙ นางสาวสาวแพทริเซียก็ได้รับการบันทึกใน “ทะเบียนประวัติประเภท ท.ร.๓๘ ก” ในชื่อของ “อัญชลี เจดีย์ทอง” และได้รับการออก “บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน” ให้ถือเพื่อแสดงตัว โดยบัตรนี้ระบุว่า เธอมีเลขประจำตัวประชาชนตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๐ และบัตรนี้ระบุว่า จะหมดอายุในวันที่ ๑๓ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๖๒ นอกจากนั้น เธอได้ใช้บัตรประจำตัวที่ได้ในชื่อใหม่ ไปร้องขอสิทธิทำงานต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัดตาก และได้รับใบอนุญาตทำงานในสถานะ “คนไร้สัญชาติ” เพื่อทำงานประเภททำความสะอาดบ้านตั้งแต่วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕ จนถึงวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๗ โดยมีนายอาทิตย์ เจดีย์ทอง เป็นนายจ้าง
นายอาทิตย์ถือบัตรประจำตัวประชาชนคนสัญชาติไทย และบัตรนี้ระบุว่า เขามีเลขประจำตัวประชาชนตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๕ และบัตรนี้ออกโดยสำนักทะเบียนอำเภอแม่สอด จังหวัดตากเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ และระบุว่า หมดอายุเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๒
สำหรับนางสาวแพทริเซียปรากฏตามหนังสือเดินทางที่ออกโดยกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ค.ศ.๒๐๐๙/พ.ศ.๒๕๕๒ ว่า นางสาวแพทริเซียเกิดเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๙๗๘ ณ ประเทศมาเลเซีย หนังสือเดินทางดังกล่าวหมดอายุในวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๗/ค.ศ.๒๐๑๔
นางสาวแพทริเซียมีบุตรกับนายอาทิตย์จำนวน ๓ คน และบุตรทุกคนได้รับการแจ้งการเกิดและการอยู่ในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยโดย นายอาทิตย์ เจดีย์ทอง ซึ่งได้รับการรับรองในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยในสถานะสัญชาติไทย แต่มิได้รับการแจ้งการเกิดในทะเบียนราษฎรของรัฐมาเลเซีย บุตรทั้งสามจึงมีสานะบุคคลตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรเท่านั้น ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
(๑) เมื่อ ด.ญ.สินี เจดีย์ทองเกิด ณ โรงพยาบาลแม่สอด จากนายอาทิตย์และนางสาวแพทริเซียในวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒/ค.ศ.๒๐๐๙ เธอจึงได้รับการจดทะเบียนคนเกิดในสูติบัตรประเภท ท.ร.๑ โดยสำนักทะเบียนอำเภอแม่สอด จังหวัดตากเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒ และได้รับการจดทะเบียนคนอยู่โดยสำนักทะเบียนดังกล่าวในทะเบียนบ้านตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) และมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๑ ในวันที่ดังกล่าวเช่นกัน
(๒) เมื่อ ด.ญ.พร เจดีย์ทองเกิด ณ โรงพยาบาลแม่สอด ในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ เธอจึงได้รับการจดทะเบียนคนเกิดในสูติบัตรประเภท ท.ร.๑ โดยสำนักทะเบียนอำเภอแม่สอด จังหวัดตากเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ และได้รับการจดทะเบียนคนอยู่โดยสำนักทะเบียนดังกล่าวในทะเบียนบ้านตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) และมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๑ ในวันที่ดังกล่าวเช่นกัน
(๓) ด.ช.เดช เจดีย์ทอง เกิดเมื่อ ณ โรงพยาบาลตากประชานุเคราะห์ในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ เขาจึงได้รับการจดทะเบียนคนเกิดในสูติบัตรประเภท ท.ร.๑ โดยสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลนครตาก จังหวัดตากเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ และได้รับการจดทะเบียนคนอยู่โดยสำนักทะเบียนบ้านกลางตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร และมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๑ ในวันที่ดังกล่าวเช่นกัน
จะเห็นว่า ด.ญ.พร และ ด.ช.เดช เป็นฝาแฝดกัน ซึ่งพรเกิดเมื่อเวลา ๐๕.๕๔ น. ในขณะที่เดชเกิดเมื่อเวลา ๑๐.๒๘ น.
นางสาวแพทริเซียอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน โดยไม่เคยเดินทางกลับไปประเทศมาเลเซียอีกเลย และไม่เคยติดต่อสถานทูตมาเลเซียประจำประเทศไทยอีกด้วย เธอมีความปรารถนาที่จะใช้ชีวิตร่วมกับสามีและบุตรอีกสามคนในประเทศไทย และอยากมีสถานะเป็นคนสัญชาติเป็นไทยตามสามีและบุตร
--------
คำถาม
--------
โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า จะต้องใช้กฎหมายของประเทศใดกำหนดสิทธิในการทำงานเป็นลูกจ้างบริษัท บ้านสวยริมเมย จำกัด บริษัท บ้านสวยริมเมย จำกัด ของนางสาวแพทริเซีย เพราะเหตุใด [2]
----------------
แนวคำตอบ
----------------
ประเด็นที่ต้องพิจารณาเป็นเรื่องของสิทธิในการทำงาน ซึ่งเป็นปัญหานิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน ซึ่งไม่ว่าจะมีลักษณะภายในหรือระหว่างประเทศ โดยหลักทั่วไป เป็นเรื่องที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐเจ้าของดินแดนที่มีการทำงานที่จะอนุญาตให้มนุษย์/บุคคลธรรมดาใดทำงานบนดินแดนของตนหรือไม่และอย่างไร หากปรากฏว่า เป็นคนสัญชาติไทยก็จะมีสิทธิทำงานโดยไม่ต้องขออนุญาต สิทธิทำงานอันเป็นเรื่องของการประกอบอาชีพนั้นได้รับการประกันโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่หากเป็นคนต่างด้าว ก็จะต้องขอร้องขออนุญาตทำงานตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว ในปัจจุบัน ก็คือ พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๕๑
จึงต้องมาพิจารณาว่า นางสาวแพทริเซียมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยหรือคนต่างด้าว ? กรณีไม่มีข้อสงสัยว่า นางสาวแพทริเซียมีสถานะบุคคลตามกฎหมายมหาชนเป็น “คนต่างด้าว” สำหรับประเทศไทยอย่างแน่นอน ด้วยเหตุที่เธอไม่มีข้อเท็จจริงอันเป็นจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐไทยอันทำให้มีสิทธิในสัญชาติไทยแต่อย่างใด
ในประเด็นย่อยต่อมาที่ต้องพิจารณาเพื่อกำหนดสิทธิทำงานในประเทศไทย ก็คือ นางสาวแพทริเซียมีสถานะบุคคลตามกฎหมายที่อาจทำงานได้ภายใต้ พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๕๑ หรือไม่ โดยหลักกฎหมายไทยว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวที่ยอมรับกันมา กฎหมายไทยยอมรับให้สิทธิทำงานแก่คนต่างด้าว ๗ ประเภท กล่าวคือ (๑) คนต่างด้าวที่มีสถานะบุคคลพิเศษตามกฎหมายระหว่างประเทศและบุคคลทีทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย (๒) คนต่างด้าวทั่วไปที่ทำงานในสาขาอาชีพที่ตลาดแรงงานไทยขาดแคลนและไม่แย่งอาชีพคนสัญชาติไทย (๓) คนต่างด้าวทั่วไปที่ทำงานเร่งด่วนไม่เกิน ๑๕ วัน (๔) คนต่างด้าวที่ทำงานในธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมการทุน (๕) คนต่างด้าวที่มีปัญหาการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย (๖) คนต่างด้าวที่มีสัญชาติของประเทศที่มีพรมแดนติดกับประเทศไทยซึ่งร้องขอทำงานในตลาดงานชายแดน และ (๗) คนต่างด้าวที่มีทำงานในตลาดแรงงานไทยก่อนที่จะมีกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวใน พ.ศ.๒๕๑๕
เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาข้อเท็จจริงของนางสาวแพทริเซีย เราพบว่า เธออาจมีสิทธิทำงานที่กฎหมายไทยรับรองให้แก่คนต่างด้าวที่มีปัญหาการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย ซึ่งข้อกฎหมายดังกล่าวปรากฏในปัจจุบันในมาตรา ๑๓ แห่ง พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งบัญญัติว่า
“คนต่างด้าวซึ่งไม่อาจขอรับใบอนุญาตตามมาตรา ๙ เพราะเหตุดังต่อไปนี้อาจขอรับใบอนุญาตต่อนายทะเบียนเพื่อทำงานตามประเภทที่คณะรัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ โดยคำนึงถึงความมั่นคงของชาติและผลกระทบต่อสังคม
(๑) ถูกเนรเทศตามกฎหมายว่าด้วยการเนรเทศและได้รับการผ่อนผันให้ไปประกอบอาชีพ ณ ที่แห่งใดแทนการเนรเทศหรืออยู่ในระหว่างรอการเนรเทศ
(๒) เข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองแต่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
(๓) ถูกถอนสัญชาติตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ หรือตามกฎหมายอื่น
(๔) เกิดในราชอาณาจักรแต่ไม่ได้รับสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕
(๕) เกิดในราชอาณาจักรแต่ไม่ได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ
ประกาศตามวรรคหนึ่ง คณะรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดไว้ด้วยก็ได้
การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง”
เมื่อพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าว เราจึงสรุปได้ว่า กฎหมายไทยยอมรับสิทธิทำงานของคนต่างด้าวที่มีสถานะบุคคลเป็นคนผิดกฎหมายคนเข้าเมืองอีกด้วย ดังปรากฏตามมาตรา ๑๓ (๒) แห่ง พ.ร.บ.การทำงานคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๕๑ แต่มิใช่คนต่างด้าวที่ผิดกฎหมายคนเข้าเมืองทุกคน เฉพาะแต่ “คนต่างด้าวที่เข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองแต่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง” เท่านั้น
ประเด็นย่อยที่สามที่ต้องพิจารณาต่อไป ก็คือ นางสาวแพทริเซียมีสถานะเป็นคนต่างด้าว “ที่เข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองแต่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง” แล้วหรือยัง ? เราอาจสรุปดังว่า ผู้ทรงสิทธิทำงานในข้อกฎหมายนี้จะต้องมีลักษณะที่สำคัญ ๒ ประการ กล่าวคือ (๑) เป็นคนผิดกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง และ (๒) ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่เพื่อรอการส่งกลับ
ประเด็นย่อยที่สี่ที่ต้องพิจารณา ก็คือ นางสาวแพทริเซียมีสถานะเป็นคนผิดกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมืองหรือไม่ ? ดังปรากฏตามข้อเท็จจริงของนางสาวแพทริเซีย เธอผู้นี้ย่อมมีสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยว่าด้วยการเข้าเมืองเป็น “คนผิดกฎหมายคนเข้าเมือง” อย่างแน่นอน ทั้งนี้ เพราะเธอผู้นี้อาศัยอยู่ในประเทศไทยเกินระยะเวลาที่อนุญาตให้อาศัยอยู่ในการตรวจลงตราในหนังสือเดินทางในขณะที่ทำการเข้าเมือง จึงต้องถูกส่งกลับออกนอกประเทศไทย ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา ๕๔ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งบัญญัติว่า “คนต่างด้าวผู้ใดเข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุญาตนั้นสิ้นสุดหรือถูกเพิกถอนแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะส่งตัวคนต่างด้าวผู้นั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักรก็ได้”
ประเด็นย่อยที่ห้าที่ต้องพิจารณา ก็คือ นางสาวแพทริเซียมีสถานะเป็นคนผิดกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมืองที่ “ได้รับอนุญาตให้อาศัยเพื่อส่งกลับหรือไม่” ซึ่งเราจะเห็นตามข้อเท็จจริงว่า หากพิจารณานางสาวแพทริเซียในสถานการณ์ของคนสัญชาติมาเลเซียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเกินระยะเวลาที่อนุญาต (Overstay) เธอก็ยังมิใช่คนต่างด้าวอาศัยอยู่ผิดกฎหมายที่รอการส่งกลับ แต่หากพิจารณานางสาวแพทริเซียที่แสดงตนเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติแล้ว เธอย่อมมีสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ผ่อนผันให้มีสิทธิอาศัยในประเทศไทยตามมาตรา ๑๗ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ แม้จะไม่มีเสรีภาพที่จะทำงานได้เลย เธอจึงมีสิทธิขออนุญาตทำงานในประเทศไทยได้ และทำงานได้ในสาขาอาชีพที่กฎหมายไทยอนุญาตเท่านั้น ซึ่งกระบวนการร้องขอใช้สิทธิทำงานนี้ ย่อมเป็นไปตามมาตรา ๑๓ แห่ง พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๕๑ นั่นเอง
โดยมาตรา ๑๓ นี้ คนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง และอยู่ในระหว่างรอการส่งกลับออกนอกราชอาณาจักร อาจทำงานได้ ภายใต้เงื่อนไข ๒ ประการดังต่อไปนี้ (๑) เป็นงานที่คณะรัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการพิจารณาการทำงานของคนต่างด้าว และ (๒) ผู้ทำงานได้รับใบอนุญาตทำงานแล้วตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งผู้อนุญาตในปัจจุบัน ก็คือ อธิบดีกรมการจัดหางานหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีมอบหมาย
ดังนั้น ในสถานการณ์ที่นางสาวแพทริเซียแสดงตนเป็นบุคคลผู้ถือบัตรบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “บัตรเลขศูนย์” เพราะบุคคลที่ถือบัตรนี้จะมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๐ เธอจึงถูกถือว่า เป็น “คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายแต่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในประเทศไทย” เธอจึงสามารถที่จะได้รับการรับรองสิทธิที่จะร้องขออนุญาตทำงานใน “อาชีพกรรมกร” ซึ่งเป็นอาชีพที่คนต่างด้าวตามมาตรา ๑๓ อาจร้องขออนุญาตทำงานได้
เราคงต้องตระหนักว่า นางสาวแพทริเซียได้บัตรบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “บัตรเลขศูนย์” มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอนสิทธิในบัตรดังกล่าวโดยกรมการปกครอง ผู้ถือบัตรก็ยังใช้สิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยที่รับรองได้
นอกจากนั้น ยังต้องตระหนักว่า การห้ามมิให้นางสาวแพทริเซียทำงานเลยย่อมเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน เพราะการห้ามมิให้ทำงานก็จะทำให้มนุษย์ตกอยู่ในสภาวะไร้ความเป็นไปได้ที่จะทำมาหากินอย่างสุจริต การทำงานเป็นหนทางที่มนุษย์จะสร้างความอยู่รอดให้แก่ชีวิตและนำมาซึ่งคุณภาพในชีวิต
นอกจากนั้น การห้ามดังกล่าวอาจทำให้รัฐไทยตกเป็นผู้ละเมิดข้อ ๒๓ แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘/พ.ศ.๒๔๙๑ ซึ่งบัญญัติว่า
| “(๑) | บุคคลมีสิทธิที่จะทำงาน, ที่จะเลือกงานอย่างเสรี, ที่จะมีสภาวะการทำงานที่ยุติธรรมและพอใจ และที่จะได้รับความคุ้มครองจากการว่างงาน. (Everyone has the right to work, to free choice of employment, to just and favourable conditions of work and to protection against unemployment.) |
| (๒) | บุคคลมีสิทธิในการรับค่าตอบแทนเท่ากันสำหรับการทำงานที่เท่ากันโดยไม่มีการเลือกประติบัติใด ๆ. (Everyone, without any discrimination, has the right to equal pay for equal work.) |
| (๓) | บุคคลผู้ทำงานมีสิทธิในรายได้ซึ่งยุติธรรมและเอื้อประโยชน์เพื่อเป็นประกันสำหรับตนเองและครอบครัวให้การดำรงชีวิตมีค่าควรแก่ศักดิ์ศรีของมนุษย์, และถ้าจำเป็นก็ชอบที่จะได้รับความคุ้มครองทางสังคมอื่น ๆ เพิ่มเติม. (Everyone who works has the right to just and favourable remuneration ensuring for himself and his family an existence worthy of human dignity, and supplemented, if necessary, by other means of social protection.) |
| (๔) | บุคคลมีสิทธิที่จะก่อตั้งและเข้าร่วมกับสหภาพแรงงานเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของตน. (Everyone has the right to form and to join trade unions for the protection of his interests.) |
| (๑) | บุคคลมีสิทธิที่จะทำงาน, ที่จะเลือกงานอย่างเสรี, ที่จะมีสภาวะการทำงานที่ยุติธรรมและพอใจ และที่จะได้รับความคุ้มครองจากการว่างงาน. (Everyone has the right to work, to free choice of employment, to just and favourable conditions of work and to protection against unemployment.) |
| (๒) | บุคคลมีสิทธิในการรับค่าตอบแทนเท่ากันสำหรับการทำงานที่เท่ากันโดยไม่มีการเลือกประติบัติใด ๆ. (Everyone, without any discrimination, has the right to equal pay for equal work.) |
| (๓) | บุคคลผู้ทำงานมีสิทธิในรายได้ซึ่งยุติธรรมและเอื้อประโยชน์เพื่อเป็นประกันสำหรับตนเองและครอบครัวให้การดำรงชีวิตมีค่าควรแก่ศักดิ์ศรีของมนุษย์, และถ้าจำเป็นก็ชอบที่จะได้รับความคุ้มครองทางสังคมอื่น ๆ เพิ่มเติม. (Everyone who works has the right to just and favourable remuneration ensuring for himself and his family an existence worthy of human dignity, and supplemented, if necessary, by other means of social protection.) |
| (๔) | บุคคลมีสิทธิที่จะก่อตั้งและเข้าร่วมกับสหภาพแรงงานเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของตน. (Everyone has the right to form and to join trade unions for the protection of his interests.)” |
และขอให้ตระหนักต่อไปว่า การประกันสิทธิในการทำมาหาเลี้ยงชีพดังกล่าวยังได้รับการรับรองในข้อ ๖[3] แห่งกติกาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิทางแพ่ง/พลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙ ซึ่งผูกพันประเทศไทยในสถานะของบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นลายลักษณ์อักษร เพราะประเทศไทยได้ให้ภาคยานุวัติต่อกติกาดังกล่าวแล้ว
โดยสรุป ประเด็นสิทธิทำงานของนางสาวแพทริเซียจึงเป็นประเด็นที่ยากต่อการพิจารณาอย่างยิ่ง หากเราจะปฏิเสธสิทธิทำมาหาเลี้ยงชีพของเธอโดยสิ้นเชิง เธอก็คงไม่อาจที่จะช่วยสามีเลี้ยงดูบุตรทั้งสามได้ การจัดการปัญหาความผิดกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมืองจึงต้องทำไปโดยคู่ขนานกับการรับรองสิทธิในการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวของครอบครัวเจดีย์ทอง และความผิดต่อกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวนั้น ก็คงต้องแยกพิจารณาออกมาอีก ดังจะเห็นว่า เธอมิได้มีเจตนาที่จะทำงานโดยไม่ขออนุญาต เธอประสงค์ที่จะเคารพกฎหมายฉบับนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัญหาความผิดต่อกฎหมายคนเข้าเมืองและกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว เธอย่อมมีสิทธิในค่าจ้างแรงงาน ซึ่งเป็นสิทธิตามกฎหมายเอกชนอย่างแน่นอน และเธอย่อมมีสิทธิในการคุ้มครองแรงงานและการประกันสังคม เพราะสิทธิในสองประการหลังนี้เป็นสิทธิที่รัฐไทยมีหน้าที่รับรองแก่มนุษย์ที่ทำงานในประเทศไทย
[1]เป็นข้อเท็จจริงที่ปรุงแต่งจากเรื่องจริง โดยใช้โครงสร้างของเรื่องราวจากเรื่องที่ร้องเรียนมาสู่ “โครงการศึกษาวิจัยและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเด็กและผู้ด้อยโอกาสในชุมชนจังหวัดตากและชุมชนกลุ่มจังหวัดชายแดนในประเทศไทย” ของศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในราว พ.ศ.๒๕๕๕ – ๒๕๕๖ แต่ชื่อบุคคลและสถานที่ต่างๆ ถูกเปลี่ยนแปลงไปเพื่อเคารพความเป็นส่วนตัวของบุคคลที่เกี่ยวข้อง เจ้าของปัญหาตามเรื่องจริงกำลังได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายจากศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
[2]เป็นข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต ภาคปกติ วิทยาเขตลำปาง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา ๒๕๕๕ ภาคแก้ตัว
[3] ซึ่งบัญญัติว่า
“๑. รัฐภาคีแห่งกติกานี้รับรองสิทธิในการทำงาน ซึ่งรวมทั้งสิทธิของทุกคนในโอกาสที่จะหาเลี้ยงชีพโดยงานซึ่งตนเลือกหรือรับอย่างเสรี และจะดำเนินขั้นตอนที่เหมาะสมในการปกป้องสิทธินี้
๒. ขั้นตอนซึ่งรัฐภาคีแห่งกติกานี้จะต้องดำเนินเพื่อให้บรรลุผลในการทำให้สิทธินี้เป็นจริงอย่างบริบูรณ์ จะต้องรวมถึงการให้คำแนะนำทางเทคนิคและวิชาชีพและโครงการฝึกอบรม นโยบายและเทคนิคที่จะทำให้บรรลุผลในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างสม่ำเสมอ และการจ้างงานอย่างบริบูรณ์และเป็นประโยชน์ภายใต้เงื่อนไขทั้งหลายที่เป็นการปกป้องเสรีภาพขั้นพื้นฐานทางการเมืองและทางเศรษฐกิจของปัจเจกบุคคล”