กรณีศึกษาครอบครัวเจดีย์ทอง : : การเลือกกฎหมายเพื่อกำหนดแบบแห่งการสมรส

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, อ.ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน และ อ.ดร.รัชนีกร ลาภวณิชชา

เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๖

-----------

ข้อเท็จจริง[1]

------------

ในระหว่างการลงพื้นที่รับฟังปัญหาความด้อยโอกาสของประชาชนในพื้นที่ของบ้านห้วยส้าน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ภายใต้ “โครงการศึกษาวิจัยและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเด็กและผู้ด้อยโอกาสในชุมชนจังหวัดตากและชุมชนกลุ่มจังหวัดชายแดนในประเทศไทย” เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ นายอาทิตย์ เจดีย์ทองเข้าหารือปัญหากฎหมายต่อศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และขอให้ศูนย์ฯ ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่เขาและภริยา ตลอดจนบุตรอีก ๓ คน

นายอาทิตย์ได้เล่าถึงความเป็นมาของครอบครัวของเขาต่อนางสาวพวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์ นักศึกษาปริญญาโท ซึ่งทำหน้าที่เป็นทนายความอาสาของศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้โครงการข้างต้นดังนี้

เมื่อราว พ.ศ.๒๕๔๗ นายอาทิตย์ เจดีย์ทอง ได้รู้จักและพบรักกับนางสาวแพทริเซีย ในขณะที่เดินทางไปทำงาน ณ ไต้หวัน แต่ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๕๒ เมื่อสัญญาจ้างแรงงานของนายอาทิตย์หมดสิ้นสุด เขาจึงต้องเดินทางกลับมาประเทศไทย แต่นางสาวแพทริเซียยังคงทำงานต่อไปในไต้หวันจนกระทั่งสัญญาแรงงานสิ้นสุดลงในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

ในระหว่างเดินทางจากไต้หวันกลับประเทศมาเลเซีย นางสาวแพทริเซียได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทยเพื่อเยี่ยมนายอาทิตย์ โดยได้รับการตรวจลงตรา ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๒/ค.ศ.๒๐๐๙ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองบันทึกในการตรวจลงตราบนหนังสือเดินทางของเธอว่า เธอจึงอาจอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้จนถึงวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๖

ในระหว่างที่นางสาวแพทริเซียได้พักอาศัย ณ บ้านของนายอาทิตย์ในประเทศไทย นายอาทิตย์และนางสาวแพทริเซียได้ตกลงกันที่จะอยู่กินฉันสามีภริยา ณ บ้านห้วยส้าน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

ต่อมา มีบุคคลที่นายอาทิตย์นับถือแนะนำให้นางสาวแพทริเซียไปร้องขอต่ออำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก เพื่อรับการสำรวจในสถานะของ “บุคคลที่ไม่มีสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร” และต่อมา เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒/ค.ศ.๒๐๐๙ นางสาวสาวแพทริเซียก็ได้รับการบันทึกใน “ทะเบียนประวัติประเภท ท.ร.๓๘ ก” ในชื่อของ “อัญชลี เจดีย์ทอง” และได้รับการออก “บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน” ให้ถือเพื่อแสดงตัว โดยบัตรนี้ระบุว่า เธอมีเลขประจำตัวประชาชนตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๐ และบัตรนี้ระบุว่า จะหมดอายุในวันที่ ๑๓ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๖๒ นอกจากนั้น เธอได้ใช้บัตรประจำตัวที่ได้ในชื่อใหม่ ไปร้องขอสิทธิทำงานต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัดตาก และได้รับใบอนุญาตทำงานในสถานะ “คนไร้สัญชาติ” เพื่อทำงานประเภททำความสะอาดบ้านตั้งแต่วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕ จนถึงวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๗ โดยมีนายอาทิตย์ เจดีย์ทอง เป็นนายจ้าง

นายอาทิตย์ถือบัตรประจำตัวประชาชนคนสัญชาติไทย และบัตรนี้ระบุว่า เขามีเลขประจำตัวประชาชนตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๕ และบัตรนี้ออกโดยสำนักทะเบียนอำเภอแม่สอด จังหวัดตากเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ และระบุว่า หมดอายุเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๒

สำหรับนางสาวแพทริเซียปรากฏตามหนังสือเดินทางที่ออกโดยกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ค.ศ.๒๐๐๙/พ.ศ.๒๕๕๒ ว่า นางสาวแพทริเซียเกิดเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๙๗๘ ณ ประเทศมาเลเซีย หนังสือเดินทางดังกล่าวหมดอายุในวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๗/ค.ศ.๒๐๑๔

นางสาวแพทริเซียมีบุตรกับนายอาทิตย์จำนวน ๓ คน และบุตรทุกคนได้รับการแจ้งการเกิดและการอยู่ในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยโดย นายอาทิตย์ เจดีย์ทอง ซึ่งได้รับการรับรองในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยในสถานะสัญชาติไทย แต่มิได้รับการแจ้งการเกิดในทะเบียนราษฎรของรัฐมาเลเซีย บุตรทั้งสามจึงมีสานะบุคคลตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรเท่านั้น ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(๑) เมื่อ ด.ญ.สินี เจดีย์ทองเกิด ณ โรงพยาบาลแม่สอด จากนายอาทิตย์และนางสาวแพทริเซียในวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒/ค.ศ.๒๐๐๙ เธอจึงได้รับการจดทะเบียนคนเกิดในสูติบัตรประเภท ท.ร.๑ โดยสำนักทะเบียนอำเภอแม่สอด จังหวัดตากเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒ และได้รับการจดทะเบียนคนอยู่โดยสำนักทะเบียนดังกล่าวในทะเบียนบ้านตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) และมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๑ ในวันที่ดังกล่าวเช่นกัน

(๒) เมื่อ ด.ญ.พร เจดีย์ทองเกิด ณ โรงพยาบาลแม่สอด ในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ เธอจึงได้รับการจดทะเบียนคนเกิดในสูติบัตรประเภท ท.ร.๑ โดยสำนักทะเบียนอำเภอแม่สอด จังหวัดตากเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ และได้รับการจดทะเบียนคนอยู่โดยสำนักทะเบียนดังกล่าวในทะเบียนบ้านตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) และมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๑ ในวันที่ดังกล่าวเช่นกัน

(๓) ด.ช.เดช เจดีย์ทอง เกิดเมื่อ ณ โรงพยาบาลตากประชานุเคราะห์ในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ เขาจึงได้รับการจดทะเบียนคนเกิดในสูติบัตรประเภท ท.ร.๑ โดยสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลนครตาก จังหวัดตากเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ และได้รับการจดทะเบียนคนอยู่โดยสำนักทะเบียนบ้านกลางตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร และมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๑ ในวันที่ดังกล่าวเช่นกัน

จะเห็นว่า ด.ญ.พร และ ด.ช.เดช เป็นฝาแฝดกัน ซึ่งพรเกิดเมื่อเวลา ๐๕.๕๔ น. ในขณะที่เดชเกิดเมื่อเวลา ๑๐.๒๘ น.

นางสาวแพทริเซียอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน โดยไม่เคยเดินทางกลับไปประเทศมาเลเซียอีกเลย และไม่เคยติดต่อสถานทูตมาเลเซียประจำประเทศไทยอีกด้วย เธอมีความปรารถนาที่จะใช้ชีวิตร่วมกับสามีและบุตรอีกสามคนในประเทศไทย และอยากมีสถานะเป็นคนสัญชาติเป็นไทยตามสามีและบุตร

--------

คำถาม

--------

หากนางสาวแพทริเซียจะยอมแสดงตนต่อนายด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นคนต่างด้าวสัญชาติมาเลเซียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเกินระยะเวลาที่กำหนดตามการตรวจลงตราในหนังสือเดินทาง และยอมเสียค่าปรับตามมาตรา ๖๒ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ ก่อนเดินทางออกไปจากประเทศไทยไปยังประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ เพื่อที่จะไปดำเนินการจดทะเบียนสมรสกับนายอาทิตย์ แล้วค่อยร้องขออนุญาตกลับเข้ามาในประเทศไทยในสถานะ “คู่สมรสของคนสัญชาติไทย” ตามมาตรา ๓๔ (๑๕) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ ประกอบกับข้อ ๑๑ (๒) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๖ ที่ออกตามความในมาตรา ๓๔ (๑๕) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒

และหากนายอาทิตย์และนางสาวแพทริเซียจะร้องขอจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทย ณ สถานกงสุลไทย ณ ประเทศมาเลเซีย โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า จะต้องใช้กฎหมายของประเทศใดกำหนดแบบแห่งการสมรสดังกล่าว เพราะเหตุใด [2]

----------------

แนวคำตอบ

----------------

ประเด็นที่จะต้องพิจารณาเป็นเรื่องของการสมรสระหว่างชายหญิง ซึ่งเป็นเรื่องตามกฎหมายเอกชน เพื่อพิจารณาปัญหาแบบแห่งการสมรสระหว่างนายอาทิตย์และนางสาวแพทริเซียโดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล กงสุลไทยจึงต้องเริ่มต้นพิจารณากรณีภายใต้กฎหมายขัดกันของรัฐไทย อันได้แก่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ ทั้งนี้ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องความสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนระหว่างบุคคลในครอบครัว กล่าวคือ ระหว่างบุคคลธรรมดาที่ประสงค์จะสมรสกัน จึงเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน และเมื่อบุคคลดังกล่าวมีสัญชาติที่ต่างกันและทำในรัฐต่างประเทศ นิติสัมพันธ์นี้จึงมีลักษณะระหว่างประเทศ อันทำให้ตกอยู่ภายใต้การขัดกันแห่งกฎหมาย และจำเป็นที่จะต้องเลือกกฎหมายเพื่อกำหนดแบบแห่งการสมรส

ในการพิจารณา พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ ปัญหาการเลือกกฎหมายเพื่อกำหนดแบบแห่งการสมรสของคนสัญชาติบนดินแดนของรัฐต่างประเทศตกอยู่ภายใต้มาตรา ๒๐ วรรค ๒ ซึ่งบัญญัติว่า “การสมรสระหว่างคนในบังคับสยาม หรือคนในบังคับสยามกับคนต่างด้าว ซึ่งได้ทำในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายสยามกำหนดไว้ย่อมเป็นอันสมบูรณ์”

ดังนั้น กฎหมายที่กงสุลไทยประจำสถานทูตไทยในมาเลเซียจะต้องใช้กำหนดแบบแห่งการสมรสระหว่างนายอาทิตย์และนางสาวแพทริเซีย ก็คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไทย


[1]เป็นข้อเท็จจริงที่ปรุงแต่งจากเรื่องจริง โดยใช้โครงสร้างของเรื่องราวจากเรื่องที่ร้องเรียนมาสู่ “โครงการศึกษาวิจัยและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเด็กและผู้ด้อยโอกาสในชุมชนจังหวัดตากและชุมชนกลุ่มจังหวัดชายแดนในประเทศไทย” ของศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในราว พ.ศ.๒๕๕๕ – ๒๕๕๖ แต่ชื่อบุคคลและสถานที่ต่างๆ ถูกเปลี่ยนแปลงไปเพื่อเคารพความเป็นส่วนตัวของบุคคลที่เกี่ยวข้อง เจ้าของปัญหาตามเรื่องจริงกำลังได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายจากศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[2]เป็นข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต ภาคปกติ วิทยาเขตลำปาง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา ๒๕๕๕ ภาคแก้ตัว